bc

ซ้อนรักซ่อนลวง

book_age16+
99
ติดตาม
1K
อ่าน
love-triangle
จบสุข
แน่วแน่
ตำรวจ
ชายจีบหญิง
ตึงเครียด
เมืองเล็ก
สตรีนิยม
like
intro-logo
คำนิยม

เงื่อนงำบางอย่าง ซึ่งเป็นหนทางให้สองหนุ่มสาวได้พิสูจน์รักแท้ที่มั่นคงต่อกัน โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

สารวัตรเดชบดี : หนุ่มใหญ่ที่ความรักฝากรอยแผลไว้เต็มหัวใจ มันสอนให้รู้ว่าควรเก็บคำว่ารักไว้ให้กับใคร

บุษบัน : เธอไม่รู้ว่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จนมันเริ่มอันตรายถึงชีวิต เธอจึงเข้าใจ และครั้งนี้เขาทำให้เธอเชื่อว่ารักมั่นคงนั้นมีอยู่จริง

chap-preview
อ่านตัวอย่างฟรี
บทที่ 1 คุณปู่
บุษบันรีบเดินจ้ำอ้าวตัดลานจอดรถของบริษัทโฆษณาที่เธอทำงาน ตรงดิ่งไปยังรถญี่ปุ่นอายุเกือบสิบปี แดดเดือนตุลาคมตอนบ่ายสามโมงร้อนเปรี้ยงแผดเผาสาวร่างเล็กจนแสบผิวเหมือนจะละลายเสียให้ได้ แถมลานคอนกรีตกว้างก็สะท้อนไอร้อนขึ้นมาซ้ำเติมอีกแรง หญิงสาวหยีตาหลังแว่นสายตาทรงกลมตอนที่หยิบกุญแจขึ้นมาไขเปิดประตูแล้วรีบเหวี่ยงตัวหลบเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว ไอร้อนสะสมภายในกระป๋องเหล็กและเบาะนั่งหนังเทียมทำเอานั่งแทบไม่ติด ไม่รู้จะเอาตัวไปไว้ตรงไหนถึงจะหลบร้อนได้ เธอรีบสตาร์ทรถเปิดเครื่องปรับอากาศสักพักก็รู้สึกดีขึ้น       บุษบันล้วงลงไปในกระเป๋าเป้หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรศัพท์หาแม่อีกครั้ง หลังจากที่โทรไปสองครั้งแล้วแต่ไม่ติด ‘ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก’ “แม่นะ ลืมชาร์จแบตอีกแน่เลย” หญิงสาวบ่นเบาๆ ด้วยความขัดใจ ‘คุณบุษบา’ ไม่ชอบใช้โทรศัพท์มือถือและไม่สนใจเอาเสียเลย จึงมักจะปล่อยให้มันกลายเป็นที่ทับกระดาษไร้ค่าเพราะแบตเตอรี่หมดอยู่บ่อยๆ บุษบันกดหมายเลขอีกครั้ง คราวนี้เป็นเบอร์บ้านรออยู่สักพักปลายทางก็รับสาย      “สวัสดีค่ะ” เสียงเป็นงานเป็นการเพราะแม่ไม่รู้ว่าใครโทรมา “แม่ ลืมชาร์จมือถืออีกแล้วนะ” เงียบไปอึดใจ แม่คงกำลังหันมองหาว่าเอาโทรศัพท์ไปวางทิ้งไว้ที่ไหน “เออ มีอะไรล่ะ” แม่ถามกลับ น้ำเสียงกลับมาเป็นแบบบ้านๆ ตามปกติ “ปู่เสียแล้วนะแม่” บุษบันพูดช้าและชัด ปลายสายเงียบไปอีกพักหนึ่ง บุษบันไม่รู้ว่าแม่รู้สึกยังไงกับข่าวร้ายนี้ คงเศร้าใจแต่เพราะเป็นพ่อของสามีจึงไม่ได้มีความผูกพันกันนัก และตัวบุษบันเองก็เพิ่งจะได้ไปเยี่ยมเยียนกราบปู่เอาเมื่อตอนโตเป็นสาวแล้ว ความผูกพันอย่างครอบครัวจึงไม่แน่นแฟ้นเหมือนคนอื่น แต่ก่อนบุษบันมักจะขับรถพาแม่ไปเยี่ยมปู่ที่บ้านสวนปีละครั้งในช่วงวันสงกรานต์ ปู่ของเธอมีสวนส้มโออยู่ในจังหวัดเล็กๆ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่กำลังฮิต นักท่องเที่ยวนิยมไปพักหาความสงบและบรรยากาศแบบย้อนยุคไปหลายสิบปีก่อน จึงมีโฮมสเตย์เปิดใหม่ขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่สองปีที่ผ่านมาด้วยหน้าที่การงานในตำแหน่งที่ก้าวหน้าขึ้น จากก๊อปปี้ไรเตอร์มาเป็นซีเนียร์ก๊อปปี้ไรเตอร์ ความรับผิดชอบก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทำให้เวลาว่างลดน้อยลง บังเอิญว่าเธอติดเตรียมงานสำคัญจึงพลาดช่วงวันหยุดยาวของสงกรานต์ไปถึงสองครั้ง จึงยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชายชราอีกเลย จนกระทั่งมาได้รับข่าวร้ายในวันนี้ “ยายศรีโทรมาบอกเหรอ” แม่ถามเมื่อตั้งหลักได้ “ยายศรีให้หนูนาโทรมาจ้ะ เพราะเมื่อคืนแกไม่เห็นพวกเราไปรดน้ำศพ” บุษบันถอนหายใจเบาๆ นึกขอบคุณคุณยายศรีกับหลานสาว เพื่อนบ้านที่มีน้ำใจเสียยิ่งกว่าคนในครอบครัว “โทรมาเมื่อคืนเหรอ นี่ปู่เสียเมื่อไหร่ เป็นอะไร” “ไม่รู้จ้ะ ยังไม่ได้คุยรายละเอียด พอดีมีคนมาคุยงานกับบุษ เลยรีบวางสายไปก่อน” “เฮ้อ อาแกก็ไม่เห็นจะโทรมาบอกมากล่าว” เสียงของแม่หงุดหงิด “ก็งั้นละ หึ...” บุษบันทำเสียงแค่นจมูก “เพราะอย่างนั้นยายศรีเลยให้หนูนารีบโทรมาบอกไง ยายคงคิดเหมือนเรา ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าอาสุดใจเป็นยังไง” “อาแกมันเป็นบ้า” คุณบุษบากระแทกเสียงเหมือนว่าจะตอบประโยคเมื่อครู่ “นี่บุษลางานแล้วกำลังจะขับรถไปรับแม่นะจ๊ะ แม่เก็บเสื้อผ้ารอก็แล้วกัน ของบุษเดี๋ยวกลับไปเก็บเอง ที่บ้านยายศรีก็มีเสื้อผ้าทิ้งไว้นิดหน่อยแล้ว แม่จะให้บุษแวะซื้ออะไรติดมือไปด้วยไหม” “ไม่ต้องหรอก แกรีบมาเถอะ ยังไงให้คืนนี้ไปถึงโน่นทันพระสวดก็จะดี เท่านี้ละนะ ฉันจะไปเก็บเสื้อผ้า” แม่พูดจบประโยคก็วางสาย แม้ว่าจะไม่ได้พูดบ่นอะไร แต่บุษบันก็จับน้ำเสียงออกว่าแม่โกรธอาสุดใจ ที่ไม่ยอมโทรศัพท์มาบอกทั้งที่ปู่ตายทั้งคน เขาคงคิดว่าเราไม่ใช่ญาติ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักเพราะก็รู้อยู่ว่า อาสุดใจกับสุดฤทธิ์ลูกชายของเขาไม่ชอบหน้าเธอกับแม่ ทั้งที่พ่อสุดจิตเป็นฝ่ายทิ้งแม่ไปตั้งแต่เธอยังแบเบาะ พ่อทิ้งแม่ไปกับแหม่มชาวอเมริกันที่ทำงานบริษัทส่งออกด้วยกัน พ่อไม่เคยติดต่อกลับมาหาเลย บุษบันไม่รู้จักพ่อด้วยซ้ำนอกจากเห็นจากภาพถ่ายเก่าๆ ที่บ้านของปู่ ที่บ้านแม่น่ะหรือไม่มีภาพของพ่อสักใบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแม่เจ็บปวดกับพ่อมากขนาดไหน แต่ก็ไม่เคยจะว่าพ่อให้ฟัง สิ่งที่บุษบันรับรู้จากแม่ยามที่เธอพูดถึงพ่อก็คือความเงียบที่เจ็บปวดเท่านั้น สิ่งนี้ค่อยๆ ซึมแทรกเข้ามาในใจของเธอแล้วฝังตรึงอยู่ตรงนั้น น่าแปลกที่ไม่ว่าจะเนิ่นนานเพียงใดมันก็ไม่ได้จืดจางลงเลย หลังจากทิ้งกันไปไม่กี่ปี พ่อก็ไปประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตที่ต่างแดนและประกอบพิธีทางศาสนาที่นั่น ไม่มีใครได้ไปส่งวิญญาณของพ่อแม้แต่ปู่ก็เถอะ ทางนั้นรีบจัดงานศพและทำแค่เพียงส่งข่าวกลับมาให้รู้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ได้รู้มาจากปู่ หลังจากนั้นอาสุดใจจึงกลายมาเป็นลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ของปู่ ดูเหมือนเขาไม่ชอบใจนักที่เธอกับแม่กลับไปเยี่ยมเยียนปู่อีกครั้ง เมื่อบุษบันจบการศึกษาและมีงานทำแล้ว เขาแสดงออกชัดเจนจนน่าเกลียด จะว่าไปเธอก็เป็นหลานแท้ๆ ของอาสุดใจ แต่เขากลับมองเธอเป็นคนอื่น หรือจะพูดให้ชัดๆ ก็คือคนอื่นที่อาจมาแบ่งเอาสมบัติปู่ในส่วนของพ่อไป บุษบันพาดแขนไปกับเบาะพิงเอี้ยวตัวมองไปด้านหลังกำลังจะถอยรถออกมาจากซองจอด ก็พอดีมีฟอร์จูนเนอร์แล่นเข้ามาจอดเทียบข้าง คนขับลดกระจกลง “เฮ้ย บุษ ไปไหนน่ะ” หนุ่มหล่อผิวคล้ำแดดโผล่หน้าออกมาถาม ใบหน้าหล่อเข้มประดับด้วยเคราเขียวกันอย่างเนี้ยบตรงปลายคางแข็งแรง “อ้าว พีท” บุษบันถอนเท้าจากคันเร่งไปเหยียบเบรค ปลดเกียร์แล้วกดปุ่มลดกระจกลงพเยิดหน้าทักทายโปรดิวเซอร์หนุ่มเพื่อนร่วมงาน พีทล็อกรถแล้วเดินมาหา พร้อมชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผมยาวประบ่าอีกคน “เฮ้ย ไอ้เปี๊ยกโดดงานเว้ย” อภิภู อาร์ตไดเร็กเตอร์ผมยาวมาดเท่เดินลงมาวางมือลงบนหลังคารถ “พี่ภู ปู่ของบุษเสียขอลางานสักสัปดาห์นะคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นบอกกับเขา “บุษโทรเข้ามือถือพี่แล้วไม่ติด เลยลางานกับแผนกบุคคลไปแล้ว” “พี่ปิดโทรศัพท์ประชุมกับลูกค้าน่ะ คุณปู่ของบุษเสียเหรอ พี่เสียใจด้วยนะ” “เสียใจด้วยครับ” สองหนุ่มพูดแสดงความเสียใจออกมาพร้อมกัน “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้ “พี่ภู มีงานอะไรด่วนก็ไลน์ไปบอกบุษได้นะคะ” “ไม่ต้องห่วงงานขายลูกค้าผ่านหมดแล้ว จากนี้ก็โยนเรื่องถ่ายทำให้นายพีทเขาจัดการ บุษก็ถือโอกาสพักผ่อนไปเลยลายาวควบวันหยุดปลายเดือนได้เลยนะ” “ขอบคุณเจ้านายคร้าบ...” บุษบันยกมือไหว้ท่วมหัว คนทำงานโฆษณาอย่างเธอทำงานหนักติดต่อกันแทบไม่ได้พัก พองานเว้นช่วงก็อยากจะพักยาวๆ อยู่เหมือนกัน “อย่างนี้ป๋าก็ตามไปด้วยล่ะสิ” อภิภูเลิกคิ้ว หมายถึงสารวัตรเดชบดี นายตำรวจหนุ่มใหญ่ที่กำลังทำตัวสนิทสนมกับเธออยู่ “บุษยังไม่ได้บอกเลยค่ะ เห็นพักนี้เขากำลังยุ่งๆ อยู่ด้วย” “รายนั้นมีงานยุ่งด้วยเหรอ เจอทีไรแกก็บอกสบายๆ เรื่อยเปื่อยทุกที” หนุ่มผมยาวหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี “เอ้อ บุษ แหมเกือบลืมเลย” พีทยกนิ้วชี้ขึ้นเขย่าเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ชายหนุ่มหันไปเปิดประตูรถหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลมาส่งให้เธอ “ฝากให้พี่สารวัตรด้วย” “อะไร” หญิงสาวเอื้อมมือไปรับ “ดีวีดีเพลงเก่า พี่สารวัตรขอให้เราอัดไว้ให้ตั้งนานแล้ว เห็นบอกจะเอาไว้เปิดฉลองเครื่องเล่นใหม่ในรถ” โปรดิวเซอร์ผิวเข้มยิ้มให้ “ขอบคุณนะพีท รายนั้นคงชอบละอะไรที่เก่าๆ แก่ๆ เนี่ย รสนิยมแกไม่เหมือนใคร” บุษบันนึกไปถึงใบหน้าของนายตำรวจอายุสามสิบกว่าที่หลงใหลของเก่า “ใช่ สารวัตรแกชอบของเก่าๆ รวมทั้งหญิงแก่ๆ อย่างแกด้วย” อภิภูยกนิ้วชี้ทั้งสองมือมาที่เธอ “โห พี่ภูใจร้าย ปากก็ร้าย เพี้ยงขอให้แฟนไม่รัก” บุษบันย่นหัวคิ้วใส่เจ้านายหนุ่มพลางยกมือประนมเหนือหัว อภิภูกับเธอเป็นเพื่อนกันเสียมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องจึงพูดเล่นกันได้สบาย “ดูมัน ทำอะไรไม่ได้มันเล่นแช่งกันซึ่งๆ หน้าเลย ไอ้นี่” อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจที่แหย่เธอได้ บุษบันนึกฉุนที่รสนิยมของนายตำรวจพาให้โดนแซวว่าเป็นของเก่าแก่ไปด้วย “ไปล่ะ เดี๋ยวต้องไปรับแม่ แล้วต้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดดำอีก บายค่ะ” “บาย” “ขับรถดีๆ ล่ะ” บุษบันถอยรถออกมาเหลือบตามองกระจกมองหลัง สองหนุ่มยืนมองเธอขับรถออกมาจากบริษัท เธอมีงานที่ดีอาชีพก๊อปปี้ไรเตอร์ในบริษัทโฆษณาทำรายได้ให้เธออยู่กับแม่อย่างสบาย และก็มีเพื่อนดีเธอชอบพวกเขา อภิภูเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ที่เก่งและเป็นเจ้านายที่ไม่เรื่องมาก เขาเพิ่งจะแต่งงานกับสาวสวยในบริษัทเดียวกัน พี่พิมรักเธอรู้จักสนิทสนมกันดี จึงนับว่าเจ้านายกับเธอสนิทกันมากเหมือนครอบครัวเดียวกัน ต่างจากพีท รายนั้นโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง เขาทำงานดีมากแต่ไม่ค่อยจะไปเที่ยวหรือสังสรรค์กับกลุ่มของเธอสักเท่าไหร่ ด้วยลักษณะงานพีทจึงมีสังคมกว้างมาก เขามีกลุ่มเพื่อนนอกบริษัทและเพราะความหล่อเนี้ยบกับมีโลกส่วนตัวสูง ทำให้บางทีบุษบันแอบคิดไปเล่นๆ ว่า หรือพีทจะเป็นเกย์เสียก็ไม่รู้ พวกผู้ชายหล่อๆ พ.ศ.นี้วางใจได้ที่ไหนกันล่ะ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกพีทนิสัยดีและเธอชอบเขา ยังมีผู้ชายอีกคนที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของบุษบัน เขาหล่อนะแต่อายุมากกว่าหลายปีอยู่ สารวัตรเดชบดีอายุประมาณสามสิบแปดกระมังหรือว่าสี่สิบ ไม่รู้สิ บุษบันไม่เคยถามอายุ แต่เจ้ารอยตีนกานั่นก็ทำให้เวลาที่สารวัตรเดชบดียิ้ม หน้าตาก็เท่ไปอีกแบบ มันเป็นริ้วรอยที่บอกถึงประสบการณ์ของชีวิต และทำให้ดวงตาคู่นั้นเป็นดวงตาที่อบอุ่นน่าไว้วางใจสำหรับบุษบัน จะว่าไปด้วยรูปร่างที่ยังฟิตเฟิร์มไปทุกส่วนหน้าตาเป็นหนุ่มใหญ่ใจดี เขาก็ยังดูไม่แก่เลยสักนิด อาจจะเป็นที่นิสัยและรสนิยมมากกว่าที่ทำให้บุษบันล้อเลียนอยู่เสมอว่าแก่ ก็เขาชอบฟังเพลงเก่ายุคเจ็ดศูนย์ ชอบเพลงของวงสุนทราภรณ์ ชอบการ์ดส.ค.ส.แบบที่มีกากเพชรโรยแล้วก็เป็นคนใจเย็นเป็นน้ำ บางทีก็ถึงขนาดเรื่อยเปื่อยอยู่เหมือนกัน อะไรแบบนี้ล่ะ จะไม่ให้ล้อว่าแก่ได้ยังไงกัน เธอพบกับเขาครั้งแรกในงานปาร์ตี้บ้านเพื่อน และตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็มักจะมาโผล่วับๆ แวมๆ ตามที่ที่เธอไป ไม่ว่าจะเป็นตามบ้านเพื่อนเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านอาหาร ไปช้อปปิงซื้อข้าวของใช้และอาหารที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเดียวกันทั้งที่บ้านอยู่คนละทิศ พอเวลาผ่านไป เขาก็เข้ามาอยู่ใกล้ชิดเธอเสียแล้วอย่างไม่ทันรู้ตัว คนแก่นี่ร้ายนักนะ!

editor-pick
Dreame - ขวัญใจบรรณาธิการ

bc

ห้อง(ไม่)ว่างให้เช่า

read
1K
bc

พิษรักร้าย (Toxic Love)

read
92.9K
bc

สาปเคหาสน์

read
1K
bc

The Feline Diamond เพชรแมวลวง

read
1K
bc

ผี-ซ่อน-ศพ

read
1K
bc

เถ้ารักสีกุหลาบ

read
1K
bc

เรือนแค้นรัก

read
1K

สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook