บทนำ
พุทธิมาทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง หญิงสาวยกแท่งตรวจการตั้งครรภ์ในมือขึ้นมาดูใกล้ๆ ก่อนจะกะพริบตาถี่ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองนั้นไม่ได้ตาฝาด แต่สองขีดเข้มๆ ยังคงเด่นชัด เธอหลับตาลงแล้วลืมขึ้นอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ขีดสีแดงทั้งสองยังคงไม่เลือนหายไปไหน
“เราท้องงั้นเหรอ จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อพี่ทิวป้องกันทุกครั้ง”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ มือข้างที่ว่างยกขึ้นมาทาบบนหน้าท้องซึ่งยังคงแบนราบ ความรู้สึกหลายอย่างประดังประเดเข้ามา นอกจากจะดีใจที่มีอีกหนึ่งชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาในครรภ์แล้ว พุทธิมายังรู้สึกหนักใจไปพร้อมๆ กัน เพราะเธอยังเรียนไม่จบ เหลืออีกตั้งหนึ่งเทอมกว่าเธอจะสำเร็จการศึกษา
หญิงสาวคิดกังวลไปสารพัดกับเรื่องที่กำลังเผชิญ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี ถ้าแม่ของเธอรู้เข้า ท่านคงจะเสียใจและผิดหวังไม่น้อย ที่ลูกสาวคนเดียวปล่อยตัวปล่อยใจให้ผู้ชายจนตั้งท้องแบบนี้
และก่อนที่พุทธิมาจะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เธอก็นึกถึงพ่อของลูกขึ้นมา แล้วตัดสินใจได้ในวินาทีนั้นว่าเธอต้องบอกให้เขารับรู้ เพื่อที่จะได้หาทางออกร่วมกัน
ว่าที่คุณแม่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา หนึ่งทุ่มเข้าไปแล้วแต่เขายังไม่กลับจากที่ทำงาน หากจะรอให้เขาเลิกงาน ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเลิกตอนไหน เพราะช่วงนี้งานกำลังเร่ง เขาจึงต้องทำโอทีจนดึกดื่นแทบทุกคืน และด้วยความร้อนรนใจและอยากรู้ว่าเขาจะดีใจแค่ไหนหากได้รู้ว่ากำลังจะเป็นพ่อคน พุทธิมาจึงตัดสินใจรีบนำข่าวดีไปบอกเขาถึงที่ทำงาน
“มึงมีซัมธิงอะไรกับน้องเพลงหรือเปล่าวะไอ้ทิว”
คนถูกถามละสายตาจากหน้าจอโน้ตบุ๊ก แล้วหันไปมองหน้าเจ้าของคำถามซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างกัน
“ใครบอกมึง” ทิวัตถ์ย้อนถามแทนคำตอบ
“ไม่ต้องให้ใครมาคอยบอกหรอก สายตาพวกมึงมันฟ้องซะขนาดนั้น ใครจะไม่สงสัย”
“ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ”
ชายหนุ่มพึมพำ เขาอุตส่าห์จะแอบกินเงียบๆ แล้วเชียว ไม่คิดว่าจะมีใครระแคะระคายเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับพุทธิมา ซึ่งเป็นนักศึกษาที่มาฝึกงานแบบสหกิจศึกษาที่ไซต์งานของเขาได้เกือบเทอมแล้ว
“พูดแบบนี้แสดงว่าที่กูสงสัยคือเรื่องจริง”
รณภพสรุปจากท่าทีของเพื่อนร่วมงานที่พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิท เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม พอเรียนมหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนคณะเดียวกันที่เดียวกัน แถมตอนทำงานยังทำที่เดียวกันอีกต่างหาก
“คนนี้จริงจังเหรอ” เมื่อเพื่อนไม่ปฏิเสธ ชายหนุ่มจึงยื่นหน้าเข้ามาถามต่อด้วยความอยากรู้
“มึงถามเหมือนไม่รู้จักกูงั้นแหละ มึงเคยเห็นกูจริงจังกับใครด้วยเหรอ” ทิวัต์มองหน้าเพื่อนอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็เพราะกูรู้จักมึงดีไงถึงได้ถาม กับคนอื่นกูเห็นกินกันแค่ไม่กี่คืนก็จบกันแล้ว แต่กับน้องเพลงเท่าที่กูจับสังเกตได้ น่าจะตั้งแต่น้องเขามาฝึกงานใหม่ๆ พอนับๆ ดูแล้วก็เกือบสี่เดือนเข้าไปแล้ว แบบนี้จะไม่ไห้กูคิดว่าจริงจังได้ไง” รณภพตั้งข้อสังเกต
“ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย แค่กินแก้ขัดไปงั้น ดีกว่าไปหาซื้อกิน อีกอย่างอยากรู้ด้วยว่าท่าทางห้าวๆ แบบนั้นลีลาจะเด็ดแค่ไหน”
เขาพูดเรียบเรื่อยราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ โดยไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนานั้นแทบล้มทั้งยืน แต่ต้องพยายามประคองตัวเองไว้ เพราะตอนนี้เธอไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์
“น้องเขารู้เข้าจะเสียใจแค่ไหนมึงเคยคิดบ้างไหม”
“กูไม่พูด มึงไม่พูดแล้วน้องเขาจะรู้ได้ไง อีกอย่างฝึกงานเสร็จน้องเขาก็กลับไปเรียนต่อแล้ว จากนั้นคงไม่ได้เจอกันอีก”
เพราะมหาวิทยาลัยที่หญิงสาวเรียนอยู่นั้นอยู่ต่างจังหวัด ส่วนไซต์งานของเขานั้นอยู่ในเมืองหลวง จึงเป็นการยากที่จะได้มาเจอกันบ่อยๆ ทิวัตถ์จึงตั้งใจว่าจะใช้ข้ออ้างนี้เพื่อตัดสัมพันธ์กับหญิงสาวในภายหลัง
“ชั่วจริงๆ เลยมึงเนี่ย กะฟันแล้วทิ้งว่างั้นเถอะ”
รณภพอดว่าให้เพื่อนไม่ได้ ถึงเขาจะไม่ได้เป็นคนดีอะไรมากมายแต่เขาไม่เห็นด้วยเท่าไรกับการกระทำของเพื่อน ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารฝ่ายหญิงไม่น้อย ที่ตกเป็นเหยื่อความใคร่ของเพื่อนตัวเอง หากเขารู้มาก่อนว่าเพื่อนมีความคิดแบบนี้เขาคงจะหาทางขัดขวางสุดฤทธิ์ เพราะเท่าที่รู้จักกันมาหลายเดือน พุทธิมาถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง ซึ่งไม่สมควรต้องมาเจออะไรแบบนี้
“ช่วยไม่ได้ อยากง่ายเอง”
ทิวัตถ์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาเป็นคนประเภทรักสนุกแต่ไม่ผูกพัน และยังไม่มีความคิดจะลงหลักปักฐานกับใครหน้าไหนทั้งนั้น ผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตเขาล้วนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แม้การคบหากับพุทธิมาแบบลับๆ จะทำให้เขารู้สึกดีและสบายใจแค่ไหน แต่มันยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาอยากหยุดหรืออยากใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอด
“สนุกมากไหมคะพี่ทิวที่มาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นแบบนี้”
พุทธิมาถามเสียงสั่น พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา แต่มันกลับทำได้ยากเย็นเหลือเกิน เพราะความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ทำเอาเธอปวดหนึบไปทั้งหัวใจ ไม่คิดว่าคนที่พร่ำบอกรักเธออยู่ทุกคืนจะคิดกับเธอเช่นนี้
“เพลง”
ทิวัตถ์หันขวับไปยังต้นเสียงพร้อมอุทานชื่อหญิงสาวเสียงแผ่ว ตกใจไม่น้อยกับการปรากฏตัวของเธอ
“น้องเพลงน่าจะอยากคุยกับเพื่อนพี่เป็นการส่วนตัว ยังไงพี่ขอตัวก่อนนะครับ”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร รณภพจึงไม่รอช้ารีบปลีกตัวออกไปทันที เพื่อเปิดโอกาสให้สองหนุ่มสาวได้เคลียร์กันตามลำพัง
คล้อยหลังบุคคลที่สาม พุทธิมาสาวเท้าเข้าไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของคนใจร้าย หญิงสาวมองเขาอย่างตัดพ้อ ความผิดหวังฉายชัดในดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา
“เพลงไปทำอะไรให้หรือคะ พี่ทิวถึงได้ทำกับเพลงแบบนี้”
“คือ พี่...” วิศวกรหนุ่มจนคำพูด ไม่รู้จะแก้ตัวว่าอย่างไรดี ที่สำคัญคำพูดของเขาคงไม่มีค่าให้เธอเชื่อใจอีกต่อไปแล้ว
“ที่ผ่านมาพี่ทิวเคยรักเพลงจริงๆ อย่างที่พูดบ้างไหมคะ”
คำถามก่อนหน้ายังไม่ทันจะได้คำตอบ พุทธิมารีบยิงคำถามต่อไปทันที แล้วเธอก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าสิ่งที่เขาพูดไปเมื่อครู่จะเป็นแค่เพียงความคะนองปากตามประสาผู้ชาย แต่แล้วความเงียบและอาการหลบตาวูบของเขากลับแทนคำตอบทุกอย่าง
พุทธิมามองอีกฝ่ายผ่านม่านน้ำตา ในเมื่อที่ผ่านมามันเป็นเพียงละครฉากหนึ่งของเขา และคำว่ารักจากปากเขามันแค่คำลวงเพื่อให้ได้เชยชมร่างกายของเธอเท่านั้น
ฉะนั้นเธอจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องบอกเรื่องลูกให้เขารับรู้ เพราะดูแล้วเขาคงจะไม่ยินดีเท่าไรกับลูกที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิด แถมยังเกิดกับผู้หญิงที่เขาไม่เคยรักอีกต่างหาก
“ขอบคุณนะคะสำหรับคำตอบ”
พูดจบหญิงสาวก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ตั้งใจจะรีบเดินหนีไปให้ไกลจากคนหลอกลวง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าออกเดิน ร่างบางก็เซถลาเสียก่อน เพราะอยู่ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืดจนแทบทรงตัวไม่อยู่
“ไม่สบายหรือเปล่าเพลง”
ทิวัตถ์รีบปราดเข้าไปประคองหญิงสาวไว้ก่อนที่เธอจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่เธอกลับรีบสะบัดตัวออกแบบทันทีทันใดราวกับโดนของร้อน
“เพลงจะเป็นอะไรก็เรื่องของเพลง ไม่เกี่ยวกับพี่”
หญิงสาวบอกเสียงเยือกเย็น ดวงตาที่เคยเป็นประกายสดใสดูแข็งกร้าวขึ้นทันใด และยังไม่ทันที่ทิวัตถ์จะได้พูดอะไรออกไป เธอก็รีบสาวเท้าจากไปพร้อมกับหัวใจที่แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี