บทที่3 ความหวาดกลัวในจิตใจ

1245 คำ
บทที่ 3 ความหวาดกลัวในจิตใจ นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกตะลึง นางเริ่มแยกระหว่างความฝันและความจริงไม่ออกแล้ว แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่นางเห็นคืออนาคตหรืออดีตหรือเป็นแค่ความฝัน เฉินมู่เฟยจ้องมองสตรีตรงหน้า ที่มีท่าทางงุนงงด้วยสายตาเปล่งประกาย ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มที่ยากจะเห็นได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน “คุณหนูท่านนี้ มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู ทำเอานางสะดุ้งจนสุดตัว นางรีบเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมทั้งส่ายหน้าไปมา ฝีเท้าก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ปฏิกิริยาของนางทำเอาชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วแน่น นางกลัวเขา นางกลัวเขาด้วยเหตุใดกัน “ไม่กล้าเจ้าคะ” นางพูดจบก็คว้าเอาหีบหนังสือของตน แล้ววิ่งออกจากห้องเรียนไปในทันที ท่าทางราวกับกำลังวิ่งหนีเสือก็ไม่ปาน เหล่านักเรียนที่อยู่ในห้อง ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจ “คุณชายท่านนี้เป็นใครกัน เหตุใดพี่จือชีถึงหวาดกลัวเขาถึงเพียงนั้น” คำถามนี้ปรากฏขึ้นในใจของทุกคน แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามออกไปตรงๆ เฉินมู่เฟยนั่งหน้าบึ้งด้วยความโกธรกริ้ว เขาอยากกระชากตัวนางเข้ามาถามว่ากลัวเขาด้วยเหตุใด แต่หากเขาทำเช่นนั้นนางคงตกใจกลัวจนหนีไปอีกเป็นแน่ “คุณชายมู่เฟย ท่านรู้จักกับคุณหนูจือชีหรือขอรับ” หวังตงถามขึ้นด้วยความอยากรู้ ท่าทางที่เจิ้งจือชีวิ่งหนีไป มันยังติดตาเขาอยู่จนถึงตอนนี้ “ไม่รู้จัก” เขาตอบออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ท่าทางเช่นนี้ทำให้เหล่าคุณชายทั้งหลายไม่กล้าเอ่ยถามย้ำอีก ... นางกลับมาที่จวนด้วยความรู้สึกที่ว้าวุ่น นางไม่รู้จะพูดหรือระบายกับใครได้เลย นางไม่รู้ว่าสิ่งที่นางกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้คือเรื่องอะไรกันแน่ นางเดินไปล้มตัวลงบนเตียงด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าในใจ จากนั้นก็เผลอหลับไป ภายในพระราชวังที่แสนกว้างขวาง มีสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีแดงกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างด้วยท่าทางโศกเศร้า สตรีนางนั้นมีใบหน้าเหมือนกับนางไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ใบหน้านั้นดูมีอายุกว่านางในตอนนี้ไม่น้อย “นั่นใคร ท่านเป็นใคร” นางเอ่ยปากถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หญิงสาวนางนั้นค่อยๆ หันหน้ากลับมา จากนั้นก็ยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ใบหน้าที่สนงดงามของนางค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "เจิ้งจือชี ในเมื่อมีโอกาสเลือกทางเดินอีกครั้ง เจ้าก็อย่าได้เลือกทางเดิมอีกเลย” สิ้นเสียงภาพตรงหน้าก็สลายหายไป นางค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกในตอนนี้ทำเอานางพูดไม่ออก “ท่านกำลังจะบอกให้ข้าเลือกทางเดินใหม่ ให้ใช้ชีวิตใหม่ใช่หรือไม่” นางพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา คล้ายกลับไม่แน่ใจ ทันใดนั้นนางก็หวนนึกถึงเรื่องราวที่นางฝันถึง สตรีนางนั้นคือตัวนางเอง เป็นตัวนางในอีกสี่ปีหลังจากนี้ ในเมื่อนางรู้ชะตากรรมล่วงหน้า เช่นนั้นนางก็จะไม่เลือกเดินทางนั้นอีก นางยกยิ้มแล้วจ้องมองตนเองในกระจก