ชลธี พาร์ท
กูดึงร่างบางออกห่างก่อนจะสับต้นคออีกครั้งจนเธอแน่นิ่งไป มือสากเช็ดริมฝีปากตัวเองที่เปียกชุ่มด้วยความเหนื่อยใจพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
เด็กนี่มันร้ายจริงๆ ...ร้ายกว่าที่คิด
กูลากคนตัวเล็กกับพื้นก่อนจะโยนลงบนเตียงนอนอย่างหยาบคาย เพราะไม่รู้ว่าจะเข้าห้องไอ้เด็กนี่ได้ยังไง คีย์การ์ดก็เสือกไม่ถือติดมือออกมา มันต้องกดใช้รหัสผ่านซึ่งกูไม่รู้
สายตาจ้องมองไปยังร่างบางอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ยังไงก็ต้องออกไปจัดการไอ้เฉินจ่งไอ้ฆาตกรที่พรากเมียรักกูไปเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาไล่ไอ้เด็กดื้อนี่ซะ
กูเดินออกจากห้องไปพร้อมกับล็อกประตูอย่างแน่นหนาเผื่อเกิดเหตุการณ์เหมือนครั้งก่อน ถ้าเกิดขึ้นอีกครั้งไอ้เด็กนี่คงไม่รอดแน่ การที่มันรอดออกมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไรนัก บางครั้งอาจจะมีข่าวเกี่ยวกับมันหลุดออกไป
เฮ้อ! กูต้องปกป้องมันสินะ
คฤหาสน์++
กูเดินเข้าไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยความไม่สบายใจเท่าไหร่นัก เพราะมันคือบ้านที่กูและมะลิอยู่ด้วยกันทุกวันและกูไม่มีวันลืมเรื่องราวต่างๆ ของเราสองคนได้
สองเท้าเดินเข้าไปอย่างมุ่งมั่นถึงจะมีเรื่องราวในอดีตย้อนไหลเข้ามาเหมือนดั่งสายน้ำก็ตาม แต่กูก็ต้องก้าวผ่านให้ได้ถึงแม้ว่ากูยังรักมะลิไม่เปลี่ยน
เสี่ยวหลงก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูห้องใต้ดินอย่างช้าๆ กูเดินเข้าไปยังห้องอันมืดมิดและมีกลิ่นอับจนรู้สึกแสบจมูกและระคายเคือง
หึ! การที่ถูกขึงในห้องนี้แค่หนึ่งวันมันคงไม่เยอะอะไรไปหรอกนะ เพราะยังไงไอ้เหี้ยนั่นก็ต้องตายอยู่ดี
กูแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะเมื่อเห็นชายคนหนึ่งฟุ่บกับพื้นในลักษณะหมดสภาพและสะบักสะบอม โดนกระทืบนิดหน่อยอย่าสำออยไปล่ะ
มะลิเจ็บหนักกว่ามึงตอนนี้มาก รู้เอาไว้เสียด้วย!
"อย่าเพิ่งตายตอนนี้ล่ะ" กูกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยเมื่อมาหยุดตรงหน้ามัน
ทั้งๆ ที่ในใจอยากจะกระชากมันให้ตายตรงนี้เร็วๆ แต่การที่มันตายเร็วเกินไป มันไม่สะใจหรอก เพราะกูต้องทนทุกข์ทรมานตั้งหลายวัน
กว่าจะหาตัวมึงเจอและจับมึงมาได้ ไอ้เหี้ยพิพักตร์เพื่อนมึงต้องช่วยหาที่กบดานให้กูไขว้เขวต้องหลายครั้ง
"ปะ...ปล่อยกูไปเถอะ! "
"กระทืบมัน" กูสั่งเสียงนิ่งอีกครั้งก่อนจะถอยห่างร่างมันเพื่อให้คนของกูจัดการได้สะดวก
เสียงฝ่าเท้ากระทบกระเทือนกับร่างมันนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมกับหมัดรัวๆ ใส่ไม่ยั้ง กูยืนมองผลงานด้วยแววตาเฉยชา แค่นี้มันไม่สำนึกกับการกระทำของมันหรอก
ถ้ามันสำนึกจริงๆ มันคงไม่หนีให้กูหัวเสียหลายวันหรอก
