เริ่มต้น (รบกวนอ่านโน้ตด้วยนะคะ)
17.32 น.
“ฟรุต! ทางนี้” ฉันหันไปตามเสียงเอ่ยเรียกที่ดังขึ้นไม่ไกล ซึ่งคนที่เรียกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผ้าแพร เพื่อนสาวแสนน่ารักและแสนดีหนึ่งเดียวของฉันเอง ในตอนนี้เธอกำลังโบกมือให้ฉันอยู่หน้าโรงหนัง
“ขอโทษที่มาช้า รอนานหรือเปล่า?” ฉันเอ่ยถาม เมื่อเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเพื่อนสาว
“ไม่นานเลยจ้ะ” ผ้าแพรตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใส ฉันสองคนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เพราะบ้านติดกัน และพ่อแม่พวกเราก็รู้จักและสนิทกันมาก เราก็เลยสนิทตามไปด้วย
“งั้นไปซื้อตั๋วหนังกัน ฉันอยากดูจะแย่แล้ว” ผ้าแพรว่า แล้วลากแขนฉันไปทางเคาน์เตอร์
อืม ขอโทษที่ลืมแนะนำตัวกับทุกคนนะ ฉันชื่อ ฟรุต ตอนนี้อายุ 25 ปีแล้ว กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นี่แหละ
บ้านฉันฐานะค่อนข้างดีพอสมควร เพราะทำธุรกิจผลไม้ส่งออก ทั้งผลไม้สด อบแห้ง แช่อิ่ม หรือผลไม้กระป๋อง ส่งออกไปประเทศจีน อินโดนีเซีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา
เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มากมายมหาศาลเลย พ่อกับแม่เริ่มต้นทำธุรกิจนี้เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว หลังจากที่ลาออกจากการเป็นพนักงานเงินเดือน
ส่วนครอบครัวฉันมีกัน 5 คนนะ พ่อ แม่ ฉัน ยายเกรป น้องสาวคนกลาง อายุ 17 ปี และตาพีช น้องชายคนเล็ก อายุ 12 ปี ทุกคนอาจสงสัยว่าทำไมฉันอายุ 25 แล้ว แต่ยังเรียนปี 4 อยู่ เรื่องนี้ก็เพราะว่าฉันได้ดรอปเรียนไป 3 ปีเต็ม เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ
ซึ่งในตอนนั้นพ่อและแม่ยังเป็นพนักงานเงินเดือนอยู่เลย ระหว่างนั้นก็ได้หางานทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน และได้กลับมาเรียนอีกครั้งก็ตอนที่พวกท่านลาออกจากงาน แล้วตัดสินใจมาเปิดธุรกิจเป็นของตัวเอง
ส่วนผ้าแพรรายนั้นก็ดรอปเรียนด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะมีปัญหาเศรษฐกิจเหมือนฉันนะ เธอดรอปตามฉัน โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากไปเรียนคนเดียว
ฉันไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ผ้าแพรก็ไม่สนใจ แถมคุณลุงคุณป้าเองก็ไม่ห้าม ฉันจึงจนปัญญาจะค้าน และบ้านผ้าแพรเองก็ฐานะดีมากทีเดียว เพราะเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไหม มีโรงงานทอผ้าเองที่จังหวัดเชียงใหม่ ถิ่นผ้าไหมเขาเลยล่ะ
ส่วนนิสัยของฉันค่อนข้างนิ่ง ๆ เงียบ ๆ นะ แต่ไม่ถึงกับเย็นชา เป็นคนพูดน้อย อยู่ในระดับที่ไม่ทำให้คนอื่นอึดอัด ออกความคิดเห็นบ้างบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฟังที่ดีมากกว่า
แต่ก็นะ เพราะฉันเป็นคนแบบนี้มั้ง ตลอด 25 ปีมานี้ถึงได้มีเพื่อนสนิทแค่คนเดียว ต่างจากผ้าแพรที่เป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง ยิ้มเก่ง ช่างพูด และมีมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม มาถึงตรงนี้ก็ตลกอยู่เหมือนกัน ไม่รู้อะไรทำให้พวกเราคบกันได้นานขนาดนี้
“พี่คะ เรื่องนี้ 2 ที่ค่ะ” ผ้าแพรรีบบอกพนักงาน เธอเองก็ไม่รอช้า รีบทำรายการให้อย่างรวดเร็ว ส่วนฉันก็ทำเพียงยืนรอเงียบ ๆ
“ไม่มีที่นั่งว่างติดกันเลยเหรอคะ?” เสียงหงอย ๆ ของผ้าแพรดังขึ้น พนักงานคนนั้นยิ้มแล้วส่ายหน้าให้น้อย ๆ
“ฟรุต ไม่มีที่นั่งว่างติดกันเลยอะ เหลือแต่ที่นั่งเดี่ยว ๆ แถมยังเป็นคนละแถวกันอีก” ผ้าแพรหมุนตัวกลับมาพูดกับฉันด้วยสีหน้าหงอย ๆ ที่เพื่อนสาวของฉันหงอยขนาดนี้ก็เพราะว่าปี 4 กว่าจะหาเวลาว่างได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งเรียน วิจัย การสอบต่าง ๆ อีกมายมาย รัดตัวมาก
“ทำไงดี?”