จากนั้นก็ลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตัวใหม่ แล้วเดินออกจากเรือนไปด้วยท่าทางนิ่งสงบ จุดมุ่งหมายของนางคือสำนักศึกษา สิ่งแรกที่นางต้องทำคือ ลบความหวาดกลัวที่มีต่อเฉินมู่เฟยเสีย หากนางยังหวาดกลัวเขาอยู่ นางจะเป็นคนใหม่ได้อย่างไร นางหมายมั่นในใจด้วยท่าทางแน่วแน่ ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในสำนักศึกษา นางก็นึกขึ้นได้ว่าอาจารย์จางเหอเสวียนกำลังสอนอยู่ “หยุดนะ!!! เจิ้งจือชี เจ้าหนีเรียนวิชาข้าอีกแล้ว” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นทางด้านหลัง ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาว กำลังเดินตรงมาที่นางด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด นางค่อยๆ หันหลังกลับไปมองเขาช้าๆ แล้วยกยิ้มให้เขาด้วยท่าทางเสแสร้งเหมือนอย่างเคย “โอ๊ย อาจารย์จางเจ้าคะ จือชีรู้สึกปวดหัวมากเลยเจ้าค่ะ ต้องขออภัยท่านอาจารย์ที่เข้าเรียนสาย” นางพูดด้วยท่าทางโศกเศร้า ราวกับว่านางเสียใจระคนเจ็บปวดจนแสนสาหัส จางเหอเสวียนจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางทำเช่นนี้ แต่ละวันนางก็มักหาข้ออ้างต่างๆ นานา แล้วแต่นางจะกุเรื่องขึ้นมาได้ เขาเหนื่อยใจกับนางยิ่งนัก หากไม่เพราะบิดาของนางขอร้องเขาไว้ เขาคงไล่นางออกจากสำนักศึกษาไปแล้ว “ไปนั่งที่ การบ้านที่ข้าสั่ง คุณหนูเจิ้งจือชีทำเสร็จแล้วใช่หรือไม่” เขาชี้ไปที่นั่งของนาง แล้วกล่าวถามย้ำถึงการบ้านที่สั่งให้นางคัดเมื่อวาน ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “แน่นอนเจ้าค่ะ จือชีคัดอย่างเป็นระเบียบแล้วเจ้าค่ะ” นางยิ้มกว้าง แล้วถือเอากระดาษที่นางใช้คัดคัมภีร์สอนหญิงตรงไปที่จางเหอเสวียนด้วยท่าทางภูมิใจ ทว่าเมื่อเขามองเห็นตัวอักษรของนาง ใบหน้าหล่อเหลาก็ขึ้นสีแดงอย่างชัดเจน ในใจนางพลันตะโกนว่าซวยแล้ว ทว่ากลับผิดคาด เมื่อครั้งนี้ จางเหอเสวียนไม่กราดด่านาง เขาทำเพียงเขี่ยกระดาษของนางออกจากระยะสายตา แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน “คุณหนูเจิ้งกลับไปนั่งทีเถอะ หากยังไม่คิดจะกลับตัว ทำตัวให้สมกับฐานะของตน ท่านก็ไม่ควรมาที่นี่อีก” นางรีบพยักหน้ารับ แล้วหอบเอากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรไก่เขี่ยของนาง กลับไปด้วยในทันที เสวี่ยเหมินยกนิ้วโป้งให้นางในทันทีที่นางวิ่งกลับมาที่โต๊ะของตนเอง ไม่ว่าอย่างไรพี่จือชีก็ยังเป็นพี่จือชีเช่นเคย นางนั่งนิ่งฟังอาจารย์จางเหอเสวียน สอนวิชาจริยธรรมของสตรีด้วยท่าทางเบื่อหน่าย โดยที่ไม่ยอมปรายตาไปมองชายหนุ่มชุดดำที่นั่งอยู่มุมห้องแม้แต่น้อย นางกลัวว่าหากนางมองหน้าเขา นางอาจแสดงท่าทางบางอย่างออกมา ทางที่ดีทำเป็นมองไม่เห็นเช่นนี้จะดีกว่า จางเหอเสวียนที่อารมณ์กรุ่นโกธรเพราะเจิ้งจือชี เขาใช้เวลาในการสอนไม่นานก็จากไป เขาแทบอยากจับนางไปบีบคอให้แหลกเหลวคามือไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่อาจทำได้ ตั้งแต่เขาเป็นอาจารย์มา ไม่เคยมีลูกศิษย์คนใด ที่ทำให้เขาปวดหัวเช่นนี้มาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว นางคือข้อยกเว้น “เย้ ในที่สุดก็เลิกเรียน วันนี้เราจะไปเล่นที่ไหนกันดี” เหล่าคุณหนูทั้งหลาย ต่างก็พากันเก็บของกลับจวนของตนด้วยท่าทางสงบนิ่งและมีมารยาท ต่างจากสามสาวที่กำลังสุมหัวกันไปเล่นอะไรที่แปลกประหลาดอีกแล้ว ซึ่งผู้นำของกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่ใคร เจิ้งจือชี พี่ใหญ่ประจำสถานศึกษานั่นเอง
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม