Chapter#1 ซวยตั้งแต่วันแรก
“ยินดีต้อนรับน้อง ๆ เข้าสู่การปฐมนิเทศศึกษานะครับ พี่แต๋มสวัสดีครับ” เช้าวันจันทร์ที่แสนง่วงซึม.เริ่มต้นขึ้นด้วยกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ป้ายแดง ที่นั่งสัปหงกกันเป็นแถว ๆ พี่พิธีกรพูดเปิดงานเมื่อนักศึกษาทุกคนเข้ามายังสถานที่จัดงานจน เกือบจะเต็มแล้ว
“สวัสดีค่ะพี่บอย ตอนนี้น้องยังไม่ตื่นกันเลยค่ะ เห็นบางคนหลับน้ำลายยืดไปแล้วค่ะ เอางี้ดีกว่า ให้น้อง ๆ จับกลุ่ม กลุ่มละห้าคนนะคะ จะได้เล่นเกมกัน พี่จะนับสิบวินะ ถ้าใครยังไม่มีกลุ่มจะต้องออกมาข้างหน้านะคะ เริ่มค่ะ สิบ เก้า แปด ...” เมื่อพิธีกรเริ่มนับเหล่านักศึกษาใหม่ก็แตกตื่น บางคนสะดุ้งเฮือกจากการเผลอหลับ รีบหากลุ่มเพราะกลัวจะโดนทำโทษ เอาแล้วไง แม่งยังไม่รู้จักใครเลยอ่ะ โบ๊ทสบถขึ้นในใจท่าทางลนลานหันซ้ายขวาเพื่อหาซักกลุ่มที่ว่างพอสำหรับเขา
“โบ๊ท! มาอยู่กับเราก็ได้นะ ขาดคนนึง” จู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงนุ่มๆ เรียกชื่อผมจากข้างหลัง ทำให้ต้องหันกลับไปดูด้วยหน้าเอ๋อ ๆ ภาพแรกที่เห็นคือสาวสวยที่เป็นเจ้าของเสียงเรียกผมเมื่อครู่ อยู่สาขาไรน้า ผมว่าไม่พ้นตำแหน่งดาวชัวร์ เผลอ ๆ เป็นดาวมหาลัยด้วยซ้ำ โบ๊ทมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยท่าทางคิดวิเคราะห์
“มาเร็ว!” เพื่อนอีกคนกวักมือเรียก ทำให้ผมที่กำลังตกตะลึงอยู่รู้สึกตัวขึ้น ผมก็รีบเดินเข้าไปจับมือกับสาวสวยคนนั้นเลย ผมมองจากป้ายชื่อถึงรู้ว่าเธอชื่อเอม
“หมดเวลาค่ะ! น้องคนไหนได้กลุ่มแล้วนั่งลงเลยนะคะ ส่วนที่ไม่มีกลุ่มออกมาข้างหน้าเลยค่ะ” พิธีกรเรียกคนที่ยังไม่มีกลุ่มออกไปหน้าฮอล เพื่อที่จะได้รับบทลงโทษ โชคดีที่เอมเรียกเข้ากลุ่มมาพอดีไม่งั้นเขาคงเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายแน่ ๆ
“น้องที่ได้กลุ่มนะคะ เกมที่พี่จะให้เล่นคือ ให้ทำความรู้จักเพื่อนในกลุ่มให้ได้ ถ้าหมดเวลาปิดป้ายชื่อนะคะ พี่จะสุ่มถามน้า” พิธีกรเริ่มดำเนินเกมการละลายพฤติกรรมและเพื่อให้นักศึกษาปีหนึ่งได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น เข้าทางไอ้โบ๊ท จะได้ทำความรู้จักกับเอมไว้ เผลอ ๆ ได้แลกไลน์กันไว้ด้วย โบ๊ทยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ตั้งแต่เลิกกับแฟนไปเมื่อสองปีก่อน เขาก็แทบไม่เจอใครที่ถูกใจเลย อาจจะเป็นเพราะแฟนเก่าของเขาค่อนข้างจะเพอเฟ็คอ่ะนะ พอเห็นเอมที่สวยถูกใจ ก็เลยอยากทำความรู้จักให้มากขึ้น
“สวัสดีเราชื่อจิระนะ มาจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาอาหารและโภชนาการ” เด็กเนิร์ดร่างท้วมตัวขาวดันแว่นขึ้นนิดนึงก่อนจะกล่าวทักทายทุกคนเป็นคนแรกในกลุ่ม
“เราชื่อเบสนะ มาจากคณะบริหารธุรกิจ” เพื่อนในกลุ่มอีกคนพูดขึ้นด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เขากอดอกนั่งไขว่ห้าง ทำไมพวกหล่อ ๆ ถึงชอบไปเรียนบริหารกันจัง คนสวย ๆ ก็ไปเรียนบัญชี แล้วแม่งก็ชอบได้กัน แล้วคนหล่อ ๆ ที่รักการทำอาหารและการกินเป็นชีวิตจิตใจแบบกู ต้องเจอกับอะไรกัน
“เราปายมาจากสาขาเดียวกับจิระนะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” คนที่สามที่แนะนำตัวก็มาจากคณะเดียวกันกับจิระแต่บุคลิกต่างกันลิบลับ ดูร่าเริงและคงเป็นตัวแสบมากทีเดียว คนที่ชื่อปายบอกยิ้ม ๆ มันค่อนข้างตัวเล็ก ผิวขาว ถือว่าหล่อน่ารักเลยทีเดียว เอาล่ะถึงตาผมบ้างแล้ว
“เราโบ๊ท มาจากสาขาเดียวกับจิระเหมือนกัน ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ” ผมแนะนำตัวคร่าว ๆ พร้อมหันไปส่งยิ้มหวานชนิดที่น้ำตาลเรียกพี่ไปให้เอม สาวสาวที่นั่งถัดไปจากผม ที่ผมเดาว่าต้องเรียนบัญชีแน่นอน พ่อหมอขอเดา
“เราเอมนะ มาจากคณะบัญชี” สาวสวยแนะนำตัวพร้อมทั้งก้มหัวให้ทุกคนเล็กน้อยเพื่อเป็นการทักทาย โอ้โห กูต้องเปิดสำนักแล้วนะครับแบบนี้ โคตรแม่น! ระหว่างที่ชื่นชมเซ้นส์ของตัวเองสายตาก็ยังคงลอบมองคนข้าง ๆ เป็นระยะ ๆ เอมนี่ยิ่งมองยิ่งสวยนะ แต่เสียดายอยู่คนละตึกคงไม่ค่อยได้เจอกันแน่ ๆ แต่ถึงจะไม่ค่อยได้เจอผมก็จะพยายามหาเรื่องไปเจอที่คณะบ่อย ๆ คนนี้ชอบมากจริง ๆ ยิ่งได้คุยยิ่งชอบ
“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ” เอมยิ้มหวานให้ทุกคนอีกรอบ ใจผมนี่เหลวเป็นน้ำแล้วครับ แทบจะไหลไปกองแทบเท้าคนข้าง ๆ เลย
“แล้วมาจากจังหวัดอะไรกันบ้างอ่ะ?” พอเอมแนะนำตัวเสร็จก็เริ่มถามเพื่อน ๆ คนอื่นต่อ คนอื่นก็เริ่ม
“เรามาจากกรุงเทพเนี่ยแหละ” ผมตอบแบบยิ้มอ่อยสุดฤทธิ์
“เหมือนกัน” คราวนี้เป็นเบสที่พูด แต่เอ่อคือ เรียนคณะบริหารมึงต้องเก๊กขรึมตลอดป่ะเนี่ยเฮ้ย! มึงไม่เมื่อยรึ?
“ขออนุญาตพูดเป็นกันเองได้ไหม” อยู่ดี ๆ ไอ้ปายแม่งก็ยกมือขึ้นตั้งศอก
“ตามสบายเลยค่า” เอมซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มก็เอ่ยปากอนุญาตแกมกลั้นหัวเราะ
“กูมาจากจากโคราชเว้ย พวกมึงเคยไปป่ะ?” บทสนทนาของกลุ่มเริ่มเป็นกันเองมากขึ้นเพราะปายที่อึดอัดเวลาต้องพูดทางการเลยต้องขอพูดเป็นกันเองแทน และการกระทำนั้นก็ดูจะเข้าทางโบ๊ทมาก เพราะปายทุกคนถึงได้จัดการแลกไลน์กันไว้ด้วย
“น้อง ๆ หิวกันรึยังคะ?” พอกิจกรรมการปฐมนิเทศผ่านมาจนเกือบจะเที่ยงพิธีกรก็มาจัดการปล่อยพวกเราไปรับข้าวเที่ยง
“หิวครับ/ค่ะ” ผมนี่แทบจะโห่ร้องออกมาเลย หิวตั้งแต่อธิการบดีขึ้นมาพูด แต่ก็ยังดีที่ตอนนี้พี่พิธีกรเริ่มเช็คเสียงน้อง ๆ เพราะแม่งหลับกันไปครึ่งฮอลแล้วมั้ง พูดอะไรก็ไม่รู้ฟังแล้วง่วงชิบหายเลย
“ถ้าหิวแล้วพี่จะแจกข้าวกล่องให้แล้วไปทานได้ตามอัธยาศัยเลยนะคะ ขอแค่ไม่ไปปีนต้นไม้ทานนะคะเดี๋ยวตกลงมาแข้งขาหัก” พิธีกรรุ่นพี่พูดแซวน้อง ๆ ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ยัง..ยัง..ยังจะมาตลกอีกกูหิวไส้จะกิ่วแล้วพี่ ผมได้แต่ตะโกนในใจ
“มึงได้ข้าวกล่องแล้วไปกินไหนดี” ไอ้ปายเดินมาขนาบข้างผมถามขึ้นระหว่างเข้าแถวรับข้าวกล่อง นี่เพิ่งรู้จักกันแรกนะครับ แต่ติดมันติดผมอย่างกับผมคลอดมันออกมา
“กูก็ไม่รู้เดี๋ยวลอง ๆ เดินไป จิระแล้วเอมของกูล่ะ?” ผมถามไอ้จิระเมื่อเห็นว่ามันเดินรั้งท้ายแต่มองไปไม่เจอเอม
“เห็นเดินไปกับเบส” มันหยิบข้าวกล่องแล้วพูดพร้อมกับทำท่าดันแว่นเหมือนเดิม แว่นมึงนี่ก็ไหลดีจั๊ง!
“ไอ้นี่มันวอนซะแล้ว บังอาจมายุ่งกับเอมของกู” คิดจะมาแย่งเอมของกูไปมันไม่ง่ายนะไอ้หรรม
“ไป ๆ มาทำหน้ากวนส้นตีนอยู่นี่ทำไม คนอื่นเค้าจะเอาข้าว เกะกะ” ไอ้ปายดันหลังพวกผม ไอ้นี่มันน่าเอาขี้เถ้ายัดปากมาก พูดมากไม่พอปากยังหมาอีก ขัดกับหน้าตาจิ้มลิ้มของมันเหมือนกันนะเนี่ย พูดออกมาแต่ละคำ
“ไปดิเดี๋ยวที่เต็มไม่มีที่นั่ง” จิระเดินนำพวกเราไปหาที่นั่งกินข้าว แต่ดูเหมือนพวกเราจะช้าไป ไม่ว่ามองไปที่ไหนก็ไม่มีที่ว่างเลย
“นี่ไง เพราะมึงอ่ะมัวแต่ยืนลำลึกห่าอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีที่นั่งละ เดินมาจะเป็นกิโลละเนี่ย กูยังหาที่นั่งไม่เจอเลย” ไอ้ปายเริ่มบ่นเพราะเราก็เดินเลยมาจนจะถึงตึกข้าง ๆ แล้ว ว่าแต่กูเลิกคบมึงตอนนี้ทันไหม โว๊ะ!
“มึงจะขี้บ่นไรนักหนา ไอ้จิระยังไม่บ่นซักคำ” ผมหันไปหาไอ้จิระที่ตอนนี้เหงื่อท่วมตัว หอบเป็นหมาหอบแดดเลย
“กูว่าแม่งไม่มีแรงบ่นมากกว่า” ผมได้แต่อมขี้ไว้ในปากขี้เกียจเถียงกับมันแล้วมองหาที่นั่งที่อาจจะพอมี เพราะเดินมาไกลบวกกับคนเริ่มบางลงแล้ว
“เจอแล้ว ๆ ทางโน้นไงมึง วิ่งดิ๊ไอ้โบ๊ท!” ผมมองตามนิ้วไอ้ปายแล้ววิ่งใส่เกียร์หมาวิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลยเพราะทั้งหิวและปวดขามากแล้วอยากนั่งแล้วกินข้าวที่ถือในมือให้เสร็จ
“ขอโทษนะครับ นั่งด้วยได้ไหม?” ผมที่กำลังเหนื่อยหอบถามแล้วเสร็จก็ถือวิสาสะนั่งพักแม่งเลย
“ถามหาส้นตีนไรวะ นั่งไปแล้วหนิ” เสียงเข้มจากคนที่นั่งอยู่ก่อนดังขึ้นทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้า เชี่ยยย!!! กูนี่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย เมื่อได้ยินคำนี้ มันเปรี้ยว ๆ นะไอ้เด็กนี่มันเปรี้ยวกับผมนะครับท่านผู้ชม
“หมามันฉี่จองไว้รึไงวะ ทำไมจะนั่งไม่ได้” กูนี่กดอารมณ์สุดฤทธิ์ ตอนแรกไม่เท่าไหร่ พอเจอหน้าตากวนตีนของมันแล้วของกูขึ้นนน ปั๊ดโถ่! เดี๋ยวเจอพ่อสวนกลับแล้วจะหนาว
“กูยังไม่ได้บอกเลยว่านั่งไม่ได้ กูบอกว่าถามหาส้นตีนไร ก็มึงนั่งไปแล้ว” บุคคลที่ดุยิ่งกว่าหมาได้เงยหน้าขึ้นมามองทั้งสองคนสบตากันทำเอาเพื่อนที่เพิ่งเดินมาถึงกลัวว่าทั้งคู่จะวางมวยกัน
“งั้นก็แสดงว่ากูนั่งได้ พวกมึงนั่ง” โบ๊ทหันไปบอกเพื่อนที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ ผมนี่ดันตัวไอ้จิระเข้าไปนั่งอีกฝั่ง ตามด้วยไอ้ปายส่วนผมนั่งที่ฝั่งตรงข้ามสองคนนั้น ซึ่งตอนนี้ผมกับไอ้ปากปีจอนั่นก็อยู่คนละฝั่งแต่เยื้อง ๆ กัน มันนั่งกดโทรศัพท์ไปพลางสงสัยจะรอเพื่อนมันไปซื้อนงซื้อน้ำ
เออว่ะ! ผมไม่ได้ซื้อน้ำมาด้วยนี่หว่า แล้วทำไมพี่ที่แจกข้าวแม่งไม่แจกน้ำด้วยฟร๊ะเนี่ย! แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวกินเสร็จค่อยไปซื้อก็ได้ เดินผ่านมาเห็นมีอยู่ร้านสองร้าน
อุเหม่! พอเปิดข้าวกล่องมานี่ผมตกใจ มันคือกะเพราหมูหรือกะเพราพริกไข่ดาวครับ แต่เพราะกูหิวหรือยังไงทำไมมันน่ากินได้ขนาดนี้ ผมนี่โซ้ยเข้าไปคำใหญ่ ๆ เลย เรียกว่ายัดห่ากันเลยทีเดียว ก็คนมันหิวอ่ะ
“ไอ้เชี่ย! ค่อย ๆ กินก็ได้ไหม เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก” ผมได้ยินคำทักท้วงของเพื่อนที่นั่งตรงข้ามคือไอ้ปาย แต่ผมไม่ฟังยังรีบโซ้ยข้าวไปจนเกือบครึ่งกล่อง แต่ความรู้สึกนี้มันมาแล้ว โถถถถ เผ็ดชิบหายเลยอ่ะ ป้าแม่งใส่พริกเป็นกิโลรึไงวะ กูจะตายแล้ววว
“เผ็ด ๆ แค่ก ๆ ” ผมทำปากซู้ดซี๊ด แลบลิ้นปลิ้นตา น้ำหูน้ำตาไหลคือกูแสบคอจะตายแล้วครับ
“น้ำไม่มี มึงไม่ซื้อน้ำมาอ่ะ” ไอ้ปายพูดและกินอย่างหน้าตาเฉย คือกูเพื่อนมึงนะ ทำไมไม่ห่วงกูบ้างว้า
“มึงกูยืมน้ำหน่อยดิ” ไม่มีทางเลือกผมหันไปหาไอ้ขี้เก็กทันที นาทีนี้เอาชีวิตกูไว้ก่อน
“ไม่ให้” มันบอกพร้อมกับจิ้มมือถือหน้าตาเฉย
“เอาของเราไปก็ได้” เอมที่เดินผ่านมากับไอ้เบสยื่นขวดน้ำให้ ช่างน้ำใจงามดุจนางฟ้านางสวรรค์เสียเหลือเกิน เอมที่น่ารักของผม
“ขอบคุณเอมมากนะ” ผมรีบคว้าขวดน้ำมาดื่มจนหมดขวด โอ้โห! ลิ้นกูนี่ตายด้านไม่มีความรู้สึกรับรสอะไรอีกเลย แล้วกูจะกินอาหารอร่อย ๆ อีกได้ยังไง โอ้ม่ายยยย
“แล้วเอมจะกินน้ำไหนอ่ะ” ผมวางขวดเปล่าไว้ข้าง ๆ กล่องข้าว กูจะไม่ทิ้งเลยขวดน้ำเนี่ย
“เดี๋ยวเรากินกับคิวก็ได้” เอมบอกพร้อมนั่งลงตรงหน้าไอ้ขี้เก๊กข้าง ๆ ผม เอมรู้จักไอ้นี่ได้ไง คนหล่อไม่สบอารมณ์
“คิวไปไหนมาเมื่อเช้าตื่นสายใช่ไหม เอมอุตส่าห์โทรปลุกแล้วนะ” เอมหันกลับไปและเริ่มทานอาหารของตัวเอง แต่ก็ไม่ลืมถามเพื่อนที่มาจองที่รอตั้งแต่คนยังไม่ออกมากันเลยมีเวลาไปซื้อน้ำ
“อืม เมื่อคืนเล่นเกมดึกไปหน่อย” ไอ้หน้าตึงที่นั่งตรงกันข้ามตอบกลับมาพร้อมกับวางมือถือลงแล้วทานข้าว
“จะเบะปากร้องไห้ทำไม เดี๋ยวมันก็หายเองแหละ” ไอ้จิระพูดพลางเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เผ็ดก็ส่วนนึงแต่ส่วนมากคือดูสองคนนี้จะสนิทกันมาก บางทีสองคนนี้อาจจะ... แค่คิดน้ำตาลูกผู้ชายหล่อ ๆ คนนี้ก็จะไหลแล้ว
“มึงกินเผ็ดไม่ได้หรอ” ไอ้ปายมันมองหน้าผมสลับกับมองกล่องข้าว ทำไมหน้ากูมันเหมือนคนจัดจ้านรึไง
“เออดิ กูว่าอาหารเผ็ดทำให้รสชาติเสียอ่ะ แทนที่จะได้ลิ้มรสความกลมกล่อมของรสชาติอาหาร ก็มัวแต่เผ็ดกินข้าวคำน้ำคำมันจะไปอร่อยได้ไง” ผมพูดพร้อมหลับตานึกถึงรสชาติอาหารนี่น่ารัญจวนใจ แต่ก็มิวายยังเผ็ดอยู่เหมือนเดิม
“ข้ออ้างว่ะ หึ ๆ ” ไอ้นี่มันวอนซะแล้ว มันหัวเราพในลำคอเบา ๆ ผมรู้ในทันทีว่ามันหัวเราะเยาะผม เดี๋ยวพ่อโบกเลย
“ถ้ากินเสร็จแล้วเข้าฮอลเลยไหม?” พอเห็นว่าผมเตรียมสวน จิระที่กำลังเก็บข้าวกล่องก็พูดขึ้นขัดจังหวะ สงสัยมันอยากรีบเข้าห้องแอร์ไว ๆ
“เอาดิ เอมเราไปก่อนนะหวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ” ประโยคหลังผมหันไปพูดกับเอมสุดที่รักที่สุดในดวงใจของผม พร้อมกับแจกยิ้มโปรยเสน่ห์ตามประสาคนหล่อไปให้อีกหนึ่งที เอาให้รู้ไปเลยว่ามีใจ
“โอเค คราวหน้าเจอกันทักเอมด้วยนะ” ผมได้แต่ยิ้มเขินมองเอมจนไอ้สองตัวนั้นต้องมาลากผมออกไป
“กูว่าเอมต้องมีใจให้กูแน่” ระหว่างทางเดินไปเข้าฮอลผมก็หันไปพูดกับไอ้ปายและไอ้จิระ แบบนี้ผมก็ใจชื้นแล้ว
“มึงรู้ได้ไงวะ ว่าเค้าชอบมึง” ไอ้ปายหันหน้ามามองผมด้วยความฉงน ไอ้นี่มึงไม่ขัดกูซักเรื่องจะตายไหม ฮึ?
“มึงดูสายตาเค้าที่เค้ามองกูเว้ย! ถ้าเค้าไม่คิดอะไรกับกูจะมองกูด้วยสายตาแบบนั้นหรอ” เนี่ย ความมั่นใจผมมีเต็มร้อย ไม่มีใครมาทัดทานความเข้าข้างตัวเองของผมได้ ฮ่า ๆ ๆ
“ตรงไหนวะ? สายตาแบบนั้นกูว่าเขามองไอ้คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าโน่นต่างหาก” มันพูดแล้วพยักเพยิดหน้าตอดเงาเหมือนกิ้งก่า จนผมต้องหันไปมองหน้าฮอลที่พิธีกรจับคนที่ไม่มีป้ายชื่อ
“ไอ้ร็อตไวเลอร์!!!” ผมหลุดตะโกนเสียงดัง จนพิธีกรตรงหน้าหันมามอง เอมที่นั่งมองอยู่ด้านหน้าก็หัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมกับมองมาทางผม ที่ทำท่าทึ้งหัวตัวเอง
“น้องคนนั้นคะ? คุยอะไรคะเสียงดังมากเลย” เชี่ยยยย! ซวยกว่ากูนี่มีอีกไหม พ่อครับแม่ครับช่วยไอ้โบ๊ทด้วยยย