“ออกมาคิดกันก่อนแล้วกัน”
“ทำไงดีล่ะ พวกฉันว่างวันนี้วันเดียวด้วย” เมื่อเดินพ้นจากหน้าเคาน์เตอร์ ผ้าแพรก็เริ่มบ่นด้วยสีหน้าหงอยกว่าเก่า
“ถ้าพรุ่งนี้วิจัยผ่านก็ดีไป ฉันมาดูกันพรุ่งนี้ได้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องแก้ให้เสร็จ เพราะต้องนำเสนอจันทร์นี้แล้ว”
“มาดูวันหลังไหม?”
“จำไม่ได้เหรอว่าตารางงานของเราแน่นเอี๊ยดเลย”
“แต่...”
“ไอ้ชิน! มึงเป็นคนนัดกูมาเองนะเว้ย” ฉันกับผ้าแพรที่กำลังคุยกันอยู่สะดุ้งโหยง แล้วเบนสายตาไปที่ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล สังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงแล้วคงจะกำลังหงุดหงิดน่าดู
“ให้มันจริงเถอะ อย่าให้กูรู้แล้วกันว่ามึงโกหกกูว่ามีงานด่วน แต่ความจริงแล้วมึงแอบไปม่อสาว” ประโยคต่อมา เสียงของเขาก็กลับมาในระดับที่เกือบจะปกติ ฉันกับผ้าแพรหันมองหน้ากันโดนยังไม่คุยกันต่อ เพราะอยากให้เขาคุยให้จบก่อน ไม่งั้นเราคงคุยกันไม่เข้าใจแน่
“เออดี เพราะถ้าเป็นแบบนั้นละก็ กูจะเอาหนูกับแมลงสาบไปปล่อยร้านอาหารมึง ให้เจ๊งแม่งทุกสาขาไปเลย” ประโยคต่อมาของเขาคนนั้นทำฉันหลุดขำอย่างห้ามไม่อยู่ แต่โชคดีที่ยั้งตัวเองได้ทัน เขาเลยไม่รู้ตัว
“เออ ไอ้เพื่อนเหี้ย!” พี่คนนั้นก่นด่าปลายสายส่งท้าย แล้วกดวางสายด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ เดาว่าคงจะโดนเพื่อนเบี้ยวนัดล่ะมั้ง
“ฟรุต! ฟรุต!”
“ฮะ? ว่าไงผ้าแพร” ฉันสะดุ้งออกจากภวังค์ความคิดที่เผลอคิดเรื่องพี่คนนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
“เป็นอะไรหรือเปล่า?” ผ้าแพรไม่ตอบแต่ถามกลับด้วยความสงสัย ฉันยิ้ม แล้วส่ายหน้าไปมาเบา ๆ เป็นการบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร
“แล้วตกลงจะเอายังไง หรือรอรอบดึกดี”
“มันดึกไป พ่อกับแม่เป็นห่วงแน่” ฉันตอบปฏิเสธ เพราะว่าหนังรอบดึกก็เริ่มตอน 3 ทุ่ม 15 เเน่ะ กว่าหนังจะจบ กว่าจะกลับถึงบ้าน คงถึงเที่ยงคืนกันพอดี
“แล้วจะ...”
“น้องครับ ขอโทษนะ” ในขณะที่กำลังตกลงกันก็ชะงักไป ก่อนที่ทั้งเราสองคนจะหันไปตามเสียง ก็พบกับพี่ผู้ชายคนเมื่อครู่นี้ เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ซึ่งทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของเขาใจฉันก็กระตุกรุนแรงอย่างไม่เคยเป็น ปฏิกิริยานี้มันคืออะไรนะ
ใบหน้าหล่อคมเข้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางสวยอมชมพูค่อนไปทางคล้ำ ผิวหน้าเรียบเนียน ขาวใสราวกับผู้หญิง มีไรหนวดจาง ๆ ที่บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านการโกนหนวดมาแล้วระยะหนึ่ง บวกกับร่างกายสูงใหญ่ที่วัดจากระยะสายตาน่าจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 180 ซม. เพราะฉันที่มีส่วนสูงเพียง 163 ซม. อยู่แค่ระดับอกของเขาเท่านั้น
“เอ่อ...พวกเรามาดูหนังกันหรือเปล่า?”
“เอ่อ...ใช่ค่ะ” ผ้าแพรที่ตั้งสติได้ก่อนตอบกลับไปแบบงง ๆ
“พี่มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“จะดูเรื่องอะไร?” เขาถามต่อด้วยหน้านิ่ง ๆ แต่ทว่ามีรอยยิ้มเล็ก ๆ แต้มตรงมุมปาก เหมือนจะเย็นชา แต่ความรู้สึกก็บอกว่าไม่ใช่
“…ค่ะ” ฉันตอบ พลางมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย
“พอดีเลย...ซื้อตั๋วหรือยัง? พอดีพี่ก็มาดูเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เพื่อนดันติดงานด่วนซะก่อน” พี่คนนั้นยิงคำถามต่อมาอย่างต่อเนื่อง ฉันพยักหน้ารับเป็นการบอกว่าฟังอยู่
“แล้วพี่ก็ซื้อตั๋วมาแล้วด้วย จะทิ้งก็เสียดาย เลยลองมาถามดู เผื่อว่าน้องจะดูเรื่องเดียวกัน แล้วยังไม่ซื้อตั๋ว” เขาว่า แล้วชูตั๋วหนังสองใบให้ดู
“อ๋อค่ะ ไปซื้อแล้วค่ะ แต่ว่าไม่มีที่นั่งว่างติดกันเลย ก็เลยยังไม่ได้ซื้อมาค่ะ” ผ้าแพรพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะบอกเขาออกไป
“เอาตั๋วของพี่ไปไหม ที่นั่งมันก็ติดกันด้วย” เขาว่า พลางส่งตั๋วหนังที่ถืออยู่ให้พวกฉัน
“แล้ว...พี่ไม่ดูเหรอคะ?” ฉันถามกลับอย่างสงสัย
“เราเอาไปเถอะ เดี๋ยวพี่ซื้อใหม่” พอได้รับคำตอบ ฉันผ้าแพรก็ส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธพร้อมกัน
“ตั๋วนี่คนที่เบี้ยวนัดพี่เป็นคนซื้อ เอาไปเถอะ ไม่เป็นไร” พูดจบ เขาก็ยื่นตั๋วมาให้อีกครั้ง พร้อมกับอมยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปาก
“ขอบคุณค่ะ!!” ฉันกับผ้าแพรหันมองหน้ากัน ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณคนตรงหน้า เขายกมือรับไหว้แล้วยื่นส่งตั๋วหนังมาให้อีกครั้ง ฉันจึงยื่นมือไปรับมาถือไว้
“เหมือนจะได้เวลาแล้วพี่ไปซื้อตั๋วใหม่ก่อน ขอตัวนะ” เขาพูด เราสองคนก้มศีรษะลงเล็กน้อยจากนั้นพี่เขาก็ตรงไปที่เคาน์เตอร์ในทันที
“โอ๊ย หล่อมาก แถมยังใจดีอีกด้วย” เมื่อพี่คนนั้นเดินพ้นไปแล้ว น้ำเสียงยินดีปรีดาของผ้าแพรก็ดังตามมา ฉันหันมองเพื่อนสาว แล้วอมยิ้มน้อย ๆ มันจริงอย่างที่ผ้าแพรว่าเลย เขาหล่อและดูดีมาก
“ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว” ฉันเอ่ยชวน แล้วเดินไปซื้อป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม เสร็จแล้วก็เดินเข้าข้างใน จัดการหาที่นั่งและรออย่างใจจดจ่อ
หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายแล้วด้วย อุปสรรคก็เยอะมาก ดังนั้นฉันสัญญาเลยว่าจะตั้งใจดูตั้งแต่ต้นจนจบเลย โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ต้องตักตวงเอาไว้เยอะ ๆ
20.57 น.
“อ้าวยายฟรุต กลับมาพอดีเลย” ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เสียงของแม่ก็ดังขึ้น ความตั้งใจเดิมที่จะกลับไปอาบน้ำนอนให้สมกับที่เหนื่อยมาทั้งวัน เป็นอันต้องสะดุด แล้วเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ห้องรับแขก พลางยกมือไหว้และนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับท่านทั้งสอง
“วันนี้กลับดึกกว่าปกตินะ”
“ค่ะ หนูไปดูหนังกับผ้าแพรมา” ฉันตอบ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เดือนหน้ามีงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บริษัทฯ” แม่พูดด้วยรอยยิ้ม
“แล้วก็มีทั้งหุ้นส่วนและแขกอื่น ๆ เยอะพอสมควร แม่เลยอยากให้เราไปเรียนเปียโน แล้วก็ขึ้นแสดงในวันงาน” ประโยคนั้นทำฉันลอบถอนหายใจ ไม่อยากไปเลย ไม่อยากทำ ฉันไม่ชอบ
“แต่...ค่ะ” ฉันตั้งใจจะตอบปฏิเสธ แต่ก็พบกับสายตาคาดหวัง จึงทำใจต้องเลือกตอบตกลง ซึ่งมันขัดต่อความรู้สึกเหลือเกิน
“แล้วเอกสารที่พ่อให้ไปอ่าน อ่านหมดหรือยัง?” พ่อถามต่อ
“หมดแล้วค่ะ” ฉันตอบ
“ดีมาก พยายามจำให้ได้นะ เพราะวันงานเราอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน” พ่อพูดด้วยรอยยิ้มภูมิใจ
“...ขอตัวนะคะ” ฉันตอบแล้วขอตัวกลับขึ้นห้อง
“เฮ้อ!” ฉันถอนหายใจแรงทันทีที่ร่างสัมผัสกับเตียงแสนนุ่ม พลางคิดไปถึงเรื่องก่อนหน้านี้ เป็นแบบนี้ตลอดโดยที่ฉันไม่สามารถขัดได้
เอาจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าขัดไม่ได้ แต่พอเห็นสายตาคาดหวังพวกนั้นคำปฏิเสธก็ถูกกลืนหายไปจนหมด จนสุดท้ายก็ต้องมานั่งทนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แอบอิจฉาคนอื่นเหมือนกันนะ
ฉันเองก็อยากใช้ชีวิตอิสระเหมือนคนอื่นเขาบ้าง อยากทำในสิ่งที่ชอบ อยากหาเวลาว่างให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่รักบ้าง ฉันไม่อยากฝืนทำอะไรพวกนี้อีกแล้ว กลัวใจตัวเองเหลือเกินว่าวันหนึ่งจะทนไม่ไหว จนพูดความอัดอั้นที่เก็บไว้ในใจออกไป ถ้าถึงวันนั้น พวกท่านคงผิดหวังในตัวฉันน่าดู
เช้า
07.15 น.
“มา ๆ มากินข้าว” แม่เอ่ยเรียก ฉันก็รีบเดินเข้าไปทันที
“สวัสดีตอนเช้าค่ะ” ฉันกล่าวทักทายแล้วนั่งประจำที่ของตัวเอง
“สวัสดีจ้ะ” แม่ทักทายตอบ เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่บ้านยกอาหารมาเสิร์ฟ
“วันนี้เลิกกี่โมง?”
“4 โมงค่ะ แต่ต้องเอาวิจัยไปให้อาจารย์ดูว่าผ่านไหม ไม่รู้ว่าจะเสร็จกี่โมงค่ะ” ฉันตอบ พลางคนข้าวต้มไล่ความร้อนไปด้วย
“แม่สมัครเรียนเปียโนไว้ให้แล้ว ถ้ายังไงไปเรียนด้วยนะ ให้นายภาสพาไป” แม่พูดต่อ ฉันที่ได้ยินก็ลอบถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วก้มหน้ากินข้าวต้มในชามโดยไม่พูดอะไรอีก
“หนูขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” ฉันพูดขึ้น เมื่อฟาดข้าวต้มในชามหมดแล้ว พลางยกมือไหว้ลา แล้วเดินออกมา
“สวัสดีค่ะลุงภาส” มาถึงหน้าบ้าน ก็เจอกับลุงภาสคนขับรถประจำบ้านนั่งรออยู่ เดิมทีลุงภาสขับรถให้พ่อกับแม่ แต่ฉันเคยขับรถไปชนเสาไฟฟ้า ตั้งแต่นั้นมาแม่เลยให้ลุงภาสมาขับรถรับส่งฉันแทน
“สวัสดีครับคุณหนู” ลุงภาสกล่าวรับ แล้วไปนั่งประจำที่คนขับ
“ไม่ลืมของอะไรใช่ไหมครับ?” ลุงภาสถาม เมื่อเห็นว่าฉันขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว
“ไม่ค่ะ” ฉันตอบ จากนั้นลุงภาสก็ออกรถทันที ฉันจึงมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ได้อยากชมวิวอะไรหรอก แค่รู้สึกเหนื่อยก็แค่นั้น
หลายคนคงสงสัยกันใช่ไหมว่าทำไมเหมือนฉันเป็นลูกคนเดียวของบ้าน ถ้าให้พูดแล้วล่ะก็ เมื่อก่อนพ่อกับแม่ไม่ได้ให้ฉันทำอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนตอนนี้หรอก แต่พอมีธุรกิจ พวกท่านก็เริ่มเข้าสังคม และสังคมนั้นก็ตามมาด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ทั้งฉันและน้องทั้งสองคนเลยถูกสั่งให้ทำนั่นนี่ เพื่อให้เป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว
พวกท่านพยายามให้พวกเราเก่งในทุก ๆ ด้าน ทั้งเรียน กีฬา ดนตรี การวางตัวในสังคม และอะไรอีกมากมาย
แรก ๆ มันก็สนุกอยู่หรอกที่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยทำ แต่ตอนนี้มันไม่สนุกแล้ว เพราะว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ชอบทั้งนั้น นาน ๆ เข้าความกดดันและความอดทนก็เริ่มหมดลง จนในที่สุดก็เหลือเพียงฉัน
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะน้องสาวตัวแสบของฉันน่ะ รายนั้นเป็นคนดื้อรั้นและมีความคิดเป็นของตัวเอง ตอนเด็ก ๆ ก็ทำตามที่พ่อกับแม่บอกทุกอย่าง แต่พอโตขึ้น เขาดันหนีออกจากบ้าน
ตอนนั้นพวกเราตามหากันให้วุ่น แจ้งทั้งตำรวจและจ้างนักสืบ จนผ่านไป 3 เดือนก็เจอตัวว่าอยู่ที่เกาะสมุยร่วมกับเพื่อนผู้หญิงอีก 3 คนที่มีนิสัยเหมือนกัน
เราได้เจอกันที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง คุยกันอยู่นาน ยายเกรปก็ไม่ยอมกลับและยืนยันว่าจะอยู่กับเพื่อน แถมยังบอกอีกด้วยว่าร้านกาแฟที่พวกเรากำลังนั่งอยู่เป็นของตัวเองและเพื่อน ๆ ที่ร่วมหุ้นกันเปิด พอได้ยินแบบนั้นพ่อกับแม่ก็จนปัญญา เลยพากันกลับบ้าน แต่จากนั้นพวกเราก็ติดต่อกันมาตลอด
ส่วนน้องชายตัวแสบของฉัน มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก พีชประสบอุบัติเหตุในวันปัจฉิมตอนจบ ป.6
ตอนนั้นเป็นตอนเลิกกิจกรรมในช่วงบ่าย เขาออกมายืนรอลุงภาสไปรับ แต่ในระหว่างนั้นก็มีรถสิบล้อยางแตก เสียหลักพุ่งเข้ามาบริเวณที่พีชและเด็กคนอื่น ๆ ยืนอยู่พอดี เป็นเหตุให้รถคันนั้นพุ่งชนร่างพีชเต็ม ๆ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
อาการของพีชสาหัสมาก ฉันและพ่อกับแม่ยืนรอหน้าห้องฉุกเฉินนานหลายชั่วโมง จนคุณหมอออกมาบอกข่าวร้ายว่าสมองของพีชได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง มีโอกาสรอดเพียงแค่ 10% เท่านั้น
ที่แย่ไปกว่านั้น หมอบอกว่าหากพีชรอด เขามีโอกาสกลายเป็นเจ้าชายนิทรา และก็เป็นจริง ๆ ตั้งแต่นั้นมาพีชก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย นอนหลับสบายอยู่บนเตียงในห้องมาจะ 2 ปีแล้ว
ด้วยเหตุเหล่านี้ก็เลยเหลือแค่ฉัน สิ่งที่พ่อกับแม่มอบหมายให้น้องทำก็ตกมาอยู่ที่ฉันทั้งหมด 2 ปีให้หลังมานี้ จากที่เหนื่อยกับการเรียนอยู่แล้วก็ยิ่งต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นไปอีก หาเวลาว่างแทบไม่ได้
ในแต่ละวันกลับถึงบ้านปุ๊บ อาบน้ำเสร็จ ล้มตัวลงนอนคือหลับเลย แต่ถ้าวันไหนมีการบ้านหรือรายงานล่ะก็ วันนั้นจะเรียกได้ว่า นรก สำหรับฉัน คิดแล้วก็เหนื่อย บางทีก็อยากนอนหลับยาวแบบพีชบ้างนะ
“ถึงแล้วครับคุณหนู” เสียงของลุงภาสดังขึ้น พร้อมกับรถที่หยุดลงตรงหน้าตึกบริหาร
“ขอบคุณค่ะลุงภาส” ฉันกล่าวขอบคุณ แล้วก้าวลงจากรถ
“เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วหนูจะโทรฯ ฯ บอกนะคะ” ฉันกล่าวทิ้งท้าย แล้วมุ่งหน้าขึ้นตึกเรียน เพราะผ้าแพรไลน์ฯ มาบอกว่ารออยู่ที่ห้องแล้ว
คาบนี้เป็นคาบวิชาวิจัย มาเพื่อตรวจงานโดยเฉพาะ ก็ได้รับคำแนะนำมาเยอะพอ ๆ กับวงกลมสีแดง ๆ ที่ต้องแก้ ฉันแทบอยากจะร้องไห้
แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะงานไม่ได้คุณภาพ ถ้าจบก็จะจบแบบไม่มีคุณภาพ ในคืนนี้ผ้าแพรเลยต้องมานอนที่บ้าน เพราะต้องร่วมกันหาข้อมูลสำหรับแก้ไขวิจัยอีกครั้ง
ส่วนฉันก็ต้องไปเรียนเปียโนตามที่แม่ได้สั่งไว้ก่อน กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ 3 ทุ่มเข้าไปแล้ว กว่าจะหาข้อมูล กว่าจะจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ปาไปตี 2 มันไม่ตลกเลยนะ ฉันเหนื่อย ฉันอยากพักแต่ก็ไม่สามารถทำได้ จึงต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อไป