บทที่ 14 - แสงฤดูหนาวในดวงตาเก่า

1747 คำ
บทที่ 14 — แสงฤดูหนาวในดวงตาเก่า แสงแดดยามเช้าสาดทอผ่านม่านหน้าต่างเรือนรอง บางเบาเช่นทุกวัน แต่ความอบอุ่นของมันกลับช่วยบรรเทาความเย็นเฉียบของลมหนาวในเดือนสิบเอ็ดได้บ้าง แม้ฤดูหนาวเพิ่งเริ่ม แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งรอดชีวิตมาไม่นาน... ความเย็นของอากาศภายนอกก็ยังนับว่าโหดร้ายอยู่ไม่น้อย ในห้องนอนของเรือนรอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของเสี่ยวจีนดังขึ้นตามด้วยเสียงผ้าม่านเลื่อนออกอย่างนุ่มนวล “แสงเช้าวันนี้ดีเจ้าค่ะคุณหนู ลมไม่แรงนัก แต่หมอหลวงยังสั่งไว้ว่าอย่าให้ถูกลมเย็นโดยตรงนะเจ้าคะ” นางพูดพลางเดินเข้าไปเตรียมน้ำอุ่นและวางถาดยาลงข้างเตียง ข้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น จ้องมองเพดานไม้เหนือศีรษะอย่างเงียบงัน วันนี้... ข้ายังอยู่ที่นี่ ในร่างนี้ ในชีวิตใหม่นี้ “ยาของวันนี้เหมือนเดิมนะเจ้าคะ ขมหน่อย แต่บ่าวใส่น้ำผึ้งตามคำสั่งหมอหลวงแล้ว” เสี่ยวจีนยกถ้วยยาให้พร้อมรอยยิ้ม “อืม… ขอบใจ” เสียงข้าเบาแต่มั่นคงกว่าก่อนมาก น้ำเสียงไม่สั่น ไม่ติดขัดอีกต่อไป — ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นหัวใจด้วย ข้ารับถ้วยมายกขึ้นจิบอย่างไม่รังเกียจ ความขมของยาหลายเดือนที่ผ่านมา ข้าย่อมคุ้นชินยิ่งกว่ายามใด — ไม่ใช่เพราะมันเบาลง หากแต่เพราะใจข้าเริ่มแข็งพอจะไม่เบือนหน้าหนีอีกต่อไป หลังดื่มยา ข้าถูกประคองลุกขึ้น เสี่ยวซิ่งเข้ามาแต่งตัวให้ด้วยมือเบา วันนี้มีเรียนกับอาจารย์ที่ฮูหยินเหวินฮวาเป็นผู้จัดหา เสี่ยวจีนจัดเตรียมกระดาษ หมึก พู่กัน และผ้าคลุมไหล่สำหรับกันลมไว้เรียบร้อย เสียงฝีเท้าบ่าวในลานเรือนเริ่มขวักไขว่ขึ้น แต่ไม่ใช่เสียงฝีเท้าเท่านั้นที่ดังขึ้น หากยังมีเสียงกระซิบกระซาบที่เบาไม่พอจะผ่านหูข้าไปได้ “คุณหนูรองของเราต้องเป็นเซียนมาเกิดแน่ ๆ เจ้าไม่ว่าเหรอ…” “ยังไม่ถึงปีเลย จากคนที่ลืมตายังไม่ได้ ตอนนี้เขียนอักษรได้ พูดชัดเจน แถมดีดพิณยังไพเราะนัก!” “ข้าขนลุกเลยตอนครูสอนแล้วนางทำได้ทันที เหมือนเคยเรียนมาก่อน!” “แม่ข้าบอกว่าเรือนในเริ่มพูดกันแล้วว่า คุณหนูรองน่าจะมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่” เสียงบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งผ่านไปทางหน้าต่าง ข้าฟังพลางกลอกตาเล็กน้อย “พรสวรรค์” หรือ… ความทรงจำเก่ากันแน่ --- ในห้องเรียนเล็กหลังเรือนรอง ข้านั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เรียบ เสี่ยวซิ่งนั่งด้านข้างเงียบ ๆ ครูสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งจัดกระดาษที่มีเส้นเรียงแบบให้ พร้อมพู่กันด้ามเรียววางเคียง “วันนี้เราจะเริ่มฝึกเขียนอักษรเบื้องต้นกันนะเจ้าคะคุณหนูรอง” “ลองวาดตามเส้นนี้ก่อน ไม่ต้องเกร็งมือ” ข้าพยักหน้าเบา ๆ หยิบพู่กันขึ้นระวังปลาย ในความเงียบ... เสียงหนึ่งกลับดังแทรกเข้ามาในห้วงคิด — เสียงที่คุ้นเคยแต่ห่างไกลนัก > “นิ้วโป้งกดเบา ๆ ตรงนี้... อย่าเกร็งข้อมือ ใช้แรงจากหัวไหล่ จิตต้องนิ่งก่อนหมึกจะนิ่ง…” ข้าขยับมือ วาดตามรอยเส้นอย่างใจเย็น ปลายพู่กันมั่นคงกว่าที่นึกไว้ แม้ยังมีสั่นอยู่บ้างจากร่างกายที่ฟื้นไม่เต็มร้อย แต่ข้า ‘รู้’ ว่าควรขยับอย่างไร “คุณหนู…” เสียงอาจารย์ดังขึ้นเบา ๆ “นี่ท่านเคยเรียนมาก่อนหรือเจ้าคะ?” ข้าสบตานาง ยิ้มบาง “ข้าเคยเห็นท่านพ่อจับมือข้าเขียนเมื่อตอนเล็ก ๆ …” พูดเพียงเท่านั้น แล้วก็ก้มลงเขียนต่อ มิได้บอกว่าท่านพ่อที่ข้าหมายถึง... ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในจวนนี้ ช่วงบ่าย ข้าเปลี่ยนห้องเรียนไปยังห้องพิณ พิณเจ็ดสายวางอยู่บนขาตั้งกลางห้อง ครูอีกคนที่แม่เชิญมาเตรียมบรรยายโครงสร้างและจังหวะพื้นฐาน ข้าแตะปลายนิ้วลงบนสาย — ความเย็นของไม้ ความตึงของสาย ความเงียบที่ตามมา ทั้งหมด…เหมือนคืนกลับมาในห้วงคำนึง และแน่นอน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีก > “สายที่สอง… เรียกว่าเซียง อย่าดีดให้ดังเป็นลม ต้องดีดให้ใสเหมือนหยดน้ำ…” ข้ายกนิ้วดีดสายพิณเบา ๆ เสียงที่ออกมาใสกังวานเกินกว่าครูจะคาด “คุณหนู… ท่านเคยเรียนมาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความงุนงง ข้าพยักหน้าช้า ๆ “ตอนเด็ก ๆ เคยได้ยินท่านพ่อดีดให้ฟัง… จังหวะบางอย่างยังจำได้อยู่” ครูถึงกับนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เสี่ยวซิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยิ้มกว้าง ภูมิใจแทนนาง --- ช่วงเย็นวันหนึ่ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นเร่งร้อนวิ่งมาทางเรือนรอง เสี่ยวจีนวิ่งนำเข้ามาอย่างตื่นเต้น “คุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!” ไม่ทันที่ข้าจะตอบ พี่ชายของข้าก็เปิดประตูเข้ามาเอง รอยยิ้มของเขากว้างเต็มใบหน้า “อวิ๋นเอ๋อร์!” ข้าหันไปสบตาเขา ยิ้มเบา ๆ พลางพยักหน้า “ท่านพี่… เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ?” “ไม่เลย! ข้าคิดถึงเจ้าจะแย่ ข้ากลับมาคราวนี้เห็นเจ้าพูดคล่อง เดินได้มั่น ดูสิ…” เขาจับมือข้าขึ้นเบา ๆ “มือนี้… เคยเย็นซีดจนจับอะไรไม่อยู่ ตอนนี้กลับอบอุ่นแล้ว!” “ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ” ข้าตอบเสียงนิ่ง แต่หัวใจอบอุ่นนัก “ดวงตาเจ้าก็เปลี่ยนไปนะ รู้ไหม?” “แต่ก่อนเจ้ามักมองพื้นหรือมองผ่านข้า แต่ตอนนี้เจ้ามองตรง…เหมือนเห็นข้าเต็ม ๆ ข้า… ดีใจจริง ๆ” ข้ายิ้มตอบเบา ๆ “ข้าก็รู้สึกว่า… กลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้จริง ๆ แล้ว” หลังหยอกน้องอยู่พักหนึ่ง พี่ชายก็นั่งเอนตัวลงกับพนักพิง จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมาอีก “เจ้าไม่รู้หรอกใช่ไหม?” เขาลดเสียงลงนิด “แม่ทัพเซียวกลับจากภูเขาเจียงหลิงแล้วนะ!” ข้ายังไม่ตอบอะไรทันที แววตาเพียงมองออกนอกหน้าต่าง เงียบเชียบ พี่ชายยังไม่หยุด “ข้าเลื่อมใสในตัวเขายิ่งนักเลยนะอวิ๋นเอ๋อร์! ข้าติดตามเรื่องของเขาตั้งแต่ข้ายังไม่ออกจากบ้านเสียอีก” “ครานี้เขาพาคนไปเพียงหยิบมือเดียว แต่สามารถปราบโจรภูเขาที่หลบหนีราชสำนักมาเกือบสามปีได้หมด!” เขาหัวเราะอย่างตื่นเต้น “ข้าว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ นะ!” ข้ายกถ้วยน้ำชาจิบช้า ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ “เจ้าไม่สนใจเลยหรือ?” พี่ชายถามเมื่อเห็นข้าเงียบ ข้าหันกลับไปมองเขา ยิ้มน้อย ๆ “ข้าได้ยินชื่อเขาทุกครั้งที่ท่านพี่กลับบ้าน… ข้าเริ่มจำเสียงท่านพี่เล่าได้ขึ้นใจแล้วด้วยซ้ำ” “ฮ่า ๆ ๆ!” เขาหัวเราะเสียงดัง “ก็ข้าเลื่อมใสเขานี่นา! ข้าว่าเขาเป็นบุรุษที่ข้านับถือที่สุดแล้วก็ว่าได้!” “แล้วข้าล่ะ?” ข้าเอียงคอถามเสียงเบา ตาเป็นประกายล้อ ๆ พี่ชายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบทันที “เจ้าก็เป็นคนที่ข้ารักที่สุดในบ้าน! ไม่มีใครมาแทนได้หรอก!” --- พอตกค่ำ ข้าออกไปฝึกเดินรอบลานเรือน เสี่ยวจีนประคองแต่ไม่จับตลอด — ข้าเดินเองได้เกือบหมดแล้ว แม้ยังมีเหนื่อยบ้างเมื่อครบสองรอบลาน แต่ก็ไกลเกินกว่าที่ใครเคยหวังไว้เมื่อต้นปี “วันนี้เดินได้ดีกว่าเมื่อวานอีกนะเจ้าคะ” เสี่ยวจีนชม “อืม… ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น” ข้าตอบเบา ๆ มือหนึ่งจับราวไม้ อีกมือลูบผ้าคลุมไหล่เบา ๆ “หมอหลวงบอกว่า ถ้ากินยาต่อเนื่องอีกสักเดือน สายลมหนาวปลายปีคงทำร้ายคุณหนูไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวซิ่งพูดขณะถือกระติกน้ำอุ่นตามหลัง “นั่นก็เพราะข้าอดทนกินยาขมทุกเช้า” ข้าตอบเรียบ ๆ แต่ริมปากมีรอยยิ้มจาง --- เช้าวันหนึ่งในปลายเดือน ลมหนาวเย็นลงกว่าเดิมเล็กน้อย แสงแดดอ่อน ๆ พาดผ่านระเบียงหน้าห้องเรียนเย็บผ้า ข้านั่งอยู่ตรงเบาะ ท่ามกลางผ้าสีอ่อน ด้ายไหม และเข็มหลายเล่มที่เรียงไว้อย่างมีระเบียบ เส้นด้ายในมือข้าถูกสอดผ่านหูเข็มอย่างไม่ยากนัก ข้าก้มลงมองปลายเข็มแล้วเริ่มขยับมืออย่างช้า ๆ ราวกับ...มือข้าจำท่าทางนี้ได้เอง “คุณหนูรองจับเข็มคล่องมือมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวซิ่งชมอย่างแปลกใจ ข้าชะงักนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่รู้เหมือนกัน… แค่รู้สึกว่าข้าเคยทำมาก่อน” ข้าก้มลงปักเส้นไหมต่ออย่างตั้งใจ ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ในใจกลับดังเสียงหนึ่งขึ้นอย่างแผ่วเบา > แม่เคยจับมือข้าเย็บผ้าอย่างนี้... แม้จะเป็นเพียงผ้าหยาบเส้นใหญ่ ก็ยังตั้งใจสอนทีละฝีเข็ม แม้กาลเวลาจะพัดพาแม่จากไปในชาติหนึ่ง แต่ฝีเข็มของนางกลับทิ้งร่องรอยไว้ในปลายนิ้วข้า จนแม้จะอยู่ในร่างใหม่... ก็ยังจำความอบอุ่นนั้นได้ชัดเจน --- เมื่อเย็นลง บ่าวไพร่ในเรือนรองเริ่มกระซิบกันอีกครั้งขณะพับผ้า เก็บกระด้ง หรือกวาดลาน “คุณหนูรองนอกจากจะพูดชัด เดินได้ แล้วยังเย็บผ้า เล่นพิณ เขียนอักษรได้อีก…” “ข้าว่าถ้าใครมาเห็นคุณหนูรองตอนนี้ จะไม่มีใครเชื่อเลยว่าเคยนอนติดเตียงมาก่อน…” ข้าไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เพียงนั่งเงียบอยู่หลังม่านบาง สายตาจ้องมองต้นเหมยนอกหน้าต่างที่กำลังผลิใบเขียวบนกิ่งเปลือย โลกนี้เริ่มเห็นข้าอีกครั้ง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าข้าคือใครกันแน่... หากวันหนึ่งเรื่องของข้าเล็ดรอดออกไปนอกจวนจริง — ข้าก็จะยืนอยู่ตรงนั้น ในฐานะ “ตัวข้า” ไม่ใช่เงาของใคร ไม่ใช่เพียงแค่คุณหนูรอง… ไม่ใช่เพียงแค่เด็กที่เคยฟื้นจากความตาย แต่คือข้าที่กลับมา พร้อมดวงตาคู่เดิมในฤดูใหม่ ใต้แสงฤดูหนาวที่ไม่มีวันลบอดีตได้ แต่จะไม่ยอมให้อดีตลบข้าอีกเป็นครั้งที่สอง ---
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม