ตอนที่1 . แผนร้ายล่อเหยื่อ
บทที่1
แผนร้ายล่อเหยื่อ
กลิ่นบุหรี่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศดวงตาคมตวัดมองร่างที่นอนคุดคู้อยู่ที่พื้น เหมือนยังไม่สาแกใจเมื่อเขาเดินเข้าไปกระทืบร่างซ้ำเพื่อระบายโทสะ ชายชุดดำได้แต่กัดฟันกลั้นเสียงยิ่งเขาร้องมากเท่าไหร่อาจทำให้เจ้านายรำคาญเขามากเท่านั้น เพื่อรักษาชีวิตที่มีอยู่น้อยนิดจำต้องฝืนทนความเจ็บปวดเอาไว้
“ลากมันออกไป” เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชุดดำก็รู้สึกโล่งใจที่เขายังมีชีวิตรอดต่อไปอีกวัน ชายชุดดำอีกสองคนรีบเข้ามาลากเพื่อนที่หมดสภาพออกไปก่อนที่เจ้านายจะเปลี่ยนใจ
“มันน่าแปลกมากเลยนะครับเบาะแสที่เราได้มาทำให้เราช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ” มือขวาคนสนิทส่งเบาะแสใหม่ให้ชายหนุ่ม
“ต้องมีคนคอยช่วยเธออยู่แน่นอน” แทนไทฉีกเอกสารทิ้งโดยที่ยังไม่ทันได้ดูด้วยซ้ำ
“คุณแทนไท” กว่าที่เขาจะหาเบาะแสมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายทำไมถึงฉีกมันทิ้ง นนท์ได้แต่สงสัยการกระทำของเจ้านาย
“ส่งคนไปเท่าไรก็ไม่ได้เรื่อง ฉันมีวิธีที่ดีกว่านั้น”
“วิธีไหนเหรอครับ”
“ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างไม่เลวเลยไม่ใช่เหรอ หลายปีมานี้บริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนายไม่คิดว่ามันน่าสนใจหรือไง”
“คุณแทนไทหมายถึงบริษัทของคุณอนันต์พ่อของคุณฟ้าใสเหรอครับ จะดีหรือครับนาย” นนท์ท้วงเจ้านายเล็กน้อยใจหนึ่งก็เห็นใจคุณอนันต์เพราะเจ้านายโกรธคุณฟ้าใสสุดแล้วจริงๆ ที่หลบซ่อนตัวพร้อมกับเด็กในท้องที่เป็นลูกของเขาไปเสียดื้อๆ บริษัทพ่อของเธอเลยต้องมาเป็นที่ระบายความขุ่นเคืองของเจ้านาย ดูท่าครั้งนี้คุณฟ้าใสคงหนีไม่พ้นต้องออกมาแน่นอน
“มึงอยากโดนเหมือนมันมากหรือไง” แทนไทตวัดสายตาดั่งเหยี่ยวที่เห็นเหยื่อ นนท์ที่พูดออกมาเมื่อกี้
“ไม่ใช่แบบนั้นครับนาย” นนท์ลอบกลืนน้ำลายที่พลั้งปากพูดให้เจ้านายได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรจะพูดออกไป
“หึ! มึงไปจัดการซะไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม” สายตาดำมืดหรี่ลงอย่างชั่วร้ายของที่เขาต้องการไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ต้องเอามาให้ได้
“ครับคุณแทนไท”
“ฉันอยากจะรู้นักว่าบริษัทที่พ่อเธอหวงแหนกำลังจะล้มละลายเธอจะโผล่หัวออกมาไหม” เขาเองก็ปล่อยบริษัทคุณอนันต์มาหลายต่อหลายครั้งเพราะยังเห็นใจ แต่ดูการที่ตนใจดีมากไปเลยทำให้ฟ้าใสคิดว่าเขาทำอะไรไม่ได้
“เธอเป็นคนปลุกปีศาจในฉันให้ตื่นขึ้นมาเอง ฉะนั้นหลังจากนี้ถึงเวลาที่เธอจะต้องชดใช้ฟ้าใส” เขาพูดเสียงเย็นยะเยือก
ผ่านไปไม่กี่วันเหมือนว่ามือขวาของแทนไทจะทำงานได้รวดเร็วเมื่อตอนนี้บริษัทของคุณอนันต์กำลังประสบกับปัญหาเรื่องการส่งสินค้า สินค้าหลายอย่างในโกดังเกิดปัญหาทำให้เขาไม่สามารถส่งสินค้าล็อตใหญ่ให้กับแทนไทได้
ก่อนหน้านี้เขาดีใจจนแทบเนื้อเต้นเมื่อมีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าเข้ามาจากลูกค้ารายใหญ่มีมูลค่ามากกว่าร้อยล้านแต่ตอนนี้เขากลับไม่มีของที่จะส่งทันตามกำหนดตามสัญญา เขาจะต้องจ่ายค่าล่าช้าให้อีกฝ่ายเป็นค่าปรับตามจำนวนวันที่ล่าช้าตอนนี้เขาสูญเสียไปหลายสิบล้าน
“เป็นยังไงบ้าง” รู้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นั่นทำไมสินค้าของเราถึงมีปัญหาได้” อนันต์ที่รับสายจากลูกน้องคนสนิทก็รีบถามด้วยความกระวนกระวายใจ
“ดูเหมือนว่าที่โกดังเก็บสินค้าจะมีปัญหาตอนนี้พวกเรากำลังตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ครับ”
“เราต้องรีบแก้สถานการณ์ให้ทันก่อนที่ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ จะรู้เรื่องนี้”
“ผมว่าไม่น่าทันแล้วนะครับคุณอนันต์ลองดูข่าวที่เพิ่งออกสิครับ”
คุณอนันต์รีบกดรีโมทเปิดดูโทรทัศน์ที่กำลังเสนอข่าวบริษัทของเขาที่กำลังประสบปัญหากับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
“นี่มันอะไรกัน” มีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานถูกส่งออกไปจากบริษัทของเขาด้วยอย่างนั้นเหรอทำไมเขาไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย
“ตามนพมาหาฉันที่ห้อง” คนสนิทรีบต่อสายตรงหาเลขาทันทีไม่นานคนที่เขาให้ไปเรียกมาพบก็เดินเข้ามาในห้อง ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“นพมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นทำไมถึงมีสินค้าแบบนั้นหลุดไปถึงลูกค้าได้” เขาทนไม่ไหวอีกแล้วคว้าแก้วกาแฟปาลงกับพื้นจนแก้วแตกกระจัดกระจายเต็มพื้น
“ขอโทษครับคุณอนันต์แต่ถ้าเราไม่รีบส่งของเราก็จะต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนมาก” นพแก้ต่างให้ตัวเองแต่ดูเหมือนเหตุผลมันจะฟังไม่ขึ้น
“ฉันสั่งให้นายทำอย่างนั้นหรือไง นายกล้าคิดแทนฉันตั้งแต่เมื่อไร” เขาโกรธจนตัวสั่นสองมือยกยันกับขอบโต๊ะเพื่อพยุงร่างกายที่อ่อนล้า
“แต่ผมเลือกของที่คิดว่าเสียหายน้อยที่สุดแล้วนะครับ” นพยังเลือกจะแก้ตัวต่อ
“นี่แกยังจะกล้าเถียงอยู่อีกเหรอฮะ” มือที่สั่นด้วยความโกรธชี้ไปที่หน้าลูกน้อง หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วอนันต์เริ่มรู้สึกยืนไม่มั่นคงร่างกายของเขาโอนเอนประคองตัวไม่อยู่จนล้มลงกับพื้นก่อนสติดับวูบ
“คุณอนันต์!” เสียงตะโกนโหวกเหวกดังอยู่ข้างนอกพร้อมกับเสียงของรถพยาบาล ขณะที่ทุกคนชุลมุนไม่มีใครทันสังเกตเห็นโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะกำลังสั่น
หญิงสาวรู้สึกกระวนกระวายใจเมื่อไม่มีคนรับโทรศัพท์ เธอรีบติดต่อหาพ่อทันทีที่เห็นข่าวในโทรทัศน์ กดโทรออกเป็นสิบสายก็ยังไม่มีคนรับ
“ฟ้าใสพ่อยังไม่รับโทรศัพท์อีกเหรอลูก” หญิงสาววัยกลางคนเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“งั้นเราไปสวดมนต์รอพ่อเขาติดต่อกลับมาดีไหม ชวนทิกเกอร์ไปไหว้พระด้วยกัน”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะน้า แล้วทิกเกอร์ละคะ” ยังไม่ทันได้ก้าวออกจากห้องเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้ามาก็ทำให้หญิงสาวใจชื้นขึ้น
“คุณพ่อค่ะ” เสียงหวานใสของเธอเรียกขานคนเป็นพ่อด้วยความคิดถึง
รอยยิ้มบนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นหยดน้ำตาเมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายฟ้าใสไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคงอีกต่อไป เธอทรุดลงกับพื้นนั่งร้องไห้โฮอย่างสะอึกสะอื้น ทำเอาคนเป็นน้าถึงกับตกใจเมื่อรับโทรศัพท์ไปคุยเองก็มีอาการตกใจไม่ต่างกับหลานสาว
คนเป็นน้าที่ตั้งสติได้มากกว่าเรียกคนมาช่วยพยุงหลานสาวเข้าไปนอนพักในห้อง มองดูหลานสาวที่นอนน้ำตาไหลก็สงสารจับใจได้แต่ช่วยกันกับแม่บ้านวดแขนนวดขาให้ผ่อนคลาย
“น้าคะ”
“น้าอยู่นี่ลูก” เธอรีบคว้ามือหลานสาวมากุมไว้