บทที่ 1 ภาพบาดตาบาดใจ
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านโปร่งสีงาช้าง ลูบไล้ไปตามลำแขนเนียนของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงไม้หอมสลักลวดลายมังกรหยก สายลมอ่อน ๆ พัดกลิ่นบุปผาเจือจางผ่านหน้าต่างเข้ามา
ทว่าเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกจากสาวใช้ด้านนอกกลับทำให้หญิงสาวสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง “คุณหนู คุณหนู...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
หญิงสาวยังไม่ทันไม่รู้สึกตัวดี เสียงฝีเท้าดังถี่ก็ปรี่เข้ามา ฉู่อันหลานค่อยๆ ปรือตาขึ้นจากความมึนงงในหัวสมอง ความเย็นวาบประหลาดไล่จากสันหลังขึ้นถึงท้ายทอย ขณะที่นัยน์ตากลมโตเบิกโพลงขึ้น เมื่อพบว่าร่างกายของตนเอง...ไม่มีอาภรณ์ใดคลุมกาย
มือเรียวยกขึ้นกอดอกด้วยความตกใจ ร่างบางสั่นสะท้าน ลมหายใจหอบถี่อย่างมิอาจควบคุม และก่อนที่นางจะได้ทันตั้งสติ เสียงครางแผ่วเบาก็ลอยมาจากข้างกาย
ฉู่อันหลานเบือนหน้าไปทางต้นเสียง แล้วดวงหน้าที่เคยขาวเนียนก็ซีดเผือดลงในทันที สัญชาตญาณที่มีอยู่อย่างน้อยนิดจากสติที่พร่าเลือนทำให้นางรีบยกสองมือดึงรั้งเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่อย่างลวกๆ เพื่อปกปิดร่างกายที่เปล่าเปลือยของตนเองเอาไว้
“ท่าน...องค์ชายหยาง...นี่ท่าน...ท่านมาอยู่ที่นี่ได้เช่นใด” เสียงแผ่วหวิวราวกับความฝันดังขึ้นอย่างแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง บุรุษหนุ่มนอนเคียงข้างนางด้วยสภาพที่มิได้แตกต่างกันมากนัก
และแม้ว่าฉู่อันหลานจะพยายามทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากเท่าใด นางกลับพบเพียงความว่างเปล่าและภาพอันเลือนรางจนไม่อาจจับต้นชนปลายได้ถูก จะมีก็แต่เพียงร่างกายตรงส่วนกลางที่รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาให้นางได้สะท้านเยือกไปทั่วอก และนั่นทำให้ฉู่อันหลานได้ตระหนักว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองกับบุรุษตรงหน้านั้น ยากที่จะย้อนกลับเสียแล้ว
ชายหนุ่มที่นอนอยู่ด้านข้างคือหยางตงหยาง องค์ชายตัวประกันต่างแคว้นจากแคว้นหนาน เขามีใบหน้าคมคายราวหยกสลัก นัยน์ตาเรียวยาวราวกับตวัดพู่กันขึ้น เส้นผมดำสนิทยาวคลอเคลียกับหมอนและแผ่นอกเปลือยเปล่าเปื้อนรอยแดงที่บ่งบอกถึงค่ำคืนที่ผ่านพ้นไป
“อืม...”
หยางตงหยางขยับกายเล็กน้อยก่อนปรือตาขึ้น ดวงตาสีนิลที่มีแววเคร่งขรึมและเฉียบคมสบเข้ากับดวงหน้าตื่นตระหนกของหญิงสาวตรงหน้า ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะไล่สายตามองจากดวงหน้าแดงจัดของฉู่อันหลาน สายตาไล่ต่ำลงไปยังเรือนกายขาวนวลของนางที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแดงเรื่อเป็นจุดๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ
ฉู่อันหลานเห็นสายตาลามเลียเช่นนั้นก็ถลึงตาเข้าใส่พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นปิดบังร่างกายของตนเองอย่างลนลาน
“ข้า...นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น” หยางตงหยางถามเสียงแผ่ว แต่ภายในหัวกลับประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
“ท่าน...ท่านยังจะมีหน้ามาถามอีกหรือ” ฉู่อันหลานตะโกนใส่เสียงสะอื้น ดวงตารื้นน้ำตาอย่างเจ็บช้ำ ก่อนจะพุ่งกายตรงเข้าทุบตีร่างหนาตรงหน้าราวกับบ้าคลั่ง “ท่านทำเช่นนี้กับข้าได้เช่นใด...ท่านมันคนสารเลว”
ยังไม่ทันที่หยางตงหยางจะทันได้พูดคุยสิ่งใดต่อ ประตูห้องก็ถูกผลักออกอย่างแรง เสวียนเฟยหลงก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมสายตาที่แข็งกร้าวและดุดัน ร่างสูงสง่าภายใต้ชุดประจำตำแหน่งสีฟ้าสว่างของรัชทายาทแคว้นเว่ยก็หยุดยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความขุ่นเคือง
“หลานเอ๋อร์...เจ้า...” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว แววตาในตอนนั้นเปี่ยมไปด้วยความผิดหวังปนสับสน ภาพตรงหน้าที่ได้เห็นมิอาจทำให้เขาคิดเป็นอื่นได้อีก ว่าที่พระชายาของเขากลับลักลอบหลับนอนกับองค์ชายไร้ค่าคนหนึ่งอย่างอุกอาจ
ฉู่อันหลานหันไปสบตากับคู่หมั้นหนุ่ม ใบหน้างดงามที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาบัดนี้หม่นหมองราวกลีบดอกเหมยในฤดูหนาว น้ำตาไหลรินลงสองแก้มขาวอย่างไร้สิ้นเสียงอันใด
“พี่เฟยหลง...ไม่ใช่...ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...ข้า...” ฉู่อันหลานพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความสับสนก่อตัวขึ้นมาจนนางเองก็ยากจะปฏิเสธสิ่งใดไปได้มากกว่านี้อีก
“หลานเอ๋อร์...พวกเรากำลังจะแต่งงานกัน...” เสวียนเฟยหลงพูดพ้อออกมา พร้อมกับเบือนหน้าหนีอย่างไม่อาจเชื่อสายตา “แต่เจ้า...เจ้ากลับนอนอยู่กับชายอื่นใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน...ในสภาพเช่นนี้”
น้ำเสียงที่เย็นเยือกราวกับกรีดลึกแทงเข้าที่หัวใจ ฉู่อันหลานได้แต่ก้มหน้าพร้อมน้ำตาที่รินไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
“องค์ชายเสวียน...ท่านโปรดระงับโทสะด้วย” หยางตงหยางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตากลับแฝงแววเยียบเย็นราวกับมิรู้สึกรู้สาอันใด
“หุบปากเจ้าเสีย...เจ้ากล้าล่วงเกินผู้หญิงของข้า...ข้าจะให้เจ้าได้ชดใช้...ข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่มีที่ฝัง” เสวียนเฟยหลงสบถออกมาด้วยความแค้นเคือง ดวงตาหรี่ลงพร้อมแววตาหมายมาดราวกับต้องการให้อีกฝ่ายแดดิ้นไปต่อหน้าต่อตา
หยางตงหยางหัวเราะในลำคอ ดวงหน้าที่สงบนิ่งบัดนี้กลับเผยแววเย้ยหยันจางๆ “เช่นนั้นก็แล้วแต่ท่านเถิด”
“เจ้า...” เสวียนเฟยหลงกำหมัดแน่น ท่าทางยียวนของชายหนุ่มตรงหน้าทำให้เขาแทบบ้าคลั่ง ชายหนุ่มที่เป็นเพียงองค์ชายตัวประกันกลับกล้าหยามเกียรติล่วงเกินว่าที่พระชายาของเขาต่อหน้าต่อตา หนำซ้ำยังทำท่าทีราวกับผู้ชนะก็ไม่ปาน
ฉู่อันหลานตัวแข็งทื่อ หัวใจราวถูกใครบีบไว้แน่นจนหายใจไม่ออก สถานการณ์ตรงหน้าทำให้นางมิอาจทำการสิ่งใดได้นอกจากก้มหน้านิ่ง แต่เมื่อฉู่อันหลานปรายตาขึ้นสบกับสายตาของเสวียนเฟยหลง นางก็ต้องชะงักค้างเมื่อดวงตาดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้นราวกับจะแผดเผาคนตรงหน้าให้มอดไหม้เป็นจุณ
“ทหาร...คุมตัวหยางตงหยางไปกักขัง...รอการสอบสวน” เสียงเข้มดังขึ้นอีกครั้งราวกับฟ้าถล่มดินทลาย
ทหารพากันกรูเข้ามาเพื่อคุมหยางตงหยางตามคำสั่ง แต่ชายหนุ่มกลับลุกขึ้นยืนตรงพร้อมก้าวเท้าเดินไปด้านหน้าอย่างมั่นคง และในระหว่างที่เดินผ่านเสวียนเฟยหลง เขาก็ได้กล่าวเพียงคำสั้นๆ ออกมาอย่างราบเรียบ “ข้าเดินเองได้”
เสวียนเฟยหลงกำมือแน่นด้วยความเจ็บแค้น เมื่อทั่วทั้งห้องหลงเหลือเพียงเขาและหญิงสาวตามลำพัง
เสวียนเฟยหลงเพียงปรายตามองไปยังหญิงสาวคนรักด้วยท่าทีที่เย็นเยือก “หลานเอ๋อร์...นับแต่นี้...เจ้าจงอยู่แต่ในเรือน อย่าได้ออกไปพบใครอีก”
สิ้นเสียงคำสั่ง เสวียนเฟยหลงก็สะบัดกายเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวมองมาที่ฉู่อันหลานแม้แต่น้อย
ภายในห้องเงียบสงัดลง หลงเหลือเพียงฉู่อันหลานตามลำพัง นางทรุดตัวลงพร้อมกับความสิ้นหวังที่มี ชีวิตของนางได้จบสิ้นลงนับแต่วินาทีนี้เสียแล้ว