บทที่ 15 — เงาเผาในควันจาง
(ต้นเดือนสิบสอง)
ต้นเดือนสิบสองเริ่มต้นด้วยลมหนาวที่แรงกว่าปีก่อน
อากาศยามเช้าหนาวจัดจนเสี่ยวจีนต้องก่อเตาถ่านตั้งแต่ยังไม่สว่าง
ผ้าคลุมไหล่ของข้าหนาเพิ่มขึ้นอีกชั้น
แต่กลิ่นลมหายใจของฤดู...ยังเป็นกลิ่นเดิม
กลิ่นไม้แห้งในลม กลิ่นน้ำค้าง และกลิ่นดินเย็น ๆ ที่ซึมขึ้นจากพื้นเรือน
ต้นเหมยหน้าต่างผลัดใบหมดเกลี้ยงแล้ว
แต่ที่ปลายกิ่งกลับเริ่มมีตาเล็ก ๆ ผลุดขึ้น — แฝงอยู่ภายใต้เงาแข็งกร้าวของฤดูหนาว
กลีบดอกยังไม่ผลิ แต่ข้ารู้...ว่ามันยังไม่ตาย
เหมือนหัวใจของข้า
ที่แม้จะผ่านลมหายใจสุดท้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่ก็ยังเต้นอยู่เงียบ ๆ ใต้ผิวหนังที่เย็นเฉียบนี้
เสียงฝีเท้าบ่าวเรือนรองดังอยู่ห่าง ๆ
ใครบางคนกำลังกางกระด้งตากของบนลานหลัง
กลิ่นแสงแดดจาง ๆ ยามสายลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งที่เพิ่งวางลงบนผ้า
ข้าเอนกายพิงพนักเบาะ รอเสี่ยวจีนต้มยา
นิ้วเรียวของข้าไม่ซีดขาวอีกแล้ว
ถึงจะยังไม่อุ่นจัดนัก...แต่ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เย็นราวน้ำแข็ง
ประตูเลื่อนเบา ๆ
เสี่ยวซิ่งเดินเข้ามาพร้อมผ้าคลุมไหล่และถาดยา
“ลมเช้านี้แรงนักเจ้าค่ะคุณหนู พอแดดขึ้นจะดีขึ้นหน่อย”
ข้ารับถ้วยยาจากมือของนาง
ไอน้ำบางเบาลอยขึ้นจากขอบถ้วย...แต่กลิ่นนั้นคุ้นเกินไป
ขม แต่ไม่ขมเท่าเดิม
อาจเพราะใจที่เปลี่ยน
“อีกไม่นานคุณหนูคงไม่ต้องกินยาทุกเช้าแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเสี่ยวซิ่งเบา “หมอหลวงบอกว่าร่างกายคุณหนูดีขึ้นมาก”
“อืม...” ข้าตอบเพียงสั้น ๆ
เสียงของข้ากลับมามั่นคงแล้ว พูดได้เกือบทุกคำโดยไม่ขาดช่วง
แค่ยังไม่ดัง ยังไม่กลมกลืน...เหมือนดอกเหมยที่ยังไม่ผลิบาน
ข้าดื่มยาจนหมดถ้วย แล้วผินหน้าออกไปยังลานหลัง
แดดเริ่มแรงขึ้นนิดหน่อย แต่ลมก็ยังเย็นเฉือนผิว
เสี่ยวจีนกับเสี่ยวซิ่งคอยประคองข้าเดินช้า ๆ ตามทางเดินไม้ใต้ชายคา
วันนี้ ข้าอยากออกมายืดเส้นยืดสายมากกว่าทุกวัน
เสียงบ่าวเรือนในกำลังกางกระด้งตากสมุนไพรอยู่ที่มุมหนึ่งของลาน
ผ้าเนื้อบางปูทับด้วยรากไม้ ใบไม้แห้ง และเปลือกสมุนไพรหลากชนิด
ข้าหยุดชะงัก
สายตาเผลอจับจ้องไปยังรากแห้งสีเข้ม ๆ ที่ปนอยู่ตรงมุมหนึ่งของกระด้ง
มันไม่เหมือนรากชนิดอื่น — ลักษณะเป็นเส้น ๆ แตกปลาย สีออกดำเทา
ข้าเอื้อมมือไปแตะมันเบา ๆ
ปลายนิ้วรู้สึกได้ถึงความกรอบของเส้นใย และ...กลิ่นบางอย่างที่ติดนิ้วมา
เพียงแค่แตะ...
ทุกอย่างก็เงียบลง
---
ภาพหนึ่งแทรกเข้ามา — โต๊ะยาไม้เก่า ฝุ่นในแสงแดด และเสียงผู้ชายแก่ ๆ คนหนึ่ง
> “รากนี่น่ะเหรอ...”
“ถ้าใช้ปลายตะเกียบใส่ในยาน้ำ ก็ช่วยดึงพิษออกจากคนที่เพ้อไม่ได้สติ”
“แต่ถ้าเอาไปเผาทั้งกำมือในห้องปิด... เจ้าเตรียมวิ่งไล่จับคนที่ฝันทั้งที่ลืมตาอยู่เถอะ”
“มันไม่ใช่แค่กลิ่น...มันลากเงาคนให้กลับไปหาอดีตด้วยต่างหาก”
เสียงนั้นเป็นของอาหมอที่ข้าเคยช่วยถือหม้อยาในชาติที่แล้ว
น้ำเสียงของเขายียวน แต่แววตาเคยจริงจัง
---
ข้าชะงักมือลงทันที
ถอนนิ้วออกจากกระด้งเหมือนเพิ่งแตะเถ้าถ่าน
เสี่ยวจีนที่ยืนอยู่ข้างหลังมองตามแล้วถามเบา ๆ
“คุณหนู...เหนื่อยหรือเจ้าคะ?”
“จะให้บ่าวพากลับไปพักหรือไม่?”
ข้าไม่ตอบทันที
เพียงแต่มองปลายรากไม้นั้นที่ยังนิ่งอยู่ในแสงแดด
แล้วพึมพำเบา ๆ ในใจ
> ของพวกนี้...รักษาคนได้ หากใช้ด้วยใจเมตตา
แต่ถ้าเผาเพื่อหวังผล มันก็อาจกลายเป็นควันที่พาใครสักคนไปเจอ “สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นอีกครั้ง”
---รากไม้สามสี่ชิ้นในกระด้งนั้นดูคล้ายกันจนน่าเวียนหัว
หากเป็นใครอื่นก็คงคิดว่าเหมือนกันหมด
แต่ข้า…แค่เห็นปลายรากบิดแตกไม่เท่ากัน ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่พันธุ์เดียวกัน
กลิ่นบางเบาจากเส้นใยไม้เริ่มแตะจมูก
และภาพหนึ่ง...ก็หวนกลับมา
---
บ้านหลังเล็กที่ปลูกอยู่ชายนอกจวน
ม้านั่งไม้เตี้ย ๆ และหม้อยาบนเตาถ่านที่กรุ่นควันอยู่เสมอ
ข้านั่งอยู่ข้างหมอนั่น — มือยังเล็ก แต่ตาไม่กะพริบ
ในขณะที่ชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อข้างกัน
ใบหน้ามีรอยย่น ร่างกายผอมแห้ง แต่เสียงแหบพร่ายาวไม่มีหยุด
> “ดูดี ๆ เจ้าเด็กน้อย — รากนี่เรียกว่า หูเหยียนกวาน”
“กลิ่นมันหอมกว่าเจ้าตัวนั้นใช่ไหม? อย่าเพิ่งดีใจล่ะ”
“มันหอมก็จริง แต่ถ้าเผาในห้องแคบ ๆ คนอยู่ข้างในจะหัวเราะก่อน แล้วร้องไห้ตาม”
“คนใช้มันจุดไล่แมลง ข้าก็เคยเห็น แต่ที่จริง...มันลากใจคนให้หลงฝันที่เขาไม่อยากเจออีก”
“ข้าเผาได้ เพราะข้าเผาในลานกลางแจ้ง — แค่ปลายรากพอให้ควันพัดผ่านไล่แมลง”
“แต่บางคน เอาไปเผาทั้งกำในห้องเงียบ ๆ...นั่นแหละที่เรียกว่าหายนะ”
เขาวางรากนั้นลง
หยิบอีกเส้นหนึ่งขึ้นมา แล้วยื่นให้ข้า
> “ดมนี่สิ — กลิ่นฝาด ๆ นี่แหละ ‘ซานเหยียนหรู’ ยาต้มแก้พิษไข้ดีนัก”
“ใช้แค่เสี้ยวราก ต้มรวมกับเปลือกชินจูแห้ง คนที่หลับยากจะค่อย ๆ ง่วงเอง”
“แต่ถ้าใส่มากไป...ขนาดแก้วมังกรก็คงฝันถึงงูเผือกจนสะดุ้งตื่น”
“มันทำให้เคลิบเคลิ้มจนลืมตาไม่ขึ้น ร้ายกว่าหลับเสียอีก เข้าใจไหม?”
ข้าเงยหน้ามองเขา
ไม่ได้พูดอะไร แต่จำทุกคำที่เขาพูด…แม้แต่ลมหายใจตอนที่เขาขยับมือ
> “แล้วเจ้ารู้ไหมว่ารากพวกนี้ต่างกันยังไง?”
“พวกที่หลอน — อย่างหูเหยียนกวาน — จะมีเส้นกลางแตกปลายข้างเดียว...เหมือนคนใจเอียง”
“แต่ซานเหยียนหรู...เส้นจะตรง เรียบ เรียงแน่นเหมือนคนมีสติ”
“ดูให้ชัด จำให้แม่น ไม่ใช่แค่กลิ่น ต้องรู้ด้วยตาว่ารากไหนเป็นยารักษา รากไหนเป็นดาบซ่อนพิษ”
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
ก่อนจะเอ่ยปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่กลายเป็นจริงจัง
> “ของบางอย่าง...เผาได้ ถ้าเจ้ากล้าเผามันอย่างรู้ใจ”
“ใช้ให้เป็น มันช่วยคนได้ ใช้ให้ผิด…มันหลอนคนให้ยอมตาย”
---ข้ายืนมองกระด้งตากรากอยู่พักหนึ่ง
ปลายนิ้วแตะผ่านเส้นใยแข็งกรอบของรากนั้นอีกครั้ง
กลิ่นจาง ๆ ติดปลายนิ้ว...แต่ข้ากลับวางมันลงเงียบ ๆ
เสี่ยวซิ่งเดินเข้ามาใกล้ เอียงคอมองรากแปลกตาในกระด้ง
“คุณหนูรู้จักสมุนไพรพวกนี้หรือเจ้าคะ?”
เสียงของนางถามด้วยความสงสัยจริงจัง
“ดูเหมือนกลิ่นมันจะไม่เหมือนอย่างอื่น…”
ข้าส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนเอ่ยเบา ๆ
> “ข้าก็ไม่รู้หรอก…แค่เห็นว่ามันแปลกตาดีเท่านั้นเอง”
เสี่ยวซิ่งย่อตัวลงมองกระด้ง พลางหัวเราะเบา ๆ
“งั้นจะให้พ่อบ้านหลิวเอาไปเผาไล่แมลงดีไหมเจ้าคะ?
เห็นว่าควันมันไล่ยุงได้ดี ข้างครัวกำลังบ่นอยู่พอดีว่ามีแมลงบินเยอะ”
ข้ายิ้มจาง ๆ ไม่ตอบ
ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าทางเดินไม้ของเรือนรองอย่างเงียบงัน
---
(กลางเดือนสิบสอง — แสงแดดอุ่นบางของฤดูหนาว)
อากาศกลางเดือนเย็นน้อยลงนิดหน่อย
แต่ลมหายใจของข้ายังคงกลายเป็นไอลอยจางทุกครั้งที่เปล่งคำพูด
วันนี้ไม่มีเสียงก่อเตาถ่านตอนรุ่งสาง
มีเพียงกลิ่นขนมร้อน ๆ ที่ลอยมาตามลมจากครัวในเรือนใหญ่
เสี่ยวซิ่งบอกว่า วันนี้ท่านย่าให้คนทำขนมถั่วบดใส่ไส้งาดำ
เพราะพี่สาวข้ากลับจากสำนักศึกษา และจะมาไหว้ท่านย่าในยามบ่าย
ข้าพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไร
แต่ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เริ่มกลับคืนมา
---
สายลมเย็นเฉื่อยพัดเข้ามาอีกครา
ประตูเรือนรองเปิดออกเบา ๆ
หลัวซูเหยาเดินเข้ามาช้า ๆ ถือถาดขนมที่เพิ่งอุ่นจากเตา
“วันนี้...ข้าลองทำเอง”
นางพูดเพียงเท่านั้น แล้วยื่นถาดให้เสี่ยวจีน
สายตาที่มองข้าไม่เหมือนก่อน — ไม่มีความแข็ง หรือการแสร้งยิ้ม
มีแต่ความนิ่งปนลังเล
ข้าพยักหน้ารับเบา ๆ
หลัวซูเหยาไม่ได้อยู่นาน นางยิ้มบาง แล้วขอตัวกลับไปหาท่านย่า
แต่เงาของเธอ...ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในเรือนนี้
---
ยามบ่ายแก่ ๆ
เสียงผ้าคลุมไหล่ของแม่กระทบกันเบา ๆ ตอนเดินเข้ามาในห้อง
“ลมช่วงนี้เปลี่ยนแรงนัก แม่ให้เสี่ยวจีนจัดผ้าใหม่ให้ลูกไว้สองชุด
เดือนสิบสองจะผ่านแล้ว อีกไม่นานคงได้ไปไหว้พระกันเสียที”
ฮูหยินเหวินฮวาเดินเข้ามาวางมือบนไหล่ข้าเบา ๆ
น้ำเสียงของนางวันนี้อ่อนละมุนกว่าทุกวัน
ข้าหันหน้าไปช้า ๆ
สบตากับนาง แล้วกล่าวเบา ๆ
“ท่านแม่...”
คำเรียกนั้นชัดเจน ไม่สะดุด
ฮูหยินเหวินฮวาชะงักไปเพียงครู่ ก่อนยิ้มอบอุ่น
> “แม่อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องรีบร้อนพูดหรอกลูก
กินยาให้หมดก่อน แล้วค่อยหายใจลึก ๆ ก็ได้”
---
เสียงประตูไม้เลื่อนเปิดอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ได้เบาอย่างที่คุ้นเคย
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่ไม่รีบร้อน เดินเข้ามาจากลานหน้าต่าง
กลิ่นผ้าไหมที่เคยติดตัวพ่อกลับมากับลม
หลัวเหวินเช่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าข้า
สีหน้าท่านวันนี้ดูอ่อนลงกว่าทุกครา ดวงตานิ่งแต่ลึก
ท่านไม่ได้ถามว่าวันนี้ข้าเป็นอย่างไร
เพียงแค่เอ่ยคำหนึ่ง
> “อากาศแบบนี้...เจ้าอยากออกไปสูดลมหรือไม่?”
ข้ามองท่าน แล้วพยักหน้าช้า ๆ
เสี่ยวจีนจัดเสื้อคลุมให้อีกชั้น ท่านพ่อจึงพาข้าออกไปนั่งใต้ศาลาไม้ในสวนด้านข้าง
“ตอนเจ้ายังเล็ก...เจ้าเคยชอบตามข้าไปดูคนตากสมุนไพรหลังเรือน”
เสียงท่านพ่อเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ตอนนั้นเจ้ายังพูดไม่ค่อยชัด...แต่ข้ากลับจำได้ทุกคำ”
ข้าหันไปมองท่าน
ไม่ได้พูดอะไร
เพียงแต่อิงตัวลงกับพนักเบาะ แล้วมองท้องฟ้ายามเย็นที่กำลังเปลี่ยนสี
“เจ้ากำลังจะโตแล้ว...อีกไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่วัยสาวเต็มตัว”
เสียงของท่านพ่อเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะมองต้นไม้ที่ปลายสวน
“ท่านย่าของเจ้าวางแผนจะพาเจ้าไปวัดก่อนวันขึ้นปีใหม่ พ่อเองก็เห็นด้วย”
ข้าไม่ได้ตอบในทันที
เพียงแต่มองเงาไม้บนพื้นเรือนที่สั่นไหวเล็กน้อยตามแรงลม
สายลมเย็นจัด...แต่ไม่ใช่ความหนาวที่กัดใจเหมือนเดือนก่อน
“แม้จะยังต้องกินยา...แต่เจ้าเก่งมาก อวิ๋นเอ๋อร์”
“เจ้าไม่ต้องรีบวิ่ง ไม่ต้องแสดงอะไรให้ใครเห็น
แค่เจ้าลุกขึ้นได้ เดินได้ ยืนอยู่ตรงนี้ได้ พ่อก็พอใจแล้ว”
คำพูดของท่านพ่อง่าย ๆ ไม่มีเสียงสั่น ไม่มีน้ำตา
แต่หัวใจข้ากลับอุ่นขึ้นอย่างช้า ๆ
ข้าเอ่ยเสียงเบา
> “ข้า...จะลองเดินไปช้า ๆ ต่อไป”
ท่านพ่อพยักหน้าเงียบ ๆ
ก่อนจะวางมือเบา ๆ บนบ่าข้า — ไม่หนัก ไม่เบา
เหมือนกำลังบอกว่า…เขายังอยู่ตรงนี้
---
เสียงเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากทางเดินกรวด
กลิ่นไม้หอมบางเบาลอยมากับลม
เมื่อข้าหันไป ก็เห็นท่านย่าของข้าในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเทาอ่อน
เดินมาช้า ๆ ถือถุงผ้าใบหนึ่งไว้ในมือ
“นั่งอยู่คนเดียวกลางลม เดี๋ยวก็ไออีกหรอก อวิ๋นเอ๋อร์”
เสียงของท่านย่ายังนุ่มและแน่นเหมือนเดิม
ไม่มีเสียงสั่นไหว ไม่มีความโศก — มีเพียงความรักที่ผ่านลมหนาวมาแล้วหลายสิบปี
ข้ายกมือคำนับเบา ๆ ขณะเสี่ยวจีนรีบเข้ามาช่วยประคองข้าเปลี่ยนท่านั่ง
ท่านย่านั่งลงข้างข้า แล้วลูบผ้าคลุมบนตักข้าอย่างเงียบ ๆ
> “เดือนสิบสองจะผ่านไปอีกแล้ว...เร็วเหลือเกิน”
“ย่าแก่ขึ้นไปอีกปี ส่วนหลาน...กลับได้ปีใหม่กลับมาแทนปีที่เคยเสียไป”
ข้านิ่งไปนิดหนึ่ง
คำพูดนั้นไม่ใช่การปลอบ ไม่ใช่การรำพึง
แต่เหมือนถ้อยคำอ่อนโยนที่พูดออกมา…เพื่อให้ข้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากขึ้นอีกนิด
ท่านย่าเปิดถุงผ้า วางห่อดอกไม้แห้งและธูปลงบนตักข้า
> “ย่าอยากไปวัดก่อนปีใหม่...
อยากไหว้พระขอบคุณที่ฟ้ายังเมตตา ให้หลานของย่าได้กลับมา”
“เจ้าไปกับย่านะ…แค่ครั้งเดียวก่อนสิ้นปี”
ข้าเงยหน้ามองท่านย่า
แววตาของนางไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้บีบบังคับ
แต่นิ่ง เหมือนคนที่เคยสูญเสีย และไม่อยากเสียอีก
ข้าพยักหน้า
ไม่ได้เอ่ยคำใด แต่รู้ว่าหัวใจข้ากำลังตอบรับ
---
ข้ายังอยู่ตรงนี้
และยังมีคนที่รอให้ข้าเดินออกไปดูโลกกับเขาอีกครั้ง…
แม้เพียงแค่ไปวัดเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากจวนเท่านั้นก็ตาม