ฟู่ววว...
ควันสีเทาถูกพ่นออกจากกลีบปากหยัก ร่างสูงนั่งห้อยขาอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึกกลางเมืองในยามราตรี มองดูไฟจากหน้ารถแล่นสวนกันไปมาบนท้องถนน เบื่อหน่ายกับทุกสิ่งและอยากพบเจอกับคำว่าอิสระที่แท้จริงสักครั้ง
นัยน์ตาสีน้ำตาลมองตรงไปยังไกลโพ้นตรงสุดขอบฟ้าที่มืดมิดพร้อมเสียงพึมพำ...‘สบายดีมั้ย’
“ดึกแล้วนะคะ ไม่ง่วงเหรอ”
“ออกไป!”
“แต่คุณริว...”
“จะเดินออกไปเองดีๆ หรือจะให้จับโยนลงไป”
“ค่ะ” สาวสวยถูกแกะมือที่เธอสวมกอดเอวสอบ แม้จะเพิ่งกิจกรรมเรื่องบนเตียงลงไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้แต่เขาก็ทำเหมือนเธอเป็นขยะ เซ็กระหว่างเรามันก็ดีไม่ใช่หรือแต่เหตุใดเขาจึงเย็นชานัก เริ่มต้นด้วยดี ระหว่างทางก็ดีแต่จบลงด้วยสายตาเย็นชาที่พร้อมจะถีบเธอลงจากตึกสิบชั้นหากเข้าไปแตะต้องตัวเขาอีก
“ยังไม่ออกไปอีก”
“แต่นี้มันเที่ยงคืนแล้วนะคะ”
“แล้ว...” ชายหนุ่มจ้องสาวงามตรงหน้า
เธอดูดีมากด้วยเสื้อผ้าหน้าผมและเครื่องสำอาง แต่พอล้างสิ่งแปลกปลอมพวกนั้นออกก็เหลือแค่เนื้อแท้ที่แสนธรรมดาทั่วไปไม่ต่างผู้หญิงคนอื่นๆ
“จะลองดี...”
“ค่ะ! ไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เข็มวินาทีเดินตามหน้าที่บอกเวลาว่าย่างก้าวเข้าวันใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มร่างใหญ่ในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนมองนาฬิกาแปะฝาผนังด้วยตาแดงก่ำ เขาพยายามอย่างที่สุดที่จะเข้มแข็งและทำเหมือนว่าวันนี้แค่เป็นวันธรรมดาวันหนึ่งให้เหมือนอีก364วันที่เคยผ่านมาได้ง่ายๆ พยายามเสพสุขในชีวิตที่มีเพียบพร้อมทุกด้าน พยายามสำราญกับทุกอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงมีในชีวิต สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับผู้ชายหล่อ รวย มีอำนาจและบริวารมากมายอย่างเขา
สมบูรณ์แบบ หรือคำนี้มันไม่มีอยู่จริงในโลก
.
.
.
7.00 น.
“อายุวันนัง สุขขัง พลัง...สาธุ” หญิงชรายกมือสาธุท่วมศีรษะ เธอตื่นตั้งแต่ตีสี่ของทุกวันมาเตรียมอาหารเพื่อใส่บาตรในทุกเช้า อุทิศบุญกุศลให้คนที่ยังอยู่และจากไป ลูกสาวล้มป่วยและตายก่อนวัยอันควรทิ้งแม่ที่แก่เฒ่าให้อยู่ตามลำพัง
“เดินดีๆ นะยาย”
“ยายเดินขึ้นลงตรงนี้ทุกวันน่ะ”
“ทำเป็นเก่ง! แปดสิบแล้วนะเรา ไม่ใช่สาวๆ แล้ว”
“แปดสิบยังแจ๋วไม่เคยได้ยินเหรอ”
“โอ้โห! สาวๆ ได้ยินยายดวงใจพูดแบบต้องมีอายกันละทีนี้” หญิงสาวประคองกอดเอวยายชราขึ้นจากท่าน้ำ บ้านเก่าในวัยเด็กที่เกิดและเติบโตหลังนี้
“เท่าไรแล้วเราปีนี้”
“ยี่สิบแปดจ้ะยาย”
“เห้อ...ยายแก่แล้วนะ อาจจะอยู่ได้อีก...//ยายอะ! อย่าพูดแบบนี้สิ วันนี้วันเกิดหนูนะ” หลานสาวส่งเสียงแง่งอน ชีวิตเธอเหลือแค่ยายคนเดียวเท่านั้น เพราะพ่อและแม่ได้จากไปหมดแล้ว
“พรเดียวที่หนูอยากได้คือขอให้ยายอยู่กับหนูไปนานๆ สุขภาพแข็งแรง กินข้าวอร่อยนอนหลับสบาย ไม่เจ็บไม่ไข้ อายุมั่นขวัญยืน”
“นี้ตกลงใครต้องให้พรใครฮะ” สองยายหลานหัวเราะอยู่สักพักก่อนจะแยกย้าย หญิงสาวในวัยยี่สิบปลายๆ ขับรถออกจากบ้านริมน้ำหลังใหญ่เพื่อกลับไปทำหน้าที่การงานของตน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนแอบมองอยู่ห่างๆ เห็นความรักระหว่างยายกับหลานแล้วน้ำตาไหลนองแก้ม
วันนี้เธอจะปล่อยให้จิตใจได้เผยด้านที่อ่อนแอที่สุดอย่างเต็มที่ออกมาแบบไม่อายใครหน้าไหน อีกหนึ่งวันที่เธอจะปล่อยให้อดีตและความทรงจำถาโถมเข้ามาแบบไม่กลั้นไว้ ต่อให้จมน้ำตาตายเธอก็ยินดีกับสิ่งนั้น
“ขอให้มึงมีความสุขเหมือนกันนะ สุขโดยที่ไม่มีคนอย่างกูในชีวิต” คนไกลเอ่ยคำสะอึกสะอื้นมองดูท้ายรถหรูขับห่างออกไปเรื่อยๆ จนไกลลิบลับ เธอเดินไปตามทางเท้าที่ริมแม่น้ำของอีกฝั่งเพื่อเยี่ยมอีกคนที่รักและคิดถึงอย่างไม่รู้ลืม
สุสาน
“แม่! ปีนี้หนูยี่สิบแปดแล้วนะ โสดเหมือนเดิมด้วย” เธอพูดและยิ้มให้กับสาวสวยในรูปที่แปะไว้บนกำแพงวัด รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมมายังเธอและพี่สาว แต่ตอนนี้รอยยิ้มของเธอกลับเผยออกมาได้ยากแท้
“แม่! คิดถึงแม่จัง อยู่ที่นั่น แม่มีความสุขมั้ย หนูเองก็จะพยายามมีความสุขให้ได้ หนูเลือกเส้นทางนี้เอง หนูต้องมีความสุขให้ได้ แม่ไม่ต้องห่วงหนูนะ”
รูปภาพของนางสาวดวงฤทัยถูกเช็ดและทำความสะอาดจนไม่เหลือคราบฝุ่น ที่แท่นปูนมีช่อดอกอัญชันสีม่วงสดวางประดับก่อนเจ้าของจะเดินจากไปอย่างเงียบๆ กลับสู่โลกสีหม่นท้องฟ้าไม่สดใสและเงียบเหงาอีกครั้ง ร่างเล็กผอมบางใต้เสื้อสเวตเตอร์สีดำหันหลังให้กับทุกอย่าง ใช้ชีวิตสันโดษอย่างไร้ญาติขาดมิตร เธอเลือกที่จะตัดขาดจากทุกคนและต้องรับผลมันให้ได้ ต้องอยู่กับมันจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง