ตอนที่ 1 ควันสีจาง
“อั่ก...” ฉันร้องโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดร้าวไปถึงกระดูกเพียงฉันขยับตัวเพียงเล็กน้อย พร้อมกับนัยน์ตาที่พยายามลืมขึ้น แต่ก็เห็นทุกอย่างพร่าเลือนไปหมด
“นี่มัน...ที่...โอ๊ย!!!” ความเจ็บปวดพุ่งพล่านไปทั่วอณูของร่างกาย ประสาทรับรู้แทบจะเป็นอัมพาต กลิ่นไหม้ของยางทำให้แสบจมูกหายใจไม่สะดวก แถมเลือดบนหน้าผากก็ไหลย้อยลงมาจนถึงปลายคาง รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวคลุ้ง ฉันพยายามกระเสือกกระสนควานหาโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแตกร้าว สัญชาตญานสุดท้ายของฉันบอกฉันว่า ‘ต้องรอด’ ฉันต้องรอดออกไปใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตอย่างสุขสบายสิ
นิ้วเรียวของฉันสั่นระริก กดโทรเบอร์ล่าสุดออกไป ก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดเฮือกสุดท้ายจะมลายหายสิ้น ทว่า...ก่อนสติจะดับวูบ สายตาที่พร่าเลือนเกือบดับก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนในกระจกมองหลัง...เป็นใบหน้าของผู้หญิงสวยอ่อนเยาว์คนหนึ่งดูยังไงก็อายุราวยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น นัยน์ตาเธอหมองหม่นและดูบอบบางเหลือเกิน
‘ไม่ใช่... นี่ไม่ใช่ฉัน ฉันมันหญิงสาววัยสามสิบห้าปีนะ’
ฉันจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นผ่านกระจก แววตาที่ฉายความดื้อรั้นเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดดับลงพร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่ปลายสายถูกรับพอดี...
(ณ โรงพยาบาล)
ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด... เสียงของเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจคือสิ่งแรกที่ดึงสติฉันกลับมา ฉันพยายามลืมตาขึ้นกะพริบตาเพื่อสลัดความพร่ามัวนั้น ความทรงจำสุดท้ายของฉันคือ หลังจากเลิกงานที่บริษัท ฉันขับรถกลับคอนโดด้วยความง่วงและเผลอหลับในไปซึ่งเป็นต้นเหตุให้ฉันเกิดอุบัติเหตุ สภาพรถคือพังยับเยิน แต่ที่น่าแปลกภาพสุดท้ายก่อนสติจะดับลงฉันกลับจำมันได้ดี มันเป็นใบหน้าของหญิงสาวอ่อนวัยกว่าที่ไม่ใช่ฉัน แต่ความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัวตอนนี้มันคือของจริง ‘ฉันไม่ได้ฝันไป’
“ปวดจัง...นึกว่าตายไปแล้วซะอีก” ฉันพึมพำเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เอียงคอที่แสนหนักอึ้งมองไปด้านข้าง สิ่งแรกที่เห็นชัดเป็นอย่างแรกคือเพดานขาวโพลน รอบห้องมีความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวก คงเป็นห้องพักฟื้นระดับวีไอพีสินะ แต่ว่าทำไมฉันถึงอยู่ในห้องวีไอพีได้ล่ะ
กระทั่ง...ที่สายตาของฉันไปบรรจบที่ผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่บนโซฟามุมห้อง ชายคนนั้นอยู่ในชุดสูทสีเข้มที่ดูเนี้ยบกริบตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่ประธานบริษัทของฉันอยู่ดี
‘เขาเป็นใครกัน’
ชายคนนั้นแทบไม่เงยหน้าจากแท็บเล็ตในมือด้วยซ้ำ มีเพียงเสียงทุ้มต่ำที่ฟังแสนเย็นชาเอ่ยขึ้นในบรรยากาศห้องที่เงียบสงัดนี้
“ฟื้นแล้วงั้นเหรอ ก็ดี...จะได้รีบจัดการเรื่องหย่าที่ค้างไว้ให้จบ ๆ ไปซะที มินนี่”
คำแรกที่ผู้ชายคนนั้นทักทายกันไม่ใช่ความเป็นห่วง มันดูมีอำนาจบางอย่างที่กุมชะตาของใครสักคนไว้ในกำมือ ฉันถึงกับนิ่งสตั๊นไปชั่วครู่
‘ผู้ชายคนนี้พูดกับฉันเหรอ ทั้งที่ฉันไม่คุ้นหน้าผู้ชายคนนี้ด้วยซ้ำ แต่ทำไมหัวใจฉันมันเจ็บล่ะ แล้วใครคือ...มินนี่ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร บังอาจมาขึ้นเสียงกับฉัน รู้สึกหมั่นไส้ชะมัด ตอนนี้สมองฉันมีแต่ความสงสัย ทำไม...แล้วก็ทำไม’
“...” ฉันนิ่งเงียบ เพราะไม่รู้จะตอบเขายังไง จ้องมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ จนเขาทนไม่ไหวยืนขึ้นกอดอกมองฉันด้วยสายตาแข็งกร้าว
“เลิกตีหน้าเศร้า สำออยได้แล้วมินนี่ เงียบแบบนี้ต้องการเรียกร้องความสนใจอะไรจากฉันอีก? หรือจะบอกว่าจำเรื่องที่ตัวเองก่อไว้ไม่ได้แล้ว”
ฉันขมวดคิ้ว อาการปวดหัวเริ่มถาโถมเข้ามาจนใบหน้าฉันเริ่มบูดบึ้ง พอ ๆ กับความสับสนไม่เข้าใจห่าอะไรเลย มันอดจ้องผู้ชายปากร้ายตรงหน้านี่ด้วยความไม่พอใจไม่ได้จริง ๆ
‘เหอะ...ก็หล่ออยู่หรอก แต่ดูมีอายุกว่าฉัน ไม่ใช่สเปกฉันสักนิด โน้นค่ะฉันชอบกินหญ้าอ่อนเคี้ยวกรุบกรับ ไม่ใช่เหนียวเคี้ยวไม่ไหวแบบนี้หรอก’
“นี่...คุณผู้ชายคะ เอาแต่พูดชื่อ มินนี่ มินนี่นี่ใครคะ? แล้วคุณเป็นใคร แล้วทำไมถึงเรียกฉันว่ามินนี่”
สีหน้าชายคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย เลิกคิ้วสูงมองกันราวกับไม่เข้าใจ แววตาที่แข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นความสงสัยในตัวฉัน เขาเดินมาใกล้ ๆ กันที่เตียง มือใหญ่สองข้างจับที่หัวฉันก่อนจะขยับซ้ายทีขวาที
“สมองได้รับความกระทบกระเทือนจนเพ้อหรือไง...คุณภรรยา อย่าบอกนะอุบัติเหตุครั้งนี้มันทำให้เธอลืมชื่อตัวเอง ลืมสามีในนามของตัวเอง หรืออยากแกล้งความจำเสื่อมเพื่อหนีความผิด?”
ฉันไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องไหนดี ชายตรงหน้าพูดว่าเป็นสามีในนามของฉัน ฉันเป็นภรรยาเขา และฉันมีความผิด? ความผิดอะไรอีก งงไปหมดหัวจะระเบิดแล้วนะ ฉันก็แค่มนุษย์เงินเดือนวัน ๆ ทำแต่งาน อุทิศชีวิตให้งานและเงิน จะไปมีสามีตอนไหนได้ ขนาดคนมาจีบฉันยังปัดตกหมด และฉันมั่นใจว่าฉันไม่เอาคนแก่กว่ามาเป็นผัวแน่นอน
“โอ๊ย!!! พอก่อนค่ะ ฉันปวดหัว ดูท่าสมองจะได้รับความกระทบกระเทือนจริง ๆ อย่างที่คุณว่านั่นแหละ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะคะ”
ฉันตัดบทผู้ชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ก็แฝงด้วยความไม่พอใจนิด ๆ ฉันเห็นนะว่าเขาหน้าบึ้งไปอีกระดับแล้ว แต่ใครจะสนกันล่ะ จากนั้นฉันจึงพยายามพยุงร่างกายตัวเองที่อ่อนแรงลงจากเตียง สลัดมือผู้ชายคนนั้นที่ทำท่าจะเข้ามาจับข้อมือฉันออกไปอย่างไม่ไยดี
“ไม่ต้อง...ฉันเดินเองได้ค่ะ” ฉันโซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำและปิดประตูล็อกทันที