ตอนที่ 1 ไร้จิตสำนึก
“แค่โดนผู้ชายทิ้ง แกถึงกับต้องคิดสั้นเลยเหรอ” เสียงตะคอกเตือนสติเพื่อนรักดังลั่นทั้งน้ำตา ว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง อนาคตต้องจบลงเพียงเพราะผู้ชายคนเดียว มันเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับได้
“ปล่อยให้ฉันตายเถอะ ถ้าไม่มีเขาฉันอยู่ไม่ได้จริง ๆ” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ ในมือถือเศษแก้วเตรียมจะพรากชีวิตตัวเองไปได้ทุกเมื่อ
น้ำฟ้าที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ยืนมองสถานการณ์ด้วยความร้อนใจ กลัวว่าตนเองจะพูดไม่เข้าหูจนกวินตาพลาดกรีดข้อมือตัวเอง
“แค่ผู้ชายคนเดียว แกยอมทิ้งชีวิต ทิ้งอนาคต ทิ้งครอบครัวเอาไว้ข้างหลังเหรอกุ๊ก แกไม่คิดเหรอว่าพ่อแม่แกจะอยู่ยังไง พวกท่านแก่มากแล้วนะ กว่าจะมีแกพวกท่านต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน แล้วดูสิ่งที่แกทำสิ แกกำลังทำให้พ่อแม่เสียใจ”
พูดไม้อ่อนย่อมไม่ได้ผล ‘พัทธมน’ หรือ ‘แพท’ รู้ดีว่ากวินตาเป็นคนอย่างไร จึงหาวิธีเตือนสติก่อนที่อีกฝ่ายจะทำอะไรไม่ดีลงไป
“แล้วถ้าแกคิดได้ อย่าลืมว่าในตัวแกยังมีอีกหนึ่งชีวิต แกจะเป็นแม่คนแล้วนะ ในเมื่อเลือกที่จะไม่ยุติการตั้งครรภ์ แกก็ต้องดูแลเขาดี ๆ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ยอมวางเศษแก้วลง ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นห้องน้ำด้วยความเสียใจกับสิ่งที่ตนเองเผชิญ
“บอกฉันมา ไอ้สารเลวนั่นมันเป็นใคร” พัทธมนถามขณะที่เข้าไปนั่งสวมกอด คนที่ทำให้เพื่อนรักเจ็บปวด มันจะต้องเจ็บกว่าหลายเท่า กล้าทำเพื่อนเธอท้องแล้วปัดความรับผิดชอบ คนแบบนี้ยิ่งกว่าเดรัจฉาน
“ฉันบอกไม่ได้ ฮือ ๆ ฉันบอกไม่ได้ เขาไม่ใช่คนธรรมดา หากแกไปหาเรื่องเขาก็เป็นแกนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายถูกรังแก พอเถอะแพท ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีกแล้ว” กวินตาร้องออกมาเสียงสั่น
น้ำฟ้าหยิบเศษแก้วนั้นเอาออกให้ห่างจากเพื่อนรัก แล้วขยับไปกอดปลอบใจเพื่อนด้วยอีกคนโดยที่มีพัทธมนคอยปลอบใจแล้วร้องไห้ตามเพื่อนไปด้วย
“ไม่เป็นไรนะ ถ้าแกไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่แกท้องและอยากเก็บเด็กเอาไว้ แกก็ดรอปเรียนเทอมหน้าไปก่อน จบช้ากว่าเพื่อนแค่ปีเดียวไม่เป็นไรนะ” หญิงสาวปลอบใจเพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
“แต่ฉันแนะนำให้แกเอาออก” ทว่าน้ำฟ้าไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอพูดอย่างจริงจัง
“ตอนนี้การยุติการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แกไม่ต้องรู้สึกผิดหรือว่าต้องกังวลอะไร ดีกว่าแกคลอดเขาออกมาในขณะที่แกเองก็ไม่พร้อม พ่อแม่แกก็ยังมีภาระ แกก็ยังเรียนไม่จบ เด็กคนหนึ่งต้องใช้ความรับผิดชอบสูงมาก ค่าใช้จ่ายก็เช่นกัน คิดดูดี ๆ นะ” น้ำฟ้าที่เป็นคนพูดตรงไปตรงมาเสนอความคิดที่เธอเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
กวินตาไม่พูดอะไร เอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้น
พัทธมนเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ความเจ็บปวดที่ถูกคนรักหลอกลวง แล้วทอดทิ้งให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง ไม่ยอมรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้กระทำเอาไว้ มันทำให้เธอสงสารกวินตามาก
เมื่อเจ้าของห้องได้หลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย พัทธมนก็หยิบโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายออกมาเพื่อตรวจสอบข้อมูลการโทร ทั้งสองเป็นเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่ประถมเธอจึงคาดเดารหัสผ่านของกวินตาได้ไม่ยาก
“แกจะทำอะไรแพท”
“ฉันจะหาว่าใครคือพ่อของเด็ก”
“รู้แล้วแกจะทำไม จะไปลากคอไอ้ชั่วนั่นมารับผิดชอบกุ๊กเหรอ” น้ำฟ้าถามเพราะถึงรู้ไปก็เปล่าประโยชน์ ถ้าลองได้ปฏิเสธความรับผิดชอบก็คงไม่สำนึกอะไรง่าย ๆ
“ไม่รู้สิ แต่ฉันต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นใคร” น้ำเสียงนั้นแสดงถึงความจริงจัง เมื่อคาดเดารหัสผ่านได้สำเร็จก็เข้าไปในประวัติการโทรทันที ไม่ต้องเลื่อนหาให้ยาก ประวัติการโทรมีการโทรออกเป็นสิบ ๆ สาย เหมือนว่าเป็นเพื่อนรอบตัวของผู้ชายคนนั้น แต่มีเพียงเบอร์เดียวเท่านั้นที่โทรบ่อยที่สุดและโทรถี่กว่าเบอร์อื่น
“โตชิ!” ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อของรุ่นน้องปีสามที่แสนเย็นชาคนนั้นหรอกเหรอ
“โตชิเหรอ ที่เขาลือกันว่าเป็นลูกชายมาเฟียใช่ไหม เด็กปีสามคนนั้นน่ะ เป็นไปได้ยังไง ได้ข่าวว่าหมอนั่นเย็นชา ไม่ชอบให้ใครมาสารภาพรัก ไม่เคยรับดอกไม้หรือของขวัญวาเลนไทน์จากใคร เขาไม่น่าจะใช่คนเจ้าชู้ถึงขนาดที่ฟันแล้วทิ้ง” น้ำฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจ ประโยคท้ายที่ไม่น่าฟังทำให้พัทธมนมองด้วยสายตาเชิงตำหนิจนอีกฝ่ายทำหน้าสลดลง
ทั้งสองหันไปมองกวินตาที่หลับสนิท ต่างคนต่างก็มองหน้ากัน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี หากเป็นผู้ชายคนนี้อย่าว่าแต่แก้แค้นแทนเพื่อนรักเลย แค่เข้าไปใกล้ก็ยากแล้ว
“ทีนี้จะเอาไงดี” น้ำฟ้าถามด้วยความหนักใจ
“ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้เลยจริง ๆ”
นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาและไร้หัวใจแล้ว เขาก็เป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลที่ได้ชื่อว่าเป็นมาเฟียแห่งวงการธุรกิจส่งออกอัญมณีมูลค่าทรัพย์สินกว่าพันล้าน คนระดับเขาการจะเข้าไปพูดคุยด้วยก็ยากแล้ว ไม่รู้ว่ากวินตาไปแอบคบกับเขาได้อย่างไร
สัปดาห์หน้าก็จะเปิดเทอมสองแล้ว เทอมสุดท้ายแท้ ๆ เป็นแบบนี้กวินตาจะเรียนจบทันเพื่อนได้อย่างไร เธอเป็นคนขี้อายและใจบอบบาง ย่อมไม่มีหน้าอุ้มท้องไปเรียนแน่
-------------------------------
โตชิ ลูกครึ่งญี่ปุ่นอายุยี่สิบสามปี กำลังขับรถไปจอดที่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมของลูกพี่ลูกน้อง
ขาเรียวยาวก้าวลงมาจากรถหรูสีเหลืองมัสตาร์ด ยืนยืดตัวตรงแล้วคว้ากระเป๋าสะพายข้างแบรนด์เนมของตนเดินไปตามทางเดินที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวอาคาร ท่ามกลางสายตาของหลายคนที่มองอย่างชื่นชมแต่ไม่กล้าเข้าใกล้
ทันทีที่เจอหน้าภาคภูมิ เขาก็พ่นลมหายใจด้วยความหงุดหงิด แล้วเดินเข้าไปเพื่อที่จะพูดคุยให้รู้เรื่อง
“มาคุยกันหน่อย”
“ถ้าเรื่องที่พ่อให้ตามกลับบ้าน ฉันไม่ไป” ภาคภูมิกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เอือมระอากับสิ่งนี้
“เรื่องที่แกทำผู้หญิงท้อง แกจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้นะเว้ย เขาโทรมาหาฉันตั้งวันละหลายรอบ แกปลดบล็อกเขาเดี๋ยวนี้เลย” โตชิพูดด้วยความโกรธ ไม่ชอบที่ปัญหาของคนอื่นมารบกวนกับชีวิตตน
“เด็กนั่นไม่ใช่ลูกฉัน ก่อนมามอมเหล้าฉันยัยนั่นไม่รู้นอนกับใครมาบ้าง ฉันไม่ได้โง่หรอกนะ แกน่าจะรู้ว่าฉันไม่ใช่คนที่จะพลาดอะไรง่าย ๆ แล้วแกเองก็บล็อกเบอร์ยัยบ้านั่นไปได้แล้ว ไม่ต้องคุยให้เสียเวลา ไม่รู้เอามือถือฉันไปแอบเอาเบอร์ทุกคนไปตอนไหน วุ่นวายโทรหาคนนั้นคนนี้ไปทั่ว” ภาคภูมิบ่นด้วยความรำคาญใจ กวินตาโทรหาทุกคนรอบตัวเขาเพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบ
“ป้องกันแล้วก็พลาดได้หรือเปล่าวะ แม้โอกาสพลาดจะเป็น 0.001% แต่มันก็มีโอกาส” หนุ่มลูกครึ่งกล่าวด้วยความโมโห ไม่คิดเลยว่าลูกพี่ลูกน้องของตนจะไร้ความรับผิดชอบแบบนี้
กวินตาโทรมาหาเขาไม่หยุด จริงอยู่ว่าสายแรกพอรับและรู้ว่าเป็นใคร โทรมาเพื่ออะไร เขาก็ไม่รับสายเธออีกเพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่จะให้นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ก็ไม่สามารถทำได้
“ฟังนะโตชิ เด็กนั่นไม่ใช้ลูกฉันพันเปอร์เซ็นต์ แกบล็อกไปเลย ไม่ต้องรับสาย”
“สิ่งที่แกทำอยู่มันไม่ถูกต้อง แม้ไม่รับเป็นพ่อเด็ก แต่ว่าอย่างน้อยในฐานะความเป็นคนก็ควรรับผิดชอบเธอบ้าง” แทนที่จะสำนึกแต่ลูกพี่ลูกน้องจอมอวดดีกลับยักไหล่อย่างไม่สนโลก เห็นอย่างนั้นแล้วเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
--------------------------------