ตอนที่ 1 เด็กเปีย
ช่วงเกือบจะเที่ยงเป็นเวลาพักทานอาหารของทั้งพนักงานและคณะผู้บริหารเช่นเดียวกับหญิงสาวในชุดเดรสรัดรูปสีดำตัดกับผิวขาวอมชมพู สร้อยคอเส้นเล็กรับกับชุดท่อนบนที่เผยให้เห็นเนินอกที่อวบอึ๋มเกินสรีระและหน้าตาที่ดูเด็กไปมาก เธอคือหัวหน้าแผนกที่บริษัทแห่งนี้หญิงสาวผู้อาภัพแต่ก็ยังดีที่มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ค้ำชู
ครืดดดด ครืดดดด ระหว่างที่เธอกำลังขะมักเขม้นตรวจสอบเอกสารหลายอย่างที่กองเทินอยู่บนโต๊ะจนจะท่วมหัว เธอกะว่าวันนี้ต้องทำให้เสร็จ แม้ว่าจะมีเอกสารแบบนี้มาทุกวันก็เถอะ เปียหยิบมือถือขึ้นมากดรับโดยไม่ทันได้มองว่าเป็นใครเพราะกำลังง่วนอยู่กับการเช็กข้อมูลบนหน้าจอคอม
“สวัสดีค่ะ ปาลินพูดค่ะ” ฉันหยิบมือถือขึ้นมารับโดยยังไม่ทันได้มอง เพราะตอนนี้ละสายตาจากเอกสารพวกนี้ไม่ได้เลย
(ทำไมมึงยังไม่โอนเงินมาอีก จะเที่ยงแล้ว กูหิวข้าว) เสียงแหลมแว้ดๆ ดังขึ้นทะลุลำโพงจนฉันสะดุ้งไม่ต้องเอาหูใกล้โทรศัพท์ก็ยังได้ยิน ฉันถอนหายใจดังเฮือกก่อนจะตอบกลับไปอย่างเก็บอารมณ์
“ค่ะ เดี๋ยวเปียโอนให้นะคะ” ฉันลอบถอนหายใจเป็นรอบที่สองหลังจากตกปากรับคำไป พอได้ยินเสียงของป้าที่มาแผดเสียงใส่ก็รู้สึกเหนื่อยกว่าการจัดการกองเอกสารพวกนี้สิบเท่าเลย
(สามหมื่นนะ)
“ที่บอกเปียมีแค่ค่าผ่อนรถยนต์ของลุงกับค่าบ้านนี่คะ”ฉันเผลอขึ้นเสียงเพราะจำนวนเงินที่ว่ามานั้นมันเยอะกว่าเดิมถึงสองเท่า ถึงแม้ว่าจะได้เงินเดือนเยอะแต่ก็มีภาระเยอะเช่นกัน แล้วเดือนนี้ป้าก็มาเอาจากฉันไปแล้วร่วมห้าหมื่นถ้าจะเอาเพิ่มอีกสามหมื่นก็แปลว่าเงินเดือนของฉันก็ไม่เหลือเลยและยังต้องเอาเงินเก็บมาใช้จ่ายอีกด้วย
(ค่าเทอมลูกกูด้วยไง อย่าลืมนะว่ากูก็เลี้ยงมึงมา) คนที่ได้ชื่อว่าเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เพราะเคยอาศัยอยู่กับเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามเพื่อทดแทนบุญคุณ ฉันเบื่อคำนี้เต็มทีเมื่อไหร่จะมีชีวิตเป็นของตัวเองกันนะ อาจจะเป็นสักวันแต่ตอนนี้ก็คงต้องยอมโดนกดขี่ไปแบบนี้
“ค่ะ เปียจะโอนให้ค่ะ” ฉันจำใจรับปากไปเพราะไม่อยากจะถกเถียงให้มากความ พอปลายสายได้ยินในสิ่งที่ต้องการแล้วก็กดตัดสายไปเลย ไม่ได้สนใจว่าฉันจะมีเงินพอให้ใช้ชีวิตที่เมืองกรุงหรือไม่เพียงแค่หาเงินให้ทางบ้านได้ก็พอแล้ว นั่นแหละนิยามของฉันสำหรับป้า
ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ผู้มีพระคุณอีกคนจะเปิดประตูและเดินเข้ามาหา ‘คุณลุงจอห์น’ คนที่คอยผลักดันและช่วยเหลือฉันมาตลอด
“เปีย ไปทานข้าวเป็นเพื่อนลุงหน่อย” คุณลุงเป็นผู้ชายสูงวัยที่ดูภูมิฐาน ท่านเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของฉัน ท่านคือเจ้าของบริษัทนี้และเป็นเพื่อนของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ฉันยังอยู่มัธยมต้น และเพราะพ่อตายมันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องย้ายไปอยู่บ้านคุณป้า
“เปียขอเก็บของแป๊บนึงนะคะ” ฉันลุกขึ้นทันทีเพื่อเคลียร์แฟ้มจำนวนมากยกไปไว้บนโต๊ะอีกฝั่งแยกให้ชัดเจนว่ากองไหนกันแน่ที่ทำเสร็จแล้วจะได้ไม่หลงลืม
“งั้นลุงไปรอที่รถนะ” คุณลุงพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นอย่างเคย
“ค่ะ” พอฉันตอบรับเสร็จคุณลุงก็เดินออกไปจากห้อง คุณลุงท่านเป็นคนใจดีมากทันทีที่ฉันเรียนจบก็ติดต่อให้ฉันมาทำงานที่นี่เลย ตอนแรกฉันก็ไม่กล้ารับอะไรจากคุณลุงเลยจนท่านต้องฌฉลยว่ามีเรื่องที่ท่านติดค้างพ่อกับแม่ของฉันเลยอยากจะทดแทนสิ่งนั้นกับฉันแทนเพราะไม่มีโอกาสทำแบบนั้นกับคุณพ่อ ก็ไม่รู้ว่าพวกท่านมีเรื่องอะไรแต่ฉันก็ไม่ได้รับอะไรนอกเหนือจากนั้นอีก แค่ให้งานทำก็มากพอแล้ว ฉันเก็บของใส่กระเป๋าสะพายใบเล็กพร้อมกับหยิบเสื้อนอกมาสวมทับแล้วเดินออกจากห้อง
“เอ๋เที่ยงนี้ไปกินข้าวไหนดีอะ” เสียงกระแนะกระแหน๋ดังขึ้นในขณะที่ฉันกำลังเดินผ่านพวกขาเม้าประจำออฟฟิศที่คอยสอดส่องนินทาฉันอยู่ตลอด
“กินใกล้ ๆ แถวนี้แหละ ไปไกลไม่ได้หรอก ไม่ใช่เด็กท่านประธานอะเนอะ” ฉันต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ทุกวัน เพราะอายุงานยังน้อยเมื่อเทียบกับพนักงานทั่วไปในแผนกแต่กลับไปได้ไกลถึงขั้นหัวหน้าแผนก ข่าวลือที่ว่าฉันเป็นเมียน้อยใช้เต้าไต่คงเริ่มมาจากตรงนั้นถึงฉันจะพยายามเข้มแข็งและอดทนทำเป็นไม่ได้ยินแต่เจอแบบนี้ทุกวันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแย่ ฉันไม่ได้อยากมีภาพลักษณ์แบบนั้นแต่ก็ปฏิเสธความใจดีของคุณลุงไม่ได้ พอเดินมาจนถึงที่จอดรถของประธานบริษัทก็เปิดประตูเข้ามานั่งด้านใน
“วันนี้กินอะไรดี” พอฉันขึ้นรถมาคุณลุงก็ถามเลย ฉันถึงบอกว่าท่านน่ะเป็นคนใจดีเอามาก ๆ เลย บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองเป็นเหมือนลูกสาวท่านอีกคนเลย
“เปียแล้วแต่คุณลุงค่ะ” ฉันตอบไปด้วยความเกรงใจ ที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้สบายใจที่มาทานอาหารกับท่านประธานบ่อย ๆ แต่ฉันก็ขัดไม่ได้เพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณ
“งั้นกินชาบูที่เปียชอบแล้วกัน” ท่านบอกเสียงนิ่ม
“ค่ะ” ฉันตอบรับแล้วก็กลับไปเงียบเหมือนเดิม คุณลุงท่านชอบพาฉันมาทานข้าวเป็นเพื่อนเพราะท่านเหงา ลูกชายคนโตไปทำงานที่ต่างประเทศ ส่วนลูกสาวคนเล็กก็ติดแม่ ท่านเลยไม่มีคนคุยด้วยฉันเลยกลายเป็นเพื่อนคอยทานอาหารด้วย
“เปีย พี่โจเอลจะกลับมาแล้วนะ เห็นบอกจะลาพักซักเดือน” จู่ ๆ คุณลุงก็พูดถึงลูกชายคนโตที่คุณลุงภูมิใจมากที่สุดเพราะพี่โจเอลเป็นคนขยัน ทำงานเก่งแล้วก็อบอุ่นมากถึงแม้จะยังไม่แต่งงานก็เถอะ ฉันรู้สึกสนิทกับพี่เขาก็เพราะคุณลุงชอบพูดถึงบ่อย ๆ เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เกี่ยวกับพี่เขาให้ฉันฟัง ฉันเลยแอบปลื้มลูกชายของคุณลุงทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าได้ฟังแค่ที่คุณลุงเล่าเท่านั้น
“เปียคงเหงาแน่เลย พี่โจเอลกลับมาคุณลุงคงไม่ชวนเปียมาทานข้าวแบบนี้ซักพักเลยใช่ไหมคะ” ฉันแกล้งแซวท่านเพราะเห็นยิ้มอยู่นานเพราะพูดถึงลูกชาย แต่ก็คงเป็นแบบก็ดีแล้วคุณลุงควรจะใช้เวลาอยู่กลับลูก ๆ เพราะนาน ๆ จะกลับมาสักที
“นาน ๆ ทีพี่เขาจะกลับมาเปียก็มาทานด้วยกันสิลุงจะได้แนะนำให้รู้จักกันไว้” ตึก ตัก ตึก ตัก ! จู่ ๆ หัวใจของฉันก็เต้นโครมคราม หมายความว่าฉันจะได้เจอพี่โจเอลแล้วจริง ๆ น่ะเหรอ ฉันดีใจจนเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ แต่ก็ต้องตอบปฏิเสธไปเพราะมันดูจะไร้มารยาทไปซักหน่อยถึงจะอยากเจอมากแต่ก็เป็นเวลาครอบครัว เราไม่ควรเข้าไปยุ่ง
“เปียว่าให้คุณลุงได้ใช้เวลาอยู่กับพี่เขาดีกว่าค่ะ อีกอย่างเปียเกร็ง” ฉันหัวเราะตบท้ายเบา ๆ ที่จริงก็คิดอย่างที่พูดไป ลูกชายเพิ่งกลับมาฉันจะไปเกะกะก็ใช่เรื่อง แม้จะอยากเจอจริง ๆ ก็เถอะ
“ไว้คราวหน้าก็แล้วกันนะ ถ้ามีโอกาสลุงจะลองชวนพี่เขามาทานข้าวด้วยกัน เผื่อปิ๊งปั๊งกัน ลุงจะได้เปียเป็นลูกสะใภ้” คุณลุงแกล้งแซวฉันคืนบ้าง คราวนี้ฉันไปไม่เป็นเลยไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันทำหน้ายังไง คงจะทำหน้าตลกแน่ ๆ เพราะคุณลุงเอาแต่หัวเราะฉัน
“คุณลุง!” ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเขินมาตลอดทาง คิดถึงคนที่ฉันเฝ้าหลงรักเขาจากคำพูดของคุณลุง ในชีวิตฉันก็อยากจะมีพี่ชายที่แสนดีมีคนที่คอยปลอบฉันเวลาที่ฉันอ่อนแอบ้าง แต่มันเป็นความฝันที่ยากมากกับชีวิตฉันในตอนนี้
at NYC 06:15
