“เจ๊! มาได้ไง”
“ไม่ต้องถามหรอกว่าเจ๊มาได้ไง บ่ายแล้วยังมัวนอนอยู่อีก พีพี! รีบไปแต่งตัวเร็วเข้า”
“มีเรื่องอะไรเจ๊”
ผีเสื้อราตรีกว่าจะหลับก็ตอนเช้าจึงไม่แปลกที่ตอนบ่ายนักร้องจะยังคงนอนบนเตียง แล้วก็มีแค่เจ๊ศรีคนเดียวที่รู้ว่าจุดซุกหัวของพีพีอยู่ไหน แล้วก็มีวิธีเดียวในการเจอตัวคือต้องมาหาถึงห้องเท่านั้น
พุทธศักราชนี้ไม่มีใครใช้โทรศัพท์ จะมีก็แค่เธอคนนี้
“เจ๊มีอะไร”
“พีพี! เจ๊ไหว้แหละ” คนที่แสนเย่อหยิ่งยกตัวเองเป็นดั่งนางพญายกมือไหว้สาวอ่อนวัยกว่าด้วยหน้าตาตื่นตะลึง เจ๊ศรีคนเดิมหายไปไหนแล้ว
“อะไร”
“เจ๊รับงานเขาไปแล้ว”
“งานอะไร”
“เขาจ้างพีพีไปร้องเพลงที่โรงแรม”
“...” คนฟังทิ้งหัวลงนอนตามเดิมไม่สนใจเสียงหวีดร้อง ใครรับงานไว้ก็จัดการเองเรื่องนี้เองเถอะพีพีไม่เกี่ยวข้อง
“พีพี! ช่วยเจ๊หน่อยนะ ถือว่าช่วยร้านของเราด้วย”
...
“พีพี! เจ๊ต้องการเงินหมุน ไม่งั้นร้านคงเจ๊งไปนานแล้ว”
“ถ้าร้านเจ๊ปิดพีก็หางานที่อื่นได้” คนหน้านิ่งมากความสามารถหาได้ใส่ใจ พีพีสามารถหางานร้องเพลงร้านอื่นได้สบายๆ มีคนมาทาบทามออกเยอะ
“โธ่พีพี! ไม่สงสารเจ๊ก็สงสารพนักงานคนอื่นๆ เถอะ ถ้าร้านปิดพวกนั้นก็ตกงาน”
“ไม่ใช่ปัญหาของพีนี่”
“พีพีอะ!”
“เจ๊เป็นคนออกกฏไม่ให้พีรับงานนอกเองนะ”
“แต่งานนี้เจ๊เป็นคนรับให้ไง”
“พีเป็นนักร้องอิสระนะและร้านเจ๊ก็ไม่ใช่ค่ายเพลง ตอนรับงานเจ๊ไม่ได้ถามพีสักคำ ตอนนี้ก็แก้ปัญหาเอง”
“เจ๊รับเงินเขามาแสนหนึ่งนะพีพี”
“แล้วไง”
“ให้เ**กราบก็ได้ ช่วยเจ๊สักครั้งเถอะนะ”
“ไม่”
พีพียืนยันหนักแน่น เธอรู้ว่ามันไม่ใช่งานแค่ออกไปร้องเพลง เจ๊ศรีร้านซาเวทมีประวัติอื้อฉาวเข้าหูพีพีมาบ้าง ก่อนจะเป็นผับแอนด์เรสเตอรองที่เห็นในปัจจุบัน อดีตมันเคยเปิดเป็นสถานบันเทิงสำหรับผู้ชาย
นักร้องโนเนมไม่มีชื่อเสียงแต่คนยอมจ่ายตั้งแสนหนึ่งมันน่าคิดไม่ใช่หรือ
“เจ๊จะเลือกเงินแสนเดียวหรือพี”
“ทำไมเจ๊ต้องเลือกด้วยพีพี”
“ถ้าเจ๊จะให้พีไปร้องที่ร้านตามเดิมก็กลับไปซะ พีจะนอน”
“นางพีพี!” หลังจากคำอ้อนวอนจบลงก็ตามมาด้วยคำตัดพ้อน้อยใจผสมเหน็บแนม
เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ เจ๊ศรีเห็นชัดแล้วว่าเธอไม่มีทางบังคับพีพีให้ลุกแต่งตัวไปร้องเพลงได้เธอจึงถอยกลับไปหาทางแก้
หายไปหลายวันถึงวันศุกร์ของสัปดาห์ที่นักร้องสาวต้องไปทำหน้าที่ของเธอ ณ ร้านเดิมอีกครั้ง
บรรยากาศดูแปลกตา คนที่เคยเยอะอยู่แล้วแลดูเยอะขึ้นอีกเท่าตัว สายตาทุกคู่จ้องมองนักร้องขณะก้าวลงจากแท็กซี่จนกระทั่งเดินเข้าร้าน ไม่เว้นแม้แต่พนักงานที่คุ้นหน้ากันดี ทุกคนจ้องมองพีพีและเต็มไปด้วยคำถามผ่านสายตาทุกคู่
“มีอะไรกันวะ...เจ๊!?” พีพีตกใจเสียงหลงเพราะคนที่นั่งรอมีสภาพสะบักสะบอมตามร่างกาย
เจ๊ศรีมีผ้าพันแผลโพกหัว ใส่เฝือกดามแขนและขามีไม้ช่วยพยุงเดิน
“ไปโดนอะไรมาเหรอเจ๊” สีหน้าคนถูกถามเข็นเคี้ยวนัก เจ๊ศรีโกรธแค้นพีพีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะยังต้องพึ่งพานักร้องสาวคนนี้
“อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะครับคุณพีพี”
“คุณ...”
“เจอกันอีกแล้วนะครับ”
“ค่ะ” ลูกค้าชื่อจอมส่งยิ้มให้ จากนั้นก็เดินขึ้นชั้นสองไปยังห้องวีไอพีเช่นทุกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” พีพีพยายามถามข่าวแต่ก็ดูเหมือนทุกคนในร้านจะไม่ยอมปริปากเล่าสักคน ซ้ำยังแสดงอาการไม่พอใจพีพีตลอดเวลา
ถ้าให้เดา ก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่เจ๊ศรีรับงานแล้วแต่นักร้องดันไม่ไป
“เดี๋ยว!”
“อะไร”
“ขึ้นไปคุยกับเจ๊ข้างบนห้องหน่อย”
“พูดตรงนี้ไม่ได้...?”
“แค่เดินขึ้นไปชั้นสองให้ฉันหน่อยมันคงไม่ทำให้ขาแกพิการหรอกใช่มั้ย หรือต้องให้ฉันจะแบกแกขึ้นบ่าฮะ” คนแก่กว่าขบฟันแน่นแทบคุ้มอารมณ์ไม่อยู่ เจ๊ศรีก็รังเกียจท่าทีหยิ่งผยองไม่ยอมคนของพีพีไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลยแต่ที่อยู่ด้วยกันมาได้เพราะต้องพึ่งพา ‘ตัวเงินตัวทอง’ นี้เรียกแขกเข้าร้านที่กำลังจะเจ๊ง
“พอใจยัง” นักร้องสาวจำยอมทำตามแต่ก็ใช่ว่ากลัว ภายในห้องที่ออกแบบไว้เป็นสำนักงานมีลูกค้าประจำนั่งรออยู่ก่อนอีกครั้ง
ใบหน้าหล่อแบบตัวร้ายในละครส่งยิ้มให้พีพีอีกหน กลิ่นไม่ชอบมาพากลลอยฟุ้งจนพีพีไม่อยากยืนอยู่ในนี้
“พอดีผมได้หุ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ กับพี่ศรีก็เลยมีอำนาจบริหารด้วยนิดหนึ่ง”
“ไม่ได้อยากรู้ มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
“จำเรื่องที่ผมจะจัดปาร์ตี้วันเกิดได้มั้ยครับคุณพีพี...” คนพูดเว้นช่องว่างให้คนถูกถามคิดทบทวน
บรรยากาศชวนอึดอัดและมากกว่านั้นเจ๊ศรีก็ดูวิตกกังวลมากขึ้น มีเพียงพีพีที่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“พรุ่งนี้แล้วนะครับ”
“ไม่! พีบอกแล้วว่าไม่รับงานนอก”
“มึงอย่าเล่นตัวให้มากนักอีนางพีพี” เจ๊ศรีแม้จะดูไม่ใช่คนอ่อนหวานพูดจาเพราะแต่แกก็ไม่เคยเรียกพีพีแบบจิกหัวด่าเช่นครั้งนี้
ดูท่าครั้งนี้คงปัญหาใหญ่มิใช่น้อย
“ถ้าพีไม่ไปแล้วใครจะทำไม จะไล่ออกเหรอ คิดว่าพีกลัวไม่มีงานทำสินะ”
“เอาแบบนี้เหรอครับ”
“แล้วมันทำไมล่ะ”
“ก็ไม่ทำไมหรอกครับ! คุณพีพีจบกับที่นี่แล้ว ก็ไม่ต้องสนหรอกว่าใครจะเป็นจะตาย”
“ฮะ” เกือบจะก้าวขอบประตูสำนักงานนักร้องสาวก็หยุดเดิน เธอไม่สนใจใครอื่นก็จริงอยู่แต่ก็ไม่ถึงกับใจจืดใจดำ
“มันมีอะไรมากกว่าร้องเพลงรึไง”
“ผมจ้างคุณไปร้องเพลงด้วยความชอบส่วนตัวล้วนๆ แต่วันก่อน เจ๊เขาขายคุณให้คนที่ชอบคุณแบบไหนอันนี้ผมไม่พูดดีกว่าครับ”
“คืออะไรเจ๊”
“เสี่ยเขาก็ชอบมึงเหมือนกันแหละพีพี”
“หมายความว่าไงพูดมาสิ”
“พอเขาไม่ได้ก็สภาพอย่างที่คุณเห็นนี้แหละ คราวนี้เข้าใจรึยังว่าเพราะอะไรที่จู่ๆ จากผมที่เป็นแค่ลูกค้าประจำถึงได้มีหุ้นส่วนร้านด้วย”
“แค่เงินแสนเดียวเหรอเจ๊”
“อ้าว! ไหนว่าล้านหนึ่งไงครับ”
“คุณจอม...คือว่าเจ๊” สองคนส่งสายตากดดัน
เธอจะโกหกยังให้เนียนต่อหน้าทั้งสองคนโดยที่พูดไว้ไม่เหมือนกันเลย
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี ขอตัวนะ”
“ใช่สิ! กูโดนกระทืบเกือบตายเพราะความเล่นตัวของมึง มึงก็ไม่สน ร้านนี้จะถูกปิดมึงก็ไม่สน เด็กในร้านจะตกงานไม่มีเงินให้ลูกให้เมียมึงก็ไม่สน”
“เฮ้ยเจ๊! อย่าเอาความผิดมาโยนให้พีนะ”
“ที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะมึงเป็นต้นเหตุไง ที่กูทำก็เพื่อให้ร้านกูอยู่รอด ให้พนักงานของกูมีงานทำ มึงไม่ใช่คนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกกูนี้ เด็กในร้านกูอยู่ด้วยกันมาหลายปีลำบากด้วยกันมานาน ในวันที่ไม่มีลูกค้า ในวันที่กูไม่มีแม้กระทั่งจะจ่ายค่าแรงกูก็ไม่เคยทิ้งลูกน้อง แต่มึงแค่มาอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ทำงานเสร็จรับเงินกลับบ้าน อยู่ด้วยกันแค่ปีเดียวจะรักจะผูกพันจะสนใจพวกกูทำไม พนักงานบางคนมีเมียท้องแก่ใกล้คลอด บางคนมีลูกต้องกินนม พ่อแม่บางคนต้องใช้เงินไปหาหมอ มึงมันตัวคนเดียวไม่มีภาระ ไม่มีใครรออยู่ ไม่มีใครเขาสบายอย่างมึงไง”
ประโยคท้ายจี้ใจคนฟังจนน้ำในตาแทบทะลัก “สบายงั้นหรือ” ทำไมเจ้าตัวถึงไม่รู้สึกโชคดีเช่นนั้นแม้แต่นิด
ไม่มีใครรอพีพีกลับบ้าน ไม่มีใครรอกินข้าวพร้อมกัน ไม่มีเลยสักคน หญิงสาวจุกในอกแต่ก็ไม่มีคำใดจะเถียง บางทีการที่เรามีตัวตนหรือเป็นคนสำคัญกับใครบ้างมันคงไม่อ้างว้างโดดเดี่ยวเช่นทุกวันนี้
“งั้นเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก แต่ถ้ามี ผมเป็นแฟนตัวยงของคุณนะครับ” จอมเอ่ยลาด้วยใบหน้ายิ้มร้าย พีพีก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้
“คุณจะทำอะไร”
“ตรงนี้ทำเลดีและเคยเปิดเป็นสถานบันเทิงมาก่อน ผมว่าจะฟื้นฟูปรับปรุงแล้วเปิดใหม่ ก็เจ๊ศรีเขารับเงินไปแล้วอะเนาะ”
เจ้าของเดิมแทบสำลักน้ำลาย พิษของการพนันมันร้ายกาจ เจ๊ศรีพลาดครั้งเดียวเท่ากับศูนย์เสียทุกสิ่ง
“แค่พรุ่งนี้ใช่มั้ย”
“ครับ”