"หนักอีก! " กูสั่งเสียงเข้มเมื่อร่างมันยังคงรับแรงกระแทกได้ดีและไม่มีแม้กระทั่งวี่แววของเสียงร้องโอดโอย
อดทนไปก็ดี! กูจะยิ่งทรมานให้หนักขึ้นกว่าเดิม
ลูกน้องกระทืบแรงขึ้นตามที่กูสั่ง ก่อนที่จะมีอะไรบางอย่างกระเด็นมาทางกูและหยุดลงตรงหน้า กูก้มมองอย่างพินิจก่อนจะยกยิ้มมุมปากเมื่อฟันชิ้นหนึ่งกระเด็นหลุดออกมา
"หยุดก่อน"
ลูกน้องทุกคนต่างถอยออกมาเมื่อได้ยินเสียงของกู สองเท้าเดินไปด้านหน้าพร้อมกับเหยียบกองเลือดของมันช้าๆ ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองใบหน้าที่บวมช้ำและปูดนูนอย่างสมเพช ริมฝีปากหนายกยิ้มชื่นชมในผลงานตนอย่างพอใจ
"อดข้าว อดอาหาร มันห้าวัน! "
สิ้นเสียงคำสั่งกูเดินออกจากจุดนั่นทันที เพราะอยู่ในที่อุดอู้นานๆ แล้วรู้สึกไม่ดีเอามากๆ เหมือนจะขาดใจตาย
รักนารา พาร์ท
"ค่ะ รักจะกลับเดี๋ยวนี้ค่ะ" ฉันตอบกลับปลายสายไปก่อนจะนวดต้นคอตัวเองเบาๆ
หลังจากโดนสับคอจนสลบไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ฉันสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อมีสายเรียกเข้าจากป๊า หลังจากวางสายไป ฉันค่อยๆ ลงจากเตียงนอนด้วยสภาพทุลักทุเล
เจ็บเป็นบ้า! สงสัยกระดูกต้นคอคงจะร้าวแล้วมั้ง
ฉันเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ เมื่อรู้ว่าเจ้าตัวไม่อยู่ และคงต้องหาแผนต่างๆ เพื่อจะเข้าห้องเขาอีกครั้งในเร็ววันด้วย การออกจากห้องในครั้งนี้เพราะว่าป๊าขอร้องให้ฉันกลับไป ถ้าป๊าไม่ขอร้องฉันจะยอมออกไปเหรอ?
ความจริงคืองานมีปัญหาเล็กน้อย...คนที่ไม่ถูกกับป๊ากำลังเล็งตัวฉันเพื่อเอาไว้ต่อกลอน
ฉันขับรถออกไปด้วยความเร็วเพราะอยากจะถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด แต่ต้องสะดุดเมื่อเห็นรถสีดำติดฟิล์มดำทึบกำลังขับตามหลังมาด้วย ฉันรีบส่งสัญญาณหาป๊าทันทีด้วยความนิ่งสงบ ขืนตื่นตระหนกและตกใจป่านนี้คงลงข้างทางแล้ว
ฉันตบเก๊ะหน้ารถเพื่อสำรวจสิ่งของข้างในพร้อมกับใจเต้นรัวเมื่อต้องใช้จริงๆ เมื่อมีปืนกระบอกสีดำเงางามพร้อมกับบรรจุกระสุนเต็มแม็ก
เพียงไม่นานรถสีดำทั้งสองเริ่มขับขนานข้าง ดวงตากลมโตจดจ้องแต่ถนนเพื่อประคองให้รถมั่นคง พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบปืนดังกล่าวไว้ข้างตัว
โครมม!
รถทั้งสองขับเบียดรถหรูอย่างตั้งใจ จนฉันเริ่มประคองรถไม่อยู่เลยตัดสินใจลดกระจกหน้ารถลงและยิงสวนกลับไปทันที
ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับฉันประคองรถไม่ได้เมื่อมันจงใจยิงล้อรถจนรถหรูลงข้างทาง
ฉันรับเปิดประตูรถพร้อมกับปืนหนึ่งกระบอกติดมือออกมา ฝ่ามือเล็กๆ คว้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาห้ามเลือดบริเวณศีรษะที่กระแทกกับพวงมาลัยรถเมื่อสักครู่จนเลือดสาด
ไอ้พวกบ้าเอ๊ย! คนเขาอุตส่าห์รักษาผิวพรรณอย่างดี ต้องเสียโฉมเพราะพวกมันเลย
ปัง!
ฉันยิงสวนออกไปอีกครั้งเมื่อพวกมันกำลังล้อมตัวฉันไว้ ในใจคิดวิธีหนีออกจากจุดตรงนี้ให้เร็วที่สุดและกำลังภาวนาให้คนของป๊ามาช่วยทันเวลา
เพราะไม่อยากเสียโฉมมากกว่านี้แล้ว! แค่เลือดหัวออกฉันก็อยากจะชักดิ้นบนพื้นแล้ว
ผลั่ก!
ฝ่ามือหนาสับลงบนข้อมือเล็กๆ จนปืนหลุดมือ ฉันเบ้หน้าออกด้วยความเจ็บพร้อมกับน้าตาคลอเบ้า แค่ดึงออกจากมือมันจะไปยากอะไร
"ปล่อย! " ฉันสะบัดฝ่ามือพวกนั้นออกไปเมื่อมันกรูเข้ามาจับล็อกเอาไว้
เพลี๊ยะ! เพลี๊ยะ!
ใบหน้าหวานถูกตบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรับรู้ถึงเลือดสดๆ กำลังท่วมปาก ยิ่งขัดขืนมันยิ่งลงมือ แต่ใครจะยอมให้ป๊าเสียเปรียบพวกมันกันล่ะ!
ยอมเจ็บตัวเพื่อท่วงเวลาให้ป๊ามาดีกว่า! ถึงจะรักษาตัวนานหน่อยก็เถอะ!
"ปล่อย! ไอ้พวกเวรตะไล! "
เรียวขางามยกถีบคนพวกนั้นอย่างไม่ยอมแพ้ ถึงจะโดนสวนกลับมาทุกครั้งจนแทบจะล้มทั้งยืนก็ตาม แต่ต้องกัดฟันเพื่อยื้อเวลา
แสงไฟสาดส่องมายังฉันที่สู้ไม่ถอยพร้อมกับความหวังกำลังจะมาช่วย ร่างของชายสองคนเดินฝ่าแสงไฟเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย ฉันยกมือบังแสงที่จ้าเกินไปด้วยความดีใจ อย่างน้อยการยื้อเวลาก็สำเร็จถึงจะเจ็บตัวก็เถอะ
"เขตกู…"
น้ำเสียงคุ้นเคยดังขึ้นจนฉันต้องเพ่งตามอง..หลิวซุ่ยเหรอ?
"ใครหน้าไหนกล้าหยามถิ่นกู กูไม่เลี้ยงไว้หรอก! "
สิ้นเสียงคำพูดของเขาผู้ชายที่คอยยื้อแย่งตัวฉันไว้ถึงกลับปล่อยเป็นอิสระพร้อมกับเสียงสาดกระสุนดังขึ้นแทบนับไม่ถ้วน
ฉันเบิกตามองด้วยความตกใจกลัวกับภาพตรงหน้า ถึงจะเคยเห็นภาพพวกนี้มาเยอะก็เถอะ แต่มันก็ไม่ชินสักครั้ง
ฉันกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้เสียงร่างกายล้มลงกับพื้นทีละคนทีละคนจนเหลือไว้เพียงแค่ฉันที่ยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด
"ปะ...ปล่อย" ฉันสะบัดแขนออกจากฝ่ามือหนาของชลธีเมื่อเขาจะดึงฉันออกไปจากตรงนี้
"กลับห้องเดี๋ยวนี้! " น้ำเสียงดุดันดังขึ้นเหมือนไม่พอใจ
"ไม่อยากให้รักอยู่ไม่ใช่เหรอ! " เข้าแผนอย่างแยบยล ถึงเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับเขาก็ตาม "ออกมาแล้วนี่ไง! "
"อย่าดื้อได้ไหม! กูไม่ชอบ! " เฮียชลกระชากแขนฉันไปบีบอย่างแรง
"โอ๊ย! " ฉันร้องเสียงหลงเพราะเมื่อสักครู่ถูกฟาดไม่ยั้งและเขากำลังบีบบริเวณที่ฉันเจ็บอยู่ด้วย
"กลับห้อง! "
"ไม่กลับ! " ฉันสวนกลับไปเสียงแข็ง "กลับไปเฮียชลก็ไล่รักอีก! "
"ไอ้เด็กดื้อนี่! พูดอะไรด้วยยากจริงๆ "
"รักไม่กลับไปหรอก! "
"กูบอกให้มึงกลับห้องไง! "
"เดี๋ยวเฮียชลก็ไล่อีก! "
"เออๆ กูไม่ไล่แล้ว! " กดฟันพูด
"รักไม่เชื่อ! "
"รักนารา! "
กรี๊ดดดดด! ในที่สุดเขาก็เรียกชื่อฉันแล้ว
"ฮึก! " เนียนเบ้ปากจะร้องไห้
"เออๆ สัญญาๆ กูจะไม่ไล่มึงอีก โอเคไหม" เขาพ่นลมออกจากปากเหมือนเหนื่อยใจกับการที่ฉันดื้อรั้นเกินไป
"สัญญานะ" ฉันยื่นนิ้วก้อยไปด้านหน้า
"เห็นกูเป็นเด็กเหรอ! " ชลธีมองฉันสลับกับเสี่ยวหลงพร้อมกับกดเสียงต่ำเพื่อข่มให้ฉันกลัว
ฉันก้มหน้าลงเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดเล็กน้อยกับการดุเด็กน้อยอย่างฉันจนกลัวหัวหดได้และยังสั่นไหล่ให้เห็นว่ากำลังสะอื้น ทั้งที่ความเป็นจริงพยายามกลั้นหัวเราะจนเจ็บแก้ม
"เออๆ " ชลธีดึงข้อมือของฉันเบาๆ ก่อนจะเกี่ยวนิ้วก้อยเอาไว้เพื่อเป็นสัญญา "มึงจะกลับห้องได้หรือยัง"
"ไม่กลับหรอก"
"อะไรอีกวะ! มึงต้องการอะไรอีก"
ต้องการเฮียชลธีเป็นสามีไง! ฉันได้แต่ตะโกนในใจแต่กลับตอบออกไปได้เพียงเท่านี้
"เลือดท่วมตัวแบบนี้ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ! อย่างน้อยก็ควรไปโรงพยาบาลก็ได้! "
"ไอ้เด็กดื้อเอ๊ย! " มือสากวางลงบนศีรษะของฉันเบาๆ ก่อนจะดึงออกจากจุดนี้ทันที
ฉันมองแผ่นหลังกว้างด้วยรอยยิ้ม ถึงจะเขาจะชอบดุและชอบทำเสียงจริงจังขึงขัง แต่แววตาของคนไม่สามารถปิดบังความรู้สึกเอาไว้ได้
เห็นนะ...แววตาที่มองด้วยความเอ็นดูนั่นอะ
เริ่มหลงรักฉันแล้วก็บอกนะ...ฉันจะได้เตรียมใจรับแรงปะทะ
คอนโดฯ **
ฉันหลับตาพริ้มในอ้อมกอดของเฮียชลก่อนจะลอบยิ้มเบาๆ เมื่อแกล้งหลับบนรถและไม่ยอมตื่นเมื่อเขาเรียกจนสุดท้ายเขาก็ต้องอุ้มฉันขึ้นห้องจนได้
ร่างสูงอุ้มแนบอกอย่างมั่นคงพร้อมกับจังหวะการก้าวเดินที่ทำให้ฉันผ่อนคลาย ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดใบหน้าสม่ำเสมอจนฉันซุกหน้าเพื่อลวนลามโดยเฉพาะ
อ่าาา...หอมจัง
ชลธีวางร่างเล็กๆ ลงบนเตียงก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม ฉันยังคงแกล้งหลับต่อไปเพื่อเฝ้ามองพฤติกรรมบางอย่างเงียบๆ ร่างสูงยืนปลายเตียงมองฉันไม่ไหวติงก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ
"แม่ง! เธอทำให้ฉันคิดถึงเอวาว่ะ"
อีเอวานี่มันใคร! ใครหน้าไหนกล้าทำให้เฮียชลคิดถึงได้ คอยดูนะ! สักวันหนึ่งเฮียชลต้องคิดถึงแต่รักนาราเท่านั้น!
"ดื้อเหมือนกันไม่มีผิด! " มือสากวางลงบนศีรษะพร้อมกับพร่ำเพ้อต่างๆ นานา "เพราะเธอเลยไอ้เด็กดื้อ! ทำให้กูคิดถึงน้องสาวกู! "
โชคดีหน่อยว่าคนที่ชื่อเอวาคือน้องสาวของเขา ถ้าเขาไม่บอกฉันคงไปตบเอวาอะไรนั่นแล้วล่ะ โทษฐานแย่งคนรักฉันไป