ครืดดดด ครืดดดดด เสียงมือถือสั่นระงมห้อง ร่างกายกำยำยังคงนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งไม่ขยับเผยแผ่นหลังกว้างให้กระทบความเย็นภายในห้อง แต่คนที่โทรหาก็ไม่ยอมแพ้ กระหน่ำโทรจน ‘โจเอล’ ต้องงัวเงียยื่นมือไปหยิบมือถือมาถือไว้ เขาหรี่ตามองชื่อบนหน้าจอมือถือก่อนจะกดรับและหลับตาลง
“มีอะไรคะโชอา นี่มันเพิ่งหกโมงนะ” เสียงงัวเงียปนหงุดหงิดนิดหน่อยพูดกรอกสายโทรศัพท์ที่ถืออยู่ทั้งที่ยังหลับตา
(พี่โจเอล ฮึก..คุณพ่อ ฮึก) เสียงสะอื้นของน้องสาวเพียงคนเดียวทำให้ชายหนุ่มตาสว่างทันที เขายันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
“คุณพ่อทำไมโชอา” โจเอลถามย้ำ เพราะน้องสาวเอาแต่สะอื้นร้องไห้
(คุณพ่อกับคุณแม่ทะเลาะกันอีกแล้ว ฮึก) เสียงสะอื้นยังคงดังต่อเนื่อง
“ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวเหนื่อยก็หยุดกันเอง” พี่ชายปรับโทนเสียงให้คนฟังใจเย็นลง พลางคิดว่าพ่อกับแม่ของเขาก็เป็นแบบนี้ตลอดทะเลาะกันแทบจะทุกครั้งที่เห็นหน้ากัน
(คราวนี้คุณแม่ถึงขั้นขอหย่าเลยนะคะ)
“....”
(เพราะนังเปียคนเดียว มันจะมาแย่งคุณพ่อไปจากโชอา) เสียงน้องสาวตัวน้อยของเขาพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นโทษคนชื่อเปีย จนเขาต้องขมวดคิ้วแน่น
“โชอาไม่พูดคำหยาบนะคะ” โจเอลดุน้องสาวไม่จริงจังนักเพราะน้องสาวก็กำลังเสียใจอยู่ไม่อยากทำให้เธอรู้สึกไร้ที่พึ่ง
(ก็โชอาเกลียดจริง ๆ หนิ มันทำให้คุณพ่อคุณแม่ทะเลาะกัน โชอาเกลียดมัน!!) เสียงสะอื้นเริ่มหายไป เปลี่ยนมาเป็นเสียงพูดที่ดังขึ้นตามอารมณ์โกรธ
“เดี๋ยวพี่จะกลับไปจัดการเอง โชอาไม่ต้องห่วงนะ” โจเอลคิดหนัก ปกติแล้วเขาไม่ชอบยุ่งเรื่องของพ่อกับแม่หรอกนะ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อน้องสาวของเขาที่อยู่ในวัยกำลังโตไม่อยากให้มีอะไรมากระทบจิตใจ เขารู้สึกผิดมากอยู่แล้วที่ปล่อยน้องสาวไว้แบบนั้น
(รีบกลับมาจัดการนังนั่นเลยค่ะ ฆ่าให้ตายเลยยิ่งดี)
“โชอา..” โจเอลได้แต่ลอบถอนหายใจกับคำพูดที่ดูจะเกินตัวคนพูดไปเยอะ
(งั้นพี่โจเอลนอนเถอะค่ะ โชไม่กวนแล้ว)
“รู้ด้วยเหรอว่ากวน” โจเอลแกล้งเอ่ยกวน เพราะดูเหมือนน้องสาวจะเย็นลงแล้วหลังจากที่โทรมาโวยวายเขาแต่เช้า
(รู้สิ!) ปลายสายทำเสียงกระเง้ากระงอดเรียกรอยยิ้มบาง ๆ ให้พี่ชาย
“ฮ่า ๆ โอเค ๆ “ โจเอลหัวเราะร่วนให้กับน้องสาว
(กลับไปนอนต่อเถอะค่ะ ฝันดีนะ) โชอาพูดจบก็กดตัดสายทันที
“เด็ดแค่ไหน ถึงกล้ามาเป็นเมียน้อยพ่อฉัน” ชายหนุ่มวัยกลางคนเสยผมขึ้นก่อนจะกลับไปล้มตัวลงนอนต่อ ในหัวมีแต่เด็กที่ชื่อเปียติดอยู่ในหัวจนเขาหลับไป