บทที่ 14 — แสงฤดูหนาวในดวงตาเก่า
แสงแดดยามเช้าสาดทอผ่านม่านหน้าต่างเรือนรอง บางเบาเช่นทุกวัน แต่ความอบอุ่นของมันกลับช่วยบรรเทาความเย็นเฉียบของลมหนาวในเดือนสิบเอ็ดได้บ้าง
แม้ฤดูหนาวเพิ่งเริ่ม แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งรอดชีวิตมาไม่นาน... ความเย็นของอากาศภายนอกก็ยังนับว่าโหดร้ายอยู่ไม่น้อย
ในห้องนอนของเรือนรอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของเสี่ยวจีนดังขึ้นตามด้วยเสียงผ้าม่านเลื่อนออกอย่างนุ่มนวล
“แสงเช้าวันนี้ดีเจ้าค่ะคุณหนู ลมไม่แรงนัก แต่หมอหลวงยังสั่งไว้ว่าอย่าให้ถูกลมเย็นโดยตรงนะเจ้าคะ”
นางพูดพลางเดินเข้าไปเตรียมน้ำอุ่นและวางถาดยาลงข้างเตียง
ข้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น จ้องมองเพดานไม้เหนือศีรษะอย่างเงียบงัน
วันนี้... ข้ายังอยู่ที่นี่
ในร่างนี้
ในชีวิตใหม่นี้
“ยาของวันนี้เหมือนเดิมนะเจ้าคะ ขมหน่อย แต่บ่าวใส่น้ำผึ้งตามคำสั่งหมอหลวงแล้ว” เสี่ยวจีนยกถ้วยยาให้พร้อมรอยยิ้ม
“อืม… ขอบใจ”
เสียงข้าเบาแต่มั่นคงกว่าก่อนมาก
น้ำเสียงไม่สั่น ไม่ติดขัดอีกต่อไป — ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นหัวใจด้วย
ข้ารับถ้วยมายกขึ้นจิบอย่างไม่รังเกียจ
ความขมของยาหลายเดือนที่ผ่านมา ข้าย่อมคุ้นชินยิ่งกว่ายามใด — ไม่ใช่เพราะมันเบาลง หากแต่เพราะใจข้าเริ่มแข็งพอจะไม่เบือนหน้าหนีอีกต่อไป
หลังดื่มยา ข้าถูกประคองลุกขึ้น เสี่ยวซิ่งเข้ามาแต่งตัวให้ด้วยมือเบา วันนี้มีเรียนกับอาจารย์ที่ฮูหยินเหวินฮวาเป็นผู้จัดหา
เสี่ยวจีนจัดเตรียมกระดาษ หมึก พู่กัน และผ้าคลุมไหล่สำหรับกันลมไว้เรียบร้อย
เสียงฝีเท้าบ่าวในลานเรือนเริ่มขวักไขว่ขึ้น
แต่ไม่ใช่เสียงฝีเท้าเท่านั้นที่ดังขึ้น หากยังมีเสียงกระซิบกระซาบที่เบาไม่พอจะผ่านหูข้าไปได้
“คุณหนูรองของเราต้องเป็นเซียนมาเกิดแน่ ๆ เจ้าไม่ว่าเหรอ…”
“ยังไม่ถึงปีเลย จากคนที่ลืมตายังไม่ได้ ตอนนี้เขียนอักษรได้ พูดชัดเจน แถมดีดพิณยังไพเราะนัก!”
“ข้าขนลุกเลยตอนครูสอนแล้วนางทำได้ทันที เหมือนเคยเรียนมาก่อน!”
“แม่ข้าบอกว่าเรือนในเริ่มพูดกันแล้วว่า คุณหนูรองน่าจะมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่”
เสียงบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งผ่านไปทางหน้าต่าง ข้าฟังพลางกลอกตาเล็กน้อย
“พรสวรรค์” หรือ… ความทรงจำเก่ากันแน่
---
ในห้องเรียนเล็กหลังเรือนรอง ข้านั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เรียบ เสี่ยวซิ่งนั่งด้านข้างเงียบ ๆ ครูสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งจัดกระดาษที่มีเส้นเรียงแบบให้ พร้อมพู่กันด้ามเรียววางเคียง
“วันนี้เราจะเริ่มฝึกเขียนอักษรเบื้องต้นกันนะเจ้าคะคุณหนูรอง”
“ลองวาดตามเส้นนี้ก่อน ไม่ต้องเกร็งมือ”
ข้าพยักหน้าเบา ๆ หยิบพู่กันขึ้นระวังปลาย
ในความเงียบ... เสียงหนึ่งกลับดังแทรกเข้ามาในห้วงคิด — เสียงที่คุ้นเคยแต่ห่างไกลนัก
> “นิ้วโป้งกดเบา ๆ ตรงนี้... อย่าเกร็งข้อมือ
ใช้แรงจากหัวไหล่ จิตต้องนิ่งก่อนหมึกจะนิ่ง…”
ข้าขยับมือ วาดตามรอยเส้นอย่างใจเย็น
ปลายพู่กันมั่นคงกว่าที่นึกไว้ แม้ยังมีสั่นอยู่บ้างจากร่างกายที่ฟื้นไม่เต็มร้อย แต่ข้า ‘รู้’ ว่าควรขยับอย่างไร
“คุณหนู…” เสียงอาจารย์ดังขึ้นเบา ๆ “นี่ท่านเคยเรียนมาก่อนหรือเจ้าคะ?”
ข้าสบตานาง ยิ้มบาง
“ข้าเคยเห็นท่านพ่อจับมือข้าเขียนเมื่อตอนเล็ก ๆ …”
พูดเพียงเท่านั้น แล้วก็ก้มลงเขียนต่อ
มิได้บอกว่าท่านพ่อที่ข้าหมายถึง... ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในจวนนี้
ช่วงบ่าย ข้าเปลี่ยนห้องเรียนไปยังห้องพิณ
พิณเจ็ดสายวางอยู่บนขาตั้งกลางห้อง ครูอีกคนที่แม่เชิญมาเตรียมบรรยายโครงสร้างและจังหวะพื้นฐาน
ข้าแตะปลายนิ้วลงบนสาย — ความเย็นของไม้ ความตึงของสาย ความเงียบที่ตามมา
ทั้งหมด…เหมือนคืนกลับมาในห้วงคำนึง
และแน่นอน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีก
> “สายที่สอง… เรียกว่าเซียง
อย่าดีดให้ดังเป็นลม ต้องดีดให้ใสเหมือนหยดน้ำ…”
ข้ายกนิ้วดีดสายพิณเบา ๆ
เสียงที่ออกมาใสกังวานเกินกว่าครูจะคาด
“คุณหนู… ท่านเคยเรียนมาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความงุนงง
ข้าพยักหน้าช้า ๆ
“ตอนเด็ก ๆ เคยได้ยินท่านพ่อดีดให้ฟัง… จังหวะบางอย่างยังจำได้อยู่”
ครูถึงกับนิ่งไปอึดใจหนึ่ง
เสี่ยวซิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยิ้มกว้าง ภูมิใจแทนนาง
---
ช่วงเย็นวันหนึ่ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นเร่งร้อนวิ่งมาทางเรือนรอง
เสี่ยวจีนวิ่งนำเข้ามาอย่างตื่นเต้น
“คุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
ไม่ทันที่ข้าจะตอบ พี่ชายของข้าก็เปิดประตูเข้ามาเอง รอยยิ้มของเขากว้างเต็มใบหน้า
“อวิ๋นเอ๋อร์!”
ข้าหันไปสบตาเขา ยิ้มเบา ๆ พลางพยักหน้า
“ท่านพี่… เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่เลย! ข้าคิดถึงเจ้าจะแย่ ข้ากลับมาคราวนี้เห็นเจ้าพูดคล่อง เดินได้มั่น ดูสิ…”
เขาจับมือข้าขึ้นเบา ๆ “มือนี้… เคยเย็นซีดจนจับอะไรไม่อยู่ ตอนนี้กลับอบอุ่นแล้ว!”
“ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ” ข้าตอบเสียงนิ่ง แต่หัวใจอบอุ่นนัก
“ดวงตาเจ้าก็เปลี่ยนไปนะ รู้ไหม?”
“แต่ก่อนเจ้ามักมองพื้นหรือมองผ่านข้า แต่ตอนนี้เจ้ามองตรง…เหมือนเห็นข้าเต็ม ๆ ข้า… ดีใจจริง ๆ”
ข้ายิ้มตอบเบา ๆ
“ข้าก็รู้สึกว่า… กลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้จริง ๆ แล้ว”
หลังหยอกน้องอยู่พักหนึ่ง พี่ชายก็นั่งเอนตัวลงกับพนักพิง จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมาอีก
“เจ้าไม่รู้หรอกใช่ไหม?” เขาลดเสียงลงนิด “แม่ทัพเซียวกลับจากภูเขาเจียงหลิงแล้วนะ!”
ข้ายังไม่ตอบอะไรทันที แววตาเพียงมองออกนอกหน้าต่าง เงียบเชียบ
พี่ชายยังไม่หยุด
“ข้าเลื่อมใสในตัวเขายิ่งนักเลยนะอวิ๋นเอ๋อร์! ข้าติดตามเรื่องของเขาตั้งแต่ข้ายังไม่ออกจากบ้านเสียอีก”
“ครานี้เขาพาคนไปเพียงหยิบมือเดียว แต่สามารถปราบโจรภูเขาที่หลบหนีราชสำนักมาเกือบสามปีได้หมด!”
เขาหัวเราะอย่างตื่นเต้น “ข้าว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ นะ!”
ข้ายกถ้วยน้ำชาจิบช้า ๆ ไม่พูดอะไรสักคำ
“เจ้าไม่สนใจเลยหรือ?” พี่ชายถามเมื่อเห็นข้าเงียบ
ข้าหันกลับไปมองเขา ยิ้มน้อย ๆ
“ข้าได้ยินชื่อเขาทุกครั้งที่ท่านพี่กลับบ้าน… ข้าเริ่มจำเสียงท่านพี่เล่าได้ขึ้นใจแล้วด้วยซ้ำ”
“ฮ่า ๆ ๆ!” เขาหัวเราะเสียงดัง
“ก็ข้าเลื่อมใสเขานี่นา! ข้าว่าเขาเป็นบุรุษที่ข้านับถือที่สุดแล้วก็ว่าได้!”
“แล้วข้าล่ะ?” ข้าเอียงคอถามเสียงเบา ตาเป็นประกายล้อ ๆ
พี่ชายชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะตอบทันที “เจ้าก็เป็นคนที่ข้ารักที่สุดในบ้าน! ไม่มีใครมาแทนได้หรอก!”
---
พอตกค่ำ ข้าออกไปฝึกเดินรอบลานเรือน
เสี่ยวจีนประคองแต่ไม่จับตลอด — ข้าเดินเองได้เกือบหมดแล้ว
แม้ยังมีเหนื่อยบ้างเมื่อครบสองรอบลาน แต่ก็ไกลเกินกว่าที่ใครเคยหวังไว้เมื่อต้นปี
“วันนี้เดินได้ดีกว่าเมื่อวานอีกนะเจ้าคะ” เสี่ยวจีนชม
“อืม… ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น” ข้าตอบเบา ๆ
มือหนึ่งจับราวไม้ อีกมือลูบผ้าคลุมไหล่เบา ๆ
“หมอหลวงบอกว่า ถ้ากินยาต่อเนื่องอีกสักเดือน สายลมหนาวปลายปีคงทำร้ายคุณหนูไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวซิ่งพูดขณะถือกระติกน้ำอุ่นตามหลัง
“นั่นก็เพราะข้าอดทนกินยาขมทุกเช้า” ข้าตอบเรียบ ๆ แต่ริมปากมีรอยยิ้มจาง
---
เช้าวันหนึ่งในปลายเดือน ลมหนาวเย็นลงกว่าเดิมเล็กน้อย แสงแดดอ่อน ๆ พาดผ่านระเบียงหน้าห้องเรียนเย็บผ้า ข้านั่งอยู่ตรงเบาะ ท่ามกลางผ้าสีอ่อน ด้ายไหม และเข็มหลายเล่มที่เรียงไว้อย่างมีระเบียบ
เส้นด้ายในมือข้าถูกสอดผ่านหูเข็มอย่างไม่ยากนัก
ข้าก้มลงมองปลายเข็มแล้วเริ่มขยับมืออย่างช้า ๆ
ราวกับ...มือข้าจำท่าทางนี้ได้เอง
“คุณหนูรองจับเข็มคล่องมือมากเจ้าค่ะ” เสี่ยวซิ่งชมอย่างแปลกใจ
ข้าชะงักนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“ไม่รู้เหมือนกัน… แค่รู้สึกว่าข้าเคยทำมาก่อน”
ข้าก้มลงปักเส้นไหมต่ออย่างตั้งใจ ไม่ได้พูดอะไรอีก
แต่ในใจกลับดังเสียงหนึ่งขึ้นอย่างแผ่วเบา
> แม่เคยจับมือข้าเย็บผ้าอย่างนี้... แม้จะเป็นเพียงผ้าหยาบเส้นใหญ่ ก็ยังตั้งใจสอนทีละฝีเข็ม
แม้กาลเวลาจะพัดพาแม่จากไปในชาติหนึ่ง
แต่ฝีเข็มของนางกลับทิ้งร่องรอยไว้ในปลายนิ้วข้า
จนแม้จะอยู่ในร่างใหม่... ก็ยังจำความอบอุ่นนั้นได้ชัดเจน
---
เมื่อเย็นลง บ่าวไพร่ในเรือนรองเริ่มกระซิบกันอีกครั้งขณะพับผ้า เก็บกระด้ง หรือกวาดลาน
“คุณหนูรองนอกจากจะพูดชัด เดินได้ แล้วยังเย็บผ้า เล่นพิณ เขียนอักษรได้อีก…”
“ข้าว่าถ้าใครมาเห็นคุณหนูรองตอนนี้ จะไม่มีใครเชื่อเลยว่าเคยนอนติดเตียงมาก่อน…”
ข้าไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น
เพียงนั่งเงียบอยู่หลังม่านบาง
สายตาจ้องมองต้นเหมยนอกหน้าต่างที่กำลังผลิใบเขียวบนกิ่งเปลือย
โลกนี้เริ่มเห็นข้าอีกครั้ง
แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าข้าคือใครกันแน่...
หากวันหนึ่งเรื่องของข้าเล็ดรอดออกไปนอกจวนจริง — ข้าก็จะยืนอยู่ตรงนั้น
ในฐานะ “ตัวข้า”
ไม่ใช่เงาของใคร
ไม่ใช่เพียงแค่คุณหนูรอง…
ไม่ใช่เพียงแค่เด็กที่เคยฟื้นจากความตาย
แต่คือข้าที่กลับมา
พร้อมดวงตาคู่เดิมในฤดูใหม่
ใต้แสงฤดูหนาวที่ไม่มีวันลบอดีตได้
แต่จะไม่ยอมให้อดีตลบข้าอีกเป็นครั้งที่สอง
---