บทที่ 2 ความฝันหรือความจริง 2
“เจิ้งจือชี เจ้าเป็นอะไรไป เมื่อคืนไม่ได้นอนงั้นหรือ” น้ำเสียงเย็นชาของชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ของสำนักศึกษา ดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“ขอโทษเจ้าคะอาจารย์ เมื่อคืนข้ารู้สึกไม่สบาย จึงเผลอหลับไปเจ้าคะ” นางพูดแก้ตัวด้วยท่าทางไม่น่าเชื่อ อาจารย์หนุ่มมีหรือจะมองไม่ออก เขาจ้องมองนางนิ่ง แล้วส่ายหน้าไปมาด้วยความท้อใจ
“ไปคัดคัมภีร์สอนหญิงที่เรียนในวันนี้สิบครั้ง ส่งพรุ่งนี้ เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงเย็นชาของอาจารย์ยังคงดังขึ้นในหูของนาง ทำเอานางหวาดผวาจนไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากแย้งออกไป ทำได้เพียงก้มหน้า แล้วตอบรับอย่างแผ่วเบา
“เจ้าค่ะอาจารย์จาง”
คล้อยหลังอาจารย์จาง เหล่าลูกน้องของนางก็ต่างมาลุมล้อมนางด้วยความงุนงง
“พี่จือชี เหตุใดวันนี้ท่านให้อาจารย์จางเหอเสวียนผู้นั้นจับได้ ว่าท่านแอบนอนในวิชาเรียนของเขา” น้ำเสียงอ่อนหวานของเจียงฟางเฟยดังขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าก็ไม่รู้ จู่ ๆ ก็ฝันประหลาด ฝันบ้าบออะไรก็ไม่รู้น่ากลัวยิ่งนัก” นางพูดขึ้นด้วยท่าทางหวาดกลัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝัน คล้ายกับเป็นความจริง แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนางไม่รู้จักใครในฝันนั้นแม้แต่คนเดียว
“พี่หญิงจือชี วันนี้ท่านจะไปหอเฟิ่งจุนหรือไม่เจ้าคะ” สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม เสวี่ยเหมินเอ่ยปากร้องเรียกนาง ในขณะที่กำลังแบกหีบหนังสือกลับบ้าน
“พวกเจ้าไปสนุกกันเถอะ ข้าต้องกลับไปคัดคัมภีร์” นางตอบออกไปด้วยความเบื่อหน่าย แม้จะไม่อยากทำตาม แต่ใครให้อาจารย์จางเหอเสวียนนั่น เป็นบัณฑิตผู้มีชื่อ ที่มีลูกศิษย์ทั่วทั้งแผ่นดิน ต่อให้นางกล้ามากแค่ไหนก็ไม่กล้ามีเรื่องกับเขาแน่
“โอ๊ะโอ ข้าก็ว่าเหตุใดวันนี้นกขมิ้นกู่ร้องตั้งแต่เช้า เพราะแม่หลานสาวตัวดีของข้ากลับจวนเร็วกว่าปกตินี่เอง” ชายชราผมสีขาวดอกเลาเอ่ยปากเหย้านางอย่างสนุกสนาน เจิ้งจือชีใบหน้าบึ้งตึงมองผู้เป็นปู่ด้วยความไม่พอใจ
“ท่านปู่ ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าเป็นหลานของท่านหรือไม่” นางเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า เรียกเสียงหัวเราะของเจิ้งหมิงฮุยได้เป็นอย่างดี
“ก็เพราะว่าเป็นหลานอย่างไร ปู่ถึงไม่ยอมให้เจ้าอยู่ในเมืองหลวงฉางอัน ด้วยนิสัยเช่นเจ้าอยู่ป๋อหลิงนี่แหละเหมาะที่สุด” ชายชราพูดขึ้นอย่างขบขัน พร้อมทั้งลูบหัวหลานสาวเบาๆ
“ก็จริงเจ้าค่ะ หลานชอบที่นี่ไม่อยากไปฉางอันแม้แต่น้อย” นางพูดอย่างเอาใจ แล้วหยอกเย้าชายชราเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะจากไปเพื่อคัดอักษรตามที่อาจารย์จางเหอเสวียนผู้นั้นสั่งนาง
นางเดินเข้ามาในเรือนของตนด้วยท่าทางไม่ค่อยปกตินะ ใบหน้างดงามอ่อนหวานที่สะท้อนออกมาจากกระจกทองแดง ที่ตั้งอยู่มุมห้องนั้น บ่งบอกว่าสตรีในฝันนางนั้นคือนางเอง เป็นนางอย่างแน่นอน แต่เหตุใดในฝันนั่นถึงไม่เหมือนกับตอนนี้เล่า ไม่ว่าจะเวลา สถานที่ล้วนไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย
ตอนนี้นางกำลังจะอายุครบสิบสี่ปีแล้ว พิธีปักปิ่นของนางจะถูกจัดขึ้นเมื่อนางอายุครบสิบสี่ปีบริบูรณ์ เมื่อนั้นนางจะต้องกลับไปฉางอันอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ในความฝันนั่น นางอยู่ฉางอันมาตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างเหมือนจะเป็นเรื่องจริงและไม่ใช่เรื่องจริงในคราเดียวกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากนี่เป็นการเกิดใหม่ของนาง
ชาตินี้นางจะไม่ยอมเป็นฮองเฮาอีกแล้ว นางจะไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวกับราชสำนักและเชื้อพระวงศ์เด็ดขาด นางจะเป็นคุณหนูเจิ้งจือชี บุตรสาวของเสนาบดีเจิ้ง เพียงเท่านั้น
นางส่ายหน้าไปมาสั่งให้ตนเองเลิกฟุ้งซ่าน หากยังไม่ยอมคัดคัมภีร์มีหวังโดนอาจารย์จางลงโทษแน่ นางตั้งใจขัดอักษรด้วยท่าทางเคร่งขรึมและใส่ใจ โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังแอบมองนางอยู่ด้วยท่าทางสนใจ
“นั่นใครกัน” ชายหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำเงินชี้นิ้วไปที่หญิงสาวนางหนึ่ง ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาคัดอักษรอยู่ภายในเรือนของตน
“คุณชาย ท่านจะถ้ำมองสตรีเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ” ชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าลุกขึ้นไปปิดประตูหน้าต่างด้วยท่าทางไม่พอใจ
“เหล่าหวัง เหตุใดต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วย ข้าก็แค่สนใจนางเล็กน้อย หรือเจ้าหมายปองนางงั้นหรือ” ชายหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำเงินพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“คุณชายเซ่าเทียน ท่านอย่าได้พูดเล่นไป นั่นคุณหนูเจิ้งบุตรสาวของเสนาบดีเจิ้ง นางหาใช่คนที่เราจะล้อเล่นด้วยได้” ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ ดวงตาสีนิลที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
มุมปากหยักกระตุกขึ้นในทันที ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
“เจิ้งจือชี ในที่สุดเราก็ได้เจอกันอีกครั้ง” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่างจากครั้งก่อนลิบลับ ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังบานหน้าต่างที่ปิดสนิท ราวกับว่าต้องการจ้องมองให้มันทะลุไปถึงตัวของนางก็ไม่ปาน
เจิ้งจือชีที่กำลังคัดอักษรอยู่ถึงกับตัวสั่นเทา นางรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ คล้ายกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างอยู่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น นางไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความรู้สึกเช่นนี้คล้ายกับตอนที่นางฝันถึงเรื่องนั้นยิ่งนัก
“จือชี ไร้สาระมันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน” นางส่ายหน้าไปมา แล้วตั้งใจคักดอักษรต่อไปเช่นนั้นจนดึกดื่น จึงได้เข้านอนไปด้วยความอ่อนเพลีย
“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าคะ หากคุณหนูยังไม่ยอมตื่น จะไปเรียนสายนะเจ้าคะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ผุดลุกขึ้นนั่งในทันที จากนั้นก็พลันวิ่งไปเปลี่ยนอาภรณ์ตัวใหม่ แล้วหอบเอาบรรดาตำราเรียนออกจากเรือนไปด้วยสภาพทุลักทุเล
ผู้เฒ่าเจิ้งจ้องมองแผ่นหลังของหลานสาวด้วยความเหนื่อยใจ จือชีก็อายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับแก่นแก้วไม่ต่างจากเด็กผู้ชาย นิสัยก็ดื้อรั้น หากไม่มีใครมาสู่ขอ คงต้องอับอายขายขี้หน้าเป็นแน่แท้
เจิ้งจือชีวิ่งหน้าตั้งมาด้วยท่าทางเร่งรีบ ฝ่ามือทั้งสองข้างของนางยังคงถือตำราเรียนอยู่ ในปากก็ยังกัดหมั่นโถวเอาไว้อีกด้วย ท่าทางเช่นนี้ของนางต่างจากใบหน้าที่แสนจะงดงามลิบลับ ด้วยเหตุนี้ต่อให้นางงดงามเพียงใด เหล่าชายหนุ่มล้วนไม่มีผู้ใดกล้าเกี้ยวนางแม้แต่คนเดียว แม้ว่านางจะงดงามมากที่สุดในบรรดานักเรียนทั้งหมดก็ตาม
“พี่จือชี ท่านสายอีกแล้วนะ” สาวน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเอ่ยปากพูดขึ้น ในขณะที่ช่วยนางถือของเอามาวางไว้บนโต๊ะด้วยท่าทางอ่อนหวาน
“ขอบใจเจ้ามากเสวี่ยเหมิน” นางพูดขึ้นพร้อมทั้งล้วงเอาขนมออกมาจากกระเป๋าแบ่งให้กับเสวี่ยเหมินอย่างใจดี
“ว๊าว ขอบคุณพี่หญิงจือชีมากเจ้าคะ” เสวี่ยเหมินที่ได้กินขนมก็หัวเราะคิกคักด้วยความพอใจ การกระทำของพวกนางทั้งสองคน ถูกจ้องมองด้วยดวงตาสีนิลคู่นั้นไม่วางตา โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย
“แน่นอน ข้าดีกับเจ้าที่สุดอยู่แล้ว” นางเชิดหน้าขึ้น พร้อมทั้งยกยิ้มออกมาด้วยท่าทางได้ใจ แต่นางก็ต้องชะงักไป
เมื่อดวงตาสีดำขลับเหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ในอาภรณ์สีดำสนิท ที่กำลังจ้องมองนางด้วยสายตาเคร่งขรึม
นางจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ผู้ชายคนนี้ที่นางเคยเห็นในฝัน เฉินมู่เฟย ชายชั่วช้าผู้นั้น
ในขณะที่นางนึกถึงฝันร้ายนั้น เฉินมู่เฟยก็เดินมาถึงตัวนางแล้ว เขาอยากดึงนางเข้าไปกอด แล้วพร่ำบอกสิ่งที่อยู่ในใจเขา แต่ก็ไม่อาจทำได้ จึงทำได้เพียงจ้องมองนางอยู่ห่างๆ เพียงเท่านั้น ด้วยกลัวว่าจะทำให้นางตกใจกลัว