บทที่ 15 - เงาเผาในควันจาง

2329 คำ
บทที่ 15 — เงาเผาในควันจาง (ต้นเดือนสิบสอง) ต้นเดือนสิบสองเริ่มต้นด้วยลมหนาวที่แรงกว่าปีก่อน อากาศยามเช้าหนาวจัดจนเสี่ยวจีนต้องก่อเตาถ่านตั้งแต่ยังไม่สว่าง ผ้าคลุมไหล่ของข้าหนาเพิ่มขึ้นอีกชั้น แต่กลิ่นลมหายใจของฤดู...ยังเป็นกลิ่นเดิม กลิ่นไม้แห้งในลม กลิ่นน้ำค้าง และกลิ่นดินเย็น ๆ ที่ซึมขึ้นจากพื้นเรือน ต้นเหมยหน้าต่างผลัดใบหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ที่ปลายกิ่งกลับเริ่มมีตาเล็ก ๆ ผลุดขึ้น — แฝงอยู่ภายใต้เงาแข็งกร้าวของฤดูหนาว กลีบดอกยังไม่ผลิ แต่ข้ารู้...ว่ามันยังไม่ตาย เหมือนหัวใจของข้า ที่แม้จะผ่านลมหายใจสุดท้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังเต้นอยู่เงียบ ๆ ใต้ผิวหนังที่เย็นเฉียบนี้ เสียงฝีเท้าบ่าวเรือนรองดังอยู่ห่าง ๆ ใครบางคนกำลังกางกระด้งตากของบนลานหลัง กลิ่นแสงแดดจาง ๆ ยามสายลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งที่เพิ่งวางลงบนผ้า ข้าเอนกายพิงพนักเบาะ รอเสี่ยวจีนต้มยา นิ้วเรียวของข้าไม่ซีดขาวอีกแล้ว ถึงจะยังไม่อุ่นจัดนัก...แต่ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เย็นราวน้ำแข็ง ประตูเลื่อนเบา ๆ เสี่ยวซิ่งเดินเข้ามาพร้อมผ้าคลุมไหล่และถาดยา “ลมเช้านี้แรงนักเจ้าค่ะคุณหนู พอแดดขึ้นจะดีขึ้นหน่อย” ข้ารับถ้วยยาจากมือของนาง ไอน้ำบางเบาลอยขึ้นจากขอบถ้วย...แต่กลิ่นนั้นคุ้นเกินไป ขม แต่ไม่ขมเท่าเดิม อาจเพราะใจที่เปลี่ยน “อีกไม่นานคุณหนูคงไม่ต้องกินยาทุกเช้าแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเสี่ยวซิ่งเบา “หมอหลวงบอกว่าร่างกายคุณหนูดีขึ้นมาก” “อืม...” ข้าตอบเพียงสั้น ๆ เสียงของข้ากลับมามั่นคงแล้ว พูดได้เกือบทุกคำโดยไม่ขาดช่วง แค่ยังไม่ดัง ยังไม่กลมกลืน...เหมือนดอกเหมยที่ยังไม่ผลิบาน ข้าดื่มยาจนหมดถ้วย แล้วผินหน้าออกไปยังลานหลัง แดดเริ่มแรงขึ้นนิดหน่อย แต่ลมก็ยังเย็นเฉือนผิว เสี่ยวจีนกับเสี่ยวซิ่งคอยประคองข้าเดินช้า ๆ ตามทางเดินไม้ใต้ชายคา วันนี้ ข้าอยากออกมายืดเส้นยืดสายมากกว่าทุกวัน เสียงบ่าวเรือนในกำลังกางกระด้งตากสมุนไพรอยู่ที่มุมหนึ่งของลาน ผ้าเนื้อบางปูทับด้วยรากไม้ ใบไม้แห้ง และเปลือกสมุนไพรหลากชนิด ข้าหยุดชะงัก สายตาเผลอจับจ้องไปยังรากแห้งสีเข้ม ๆ ที่ปนอยู่ตรงมุมหนึ่งของกระด้ง มันไม่เหมือนรากชนิดอื่น — ลักษณะเป็นเส้น ๆ แตกปลาย สีออกดำเทา ข้าเอื้อมมือไปแตะมันเบา ๆ ปลายนิ้วรู้สึกได้ถึงความกรอบของเส้นใย และ...กลิ่นบางอย่างที่ติดนิ้วมา เพียงแค่แตะ... ทุกอย่างก็เงียบลง --- ภาพหนึ่งแทรกเข้ามา — โต๊ะยาไม้เก่า ฝุ่นในแสงแดด และเสียงผู้ชายแก่ ๆ คนหนึ่ง > “รากนี่น่ะเหรอ...” “ถ้าใช้ปลายตะเกียบใส่ในยาน้ำ ก็ช่วยดึงพิษออกจากคนที่เพ้อไม่ได้สติ” “แต่ถ้าเอาไปเผาทั้งกำมือในห้องปิด... เจ้าเตรียมวิ่งไล่จับคนที่ฝันทั้งที่ลืมตาอยู่เถอะ” “มันไม่ใช่แค่กลิ่น...มันลากเงาคนให้กลับไปหาอดีตด้วยต่างหาก” เสียงนั้นเป็นของอาหมอที่ข้าเคยช่วยถือหม้อยาในชาติที่แล้ว น้ำเสียงของเขายียวน แต่แววตาเคยจริงจัง --- ข้าชะงักมือลงทันที ถอนนิ้วออกจากกระด้งเหมือนเพิ่งแตะเถ้าถ่าน เสี่ยวจีนที่ยืนอยู่ข้างหลังมองตามแล้วถามเบา ๆ “คุณหนู...เหนื่อยหรือเจ้าคะ?” “จะให้บ่าวพากลับไปพักหรือไม่?” ข้าไม่ตอบทันที เพียงแต่มองปลายรากไม้นั้นที่ยังนิ่งอยู่ในแสงแดด แล้วพึมพำเบา ๆ ในใจ > ของพวกนี้...รักษาคนได้ หากใช้ด้วยใจเมตตา แต่ถ้าเผาเพื่อหวังผล มันก็อาจกลายเป็นควันที่พาใครสักคนไปเจอ “สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นอีกครั้ง” ---รากไม้สามสี่ชิ้นในกระด้งนั้นดูคล้ายกันจนน่าเวียนหัว หากเป็นใครอื่นก็คงคิดว่าเหมือนกันหมด แต่ข้า…แค่เห็นปลายรากบิดแตกไม่เท่ากัน ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน กลิ่นบางเบาจากเส้นใยไม้เริ่มแตะจมูก และภาพหนึ่ง...ก็หวนกลับมา --- บ้านหลังเล็กที่ปลูกอยู่ชายนอกจวน ม้านั่งไม้เตี้ย ๆ และหม้อยาบนเตาถ่านที่กรุ่นควันอยู่เสมอ ข้านั่งอยู่ข้างหมอนั่น — มือยังเล็ก แต่ตาไม่กะพริบ ในขณะที่ชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อข้างกัน ใบหน้ามีรอยย่น ร่างกายผอมแห้ง แต่เสียงแหบพร่ายาวไม่มีหยุด > “ดูดี ๆ เจ้าเด็กน้อย — รากนี่เรียกว่า หูเหยียนกวาน” “กลิ่นมันหอมกว่าเจ้าตัวนั้นใช่ไหม? อย่าเพิ่งดีใจล่ะ” “มันหอมก็จริง แต่ถ้าเผาในห้องแคบ ๆ คนอยู่ข้างในจะหัวเราะก่อน แล้วร้องไห้ตาม” “คนใช้มันจุดไล่แมลง ข้าก็เคยเห็น แต่ที่จริง...มันลากใจคนให้หลงฝันที่เขาไม่อยากเจออีก” “ข้าเผาได้ เพราะข้าเผาในลานกลางแจ้ง — แค่ปลายรากพอให้ควันพัดผ่านไล่แมลง” “แต่บางคน เอาไปเผาทั้งกำในห้องเงียบ ๆ...นั่นแหละที่เรียกว่าหายนะ” เขาวางรากนั้นลง หยิบอีกเส้นหนึ่งขึ้นมา แล้วยื่นให้ข้า > “ดมนี่สิ — กลิ่นฝาด ๆ นี่แหละ ‘ซานเหยียนหรู’ ยาต้มแก้พิษไข้ดีนัก” “ใช้แค่เสี้ยวราก ต้มรวมกับเปลือกชินจูแห้ง คนที่หลับยากจะค่อย ๆ ง่วงเอง” “แต่ถ้าใส่มากไป...ขนาดแก้วมังกรก็คงฝันถึงงูเผือกจนสะดุ้งตื่น” “มันทำให้เคลิบเคลิ้มจนลืมตาไม่ขึ้น ร้ายกว่าหลับเสียอีก เข้าใจไหม?” ข้าเงยหน้ามองเขา ไม่ได้พูดอะไร แต่จำทุกคำที่เขาพูด…แม้แต่ลมหายใจตอนที่เขาขยับมือ > “แล้วเจ้ารู้ไหมว่ารากพวกนี้ต่างกันยังไง?” “พวกที่หลอน — อย่างหูเหยียนกวาน — จะมีเส้นกลางแตกปลายข้างเดียว...เหมือนคนใจเอียง” “แต่ซานเหยียนหรู...เส้นจะตรง เรียบ เรียงแน่นเหมือนคนมีสติ” “ดูให้ชัด จำให้แม่น ไม่ใช่แค่กลิ่น ต้องรู้ด้วยตาว่ารากไหนเป็นยารักษา รากไหนเป็นดาบซ่อนพิษ” เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่กลายเป็นจริงจัง > “ของบางอย่าง...เผาได้ ถ้าเจ้ากล้าเผามันอย่างรู้ใจ” “ใช้ให้เป็น มันช่วยคนได้ ใช้ให้ผิด…มันหลอนคนให้ยอมตาย” ---ข้ายืนมองกระด้งตากรากอยู่พักหนึ่ง ปลายนิ้วแตะผ่านเส้นใยแข็งกรอบของรากนั้นอีกครั้ง กลิ่นจาง ๆ ติดปลายนิ้ว...แต่ข้ากลับวางมันลงเงียบ ๆ เสี่ยวซิ่งเดินเข้ามาใกล้ เอียงคอมองรากแปลกตาในกระด้ง “คุณหนูรู้จักสมุนไพรพวกนี้หรือเจ้าคะ?” เสียงของนางถามด้วยความสงสัยจริงจัง “ดูเหมือนกลิ่นมันจะไม่เหมือนอย่างอื่น…” ข้าส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนเอ่ยเบา ๆ > “ข้าก็ไม่รู้หรอก…แค่เห็นว่ามันแปลกตาดีเท่านั้นเอง” เสี่ยวซิ่งย่อตัวลงมองกระด้ง พลางหัวเราะเบา ๆ “งั้นจะให้พ่อบ้านหลิวเอาไปเผาไล่แมลงดีไหมเจ้าคะ? เห็นว่าควันมันไล่ยุงได้ดี ข้างครัวกำลังบ่นอยู่พอดีว่ามีแมลงบินเยอะ” ข้ายิ้มจาง ๆ ไม่ตอบ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าทางเดินไม้ของเรือนรองอย่างเงียบงัน --- (กลางเดือนสิบสอง — แสงแดดอุ่นบางของฤดูหนาว) อากาศกลางเดือนเย็นน้อยลงนิดหน่อย แต่ลมหายใจของข้ายังคงกลายเป็นไอลอยจางทุกครั้งที่เปล่งคำพูด วันนี้ไม่มีเสียงก่อเตาถ่านตอนรุ่งสาง มีเพียงกลิ่นขนมร้อน ๆ ที่ลอยมาตามลมจากครัวในเรือนใหญ่ เสี่ยวซิ่งบอกว่า วันนี้ท่านย่าให้คนทำขนมถั่วบดใส่ไส้งาดำ เพราะพี่สาวข้ากลับจากสำนักศึกษา และจะมาไหว้ท่านย่าในยามบ่าย ข้าพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เริ่มกลับคืนมา --- สายลมเย็นเฉื่อยพัดเข้ามาอีกครา ประตูเรือนรองเปิดออกเบา ๆ หลัวซูเหยาเดินเข้ามาช้า ๆ ถือถาดขนมที่เพิ่งอุ่นจากเตา “วันนี้...ข้าลองทำเอง” นางพูดเพียงเท่านั้น แล้วยื่นถาดให้เสี่ยวจีน สายตาที่มองข้าไม่เหมือนก่อน — ไม่มีความแข็ง หรือการแสร้งยิ้ม มีแต่ความนิ่งปนลังเล ข้าพยักหน้ารับเบา ๆ หลัวซูเหยาไม่ได้อยู่นาน นางยิ้มบาง แล้วขอตัวกลับไปหาท่านย่า แต่เงาของเธอ...ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในเรือนนี้ --- ยามบ่ายแก่ ๆ เสียงผ้าคลุมไหล่ของแม่กระทบกันเบา ๆ ตอนเดินเข้ามาในห้อง “ลมช่วงนี้เปลี่ยนแรงนัก แม่ให้เสี่ยวจีนจัดผ้าใหม่ให้ลูกไว้สองชุด เดือนสิบสองจะผ่านแล้ว อีกไม่นานคงได้ไปไหว้พระกันเสียที” ฮูหยินเหวินฮวาเดินเข้ามาวางมือบนไหล่ข้าเบา ๆ น้ำเสียงของนางวันนี้อ่อนละมุนกว่าทุกวัน ข้าหันหน้าไปช้า ๆ สบตากับนาง แล้วกล่าวเบา ๆ “ท่านแม่...” คำเรียกนั้นชัดเจน ไม่สะดุด ฮูหยินเหวินฮวาชะงักไปเพียงครู่ ก่อนยิ้มอบอุ่น > “แม่อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องรีบร้อนพูดหรอกลูก กินยาให้หมดก่อน แล้วค่อยหายใจลึก ๆ ก็ได้” --- เสียงประตูไม้เลื่อนเปิดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้เบาอย่างที่คุ้นเคย เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่ไม่รีบร้อน เดินเข้ามาจากลานหน้าต่าง กลิ่นผ้าไหมที่เคยติดตัวพ่อกลับมากับลม หลัวเหวินเช่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าข้า สีหน้าท่านวันนี้ดูอ่อนลงกว่าทุกครา ดวงตานิ่งแต่ลึก ท่านไม่ได้ถามว่าวันนี้ข้าเป็นอย่างไร เพียงแค่เอ่ยคำหนึ่ง > “อากาศแบบนี้...เจ้าอยากออกไปสูดลมหรือไม่?” ข้ามองท่าน แล้วพยักหน้าช้า ๆ เสี่ยวจีนจัดเสื้อคลุมให้อีกชั้น ท่านพ่อจึงพาข้าออกไปนั่งใต้ศาลาไม้ในสวนด้านข้าง “ตอนเจ้ายังเล็ก...เจ้าเคยชอบตามข้าไปดูคนตากสมุนไพรหลังเรือน” เสียงท่านพ่อเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ตอนนั้นเจ้ายังพูดไม่ค่อยชัด...แต่ข้ากลับจำได้ทุกคำ” ข้าหันไปมองท่าน ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่อิงตัวลงกับพนักเบาะ แล้วมองท้องฟ้ายามเย็นที่กำลังเปลี่ยนสี “เจ้ากำลังจะโตแล้ว...อีกไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่วัยสาวเต็มตัว” เสียงของท่านพ่อเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะมองต้นไม้ที่ปลายสวน “ท่านย่าของเจ้าวางแผนจะพาเจ้าไปวัดก่อนวันขึ้นปีใหม่ พ่อเองก็เห็นด้วย” ข้าไม่ได้ตอบในทันที เพียงแต่มองเงาไม้บนพื้นเรือนที่สั่นไหวเล็กน้อยตามแรงลม สายลมเย็นจัด...แต่ไม่ใช่ความหนาวที่กัดใจเหมือนเดือนก่อน “แม้จะยังต้องกินยา...แต่เจ้าเก่งมาก อวิ๋นเอ๋อร์” “เจ้าไม่ต้องรีบวิ่ง ไม่ต้องแสดงอะไรให้ใครเห็น แค่เจ้าลุกขึ้นได้ เดินได้ ยืนอยู่ตรงนี้ได้ พ่อก็พอใจแล้ว” คำพูดของท่านพ่อง่าย ๆ ไม่มีเสียงสั่น ไม่มีน้ำตา แต่หัวใจข้ากลับอุ่นขึ้นอย่างช้า ๆ ข้าเอ่ยเสียงเบา > “ข้า...จะลองเดินไปช้า ๆ ต่อไป” ท่านพ่อพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะวางมือเบา ๆ บนบ่าข้า — ไม่หนัก ไม่เบา เหมือนกำลังบอกว่า…เขายังอยู่ตรงนี้ --- เสียงเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากทางเดินกรวด กลิ่นไม้หอมบางเบาลอยมากับลม เมื่อข้าหันไป ก็เห็นท่านย่าของข้าในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเทาอ่อน เดินมาช้า ๆ ถือถุงผ้าใบหนึ่งไว้ในมือ “นั่งอยู่คนเดียวกลางลม เดี๋ยวก็ไออีกหรอก อวิ๋นเอ๋อร์” เสียงของท่านย่ายังนุ่มและแน่นเหมือนเดิม ไม่มีเสียงสั่นไหว ไม่มีความโศก — มีเพียงความรักที่ผ่านลมหนาวมาแล้วหลายสิบปี ข้ายกมือคำนับเบา ๆ ขณะเสี่ยวจีนรีบเข้ามาช่วยประคองข้าเปลี่ยนท่านั่ง ท่านย่านั่งลงข้างข้า แล้วลูบผ้าคลุมบนตักข้าอย่างเงียบ ๆ > “เดือนสิบสองจะผ่านไปอีกแล้ว...เร็วเหลือเกิน” “ย่าแก่ขึ้นไปอีกปี ส่วนหลาน...กลับได้ปีใหม่กลับมาแทนปีที่เคยเสียไป” ข้านิ่งไปนิดหนึ่ง คำพูดนั้นไม่ใช่การปลอบ ไม่ใช่การรำพึง แต่เหมือนถ้อยคำอ่อนโยนที่พูดออกมา…เพื่อให้ข้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากขึ้นอีกนิด ท่านย่าเปิดถุงผ้า วางห่อดอกไม้แห้งและธูปลงบนตักข้า > “ย่าอยากไปวัดก่อนปีใหม่... อยากไหว้พระขอบคุณที่ฟ้ายังเมตตา ให้หลานของย่าได้กลับมา” “เจ้าไปกับย่านะ…แค่ครั้งเดียวก่อนสิ้นปี” ข้าเงยหน้ามองท่านย่า แววตาของนางไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้บีบบังคับ แต่นิ่ง เหมือนคนที่เคยสูญเสีย และไม่อยากเสียอีก ข้าพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยคำใด แต่รู้ว่าหัวใจข้ากำลังตอบรับ --- ข้ายังอยู่ตรงนี้ และยังมีคนที่รอให้ข้าเดินออกไปดูโลกกับเขาอีกครั้ง… แม้เพียงแค่ไปวัดเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากจวนเท่านั้นก็ตาม
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม