CHAPTER 01 เพื่อนสนิท
CHAPTER 01 เพื่อนสนิท
“โซ่ ตื่นน” ฉันตะโกนพร้อมกับเคาะประตูเสียงค่อนข้างดังเพื่อเรียกใครบางคนที่ป่านนี้น่าจะนอนกินบ้านกินเมืองอยู่ เหมือนกับว่าเรื่องราวนี้มันเคยเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วนก็ว่าได้ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ฉันอยู่ประถมแล้ว
โซ่คือเพื่อนสนิทที่บ้านอยู่ติดกับฉัน เราทั้งสองคนนั้นเรียนที่เดียวกัน ไปไหนด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ และไอ้ด้วยคำว่าไปไหนมาไหนด้วยกันเนี่ยแหละถึงทำให้ฉันต้องขึ้นมาปลุกโซ่มันอย่างนี้ “โซ่ สายแล้วเนี่ย”
เรียกอีกครั้ง ทว่าก็ยังคงไร้วี่แววจากเจ้าของห้อง และสุดท้ายเหมือนเส้นความอดทนของฉันนั้นถึงขีดจำกัด ใช้มือเปิดประตูเข้าไปในห้อง “นี่โซ่ ไม่ให้ดึงหูนี่จะไม่ลุกจากที่นอนเลยใช่ไหม” ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นไปบนเตียง ดึงผ้าห่มที่เจ้าของห้องนั้นนอนคลุมโปงอยู่ออก
“โห แล้วนี่ยังไม่คิดจะตื่นเลย ลุก” ดึงแขนของเพื่อนสนิทของตัวเอง ปลุกเพื่อให้อีกฝ่ายนั้นตื่นขึ้นมา สุดท้ายคนที่นอนเหมือนตายก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นท่าทางงัวเงีย ใช้มือขยี้ตาเบาๆ ปรับแสง
“ปอย ยังง่วงอยู่เลย”
“มันสายแล้วโซ่ ปอยไม่อยากไปเรียนสายเนี่ย” ปลุกทุกวัน แต่โซ่น่ะก็ไม่เคยชินเสียที ไม่มีวันไหนเลยที่มันน่ะจะตื่นเช้าเพื่อมานั่งรอฉันบ้าง นี่ก็ปาไปปีสี่แล้ว ทุกอย่างก็ยังคงดำเนินไปเหมือนตอนเด็กไม่มีผิด “โซ่ขออีกสิบห้านาที”
“ไม่”
“นะครับ” มันเอาคำหวานมาเข้าสู้ แล้วคนที่ใจบางกับคำพูดมันแบบฉันน่ะจะต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้โอนอ่อนตามมากแค่ไหน
“ไม่ได้ เร็ว ไปอาบน้ำ” พยายามกลั้นใจ จากนั้นก็ฉุดแขนของโซ่ให้ลุกขึ้นอีกรอบ เจ้าของเตียงที่สูงร้อยแปดสิบกว่ากับฉันที่มันสูงแค่ร้อยหกสิบน่ะ จะไปสู้อะไรมันได้ เพียงแค่ดึงให้มันตัวโยกเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง “เหนื่อยแล้วนะ”
และดูเหมือนว่าคนขี้เซาจะมีท่าทีพอใจ โซ่ยิ้มนิดๆ ให้ แล้วส่ายหัวเบาๆ “เตี้ยเอ้ย” มันว่าแค่นั้นก็เอื้อมมือมายีหัวกันคล้ายกำลังมันเขี้ยว
“เห้ย ผมยุ่ง” บ่นไปอย่างนั้นแต่รู้ดีว่าต่อให้ถึงมหาลัย ยังไงมันก็เข้าขั้นกระเซอะกระเซิงอยู่ดี “แล้วจะไปอาบน้ำได้ยัง”
“ไปค้าบ ไปก็ได้ค้าบ” ว่าแล้วคนที่ขี้แกล้งก็ค่อยๆ ลุกจากที่นอน เดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป
ฉันถอนลมหายใจออกมาแรงๆ เรื่องที่เหนื่อยในเช้าของทุกวันคงไม่พ้นเรื่องนี้ โซ่ทำงานที่ร้านเหล้าในช่วงดึกกว่าที่มันจะเลิกก็ปาไปตีสองตีสาม เคยบอกว่าให้มันน่ะเอาเวลามาพักผ่อน เอาเวลามาให้การเรียนเต็มที่ ทว่ามันกลับบอกว่าต้องการไปเล่นดนตรีเพราะผ่อนคลาย ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เพื่อนสนิทอย่างฉันไม่ก้าวก่าย
ฉันเป็นเพื่อนสนิทโซ่ที่พึ่งรู้ตัวว่าไม่อยากเป็นเพื่อนกับมันก็ช่วงตอนมอปลาย จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงเวลาที่โซ่มันอยู่ใกล้ จู่ๆ ก็นึกหงุดหงิดใจที่มันมีสาวๆ ตามมาวอแว พอมาประเมินกับตัวเองจริงจังก็รู้ว่าตกหลุมความหล่อ ขี้เล่นขี้แกล้งของมันไปแล้ว
แต่เรื่องนี้มีเพียงฉันและแพรวเพื่อนสนิทอีกคนที่รู้ ส่วนโซ่ไม่มีทางบอกเด็ดขาด
ฉันทำตัวปกติเมื่อรู้ว่าตัวเองนั้นคิดกับมันยังไง เพราะกลัวว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นจะไม่เหมือนเดิม อย่างที่ว่าโซ่ทั้งหล่อ ขี้เล่น แบบนี้ทำให้มีสาวๆ เข้าหามากหน้าหลายตา แล้วยิ่งดีกรีอดีตเดือนคณะวิศวะด้วยแล้วยิ่งเลยเถิดไปใหญ่
แล้วใครจะไปกล้าบอกมันว่าชอบ
แต่ก็นั่นแหละ ถึงโซ่จะมีผู้หญิงเข้ามาหาเยอะ ทว่าก็ยังไม่เคยเห็นว่าโซ่นั้นจะจริงจังหรือเปิดตัวใครเลย แล้วคนที่มันแอบชอบแบบฉันคนที่ตัวเองชอบไม่เปิดตัวผู้หญิงก็ใช่ว่าจะดี เจ็บช้ำรายวันเลยก็ว่าได้เพราะมันมักจะควงสาวคณะนั้นคณะนี้เสมอๆ
ฉันลงมานั่งรอโซ่ที่ด้านล่างของบ้าน แม่ของโซ่นั้นก็ยกอาหารเช้ามาให้ทานทุกวัน ถึงบอกว่าไม่เป็นไรแต่ท่านน่ะชอบทำ แบบนี้เลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะหยิบมันเข้าปาก
“อร่อยไหม” น้าวรรณยิ้ม สายตานั้นจดจ่อรอคำตอบ และเช่นทุกวัน ฉันพยักหน้าให้ส่งยิ้มหวานตาหยี
“อร่อยมากเลยค่ะ น้าวรรณนี่ทำอร่อยทู้กอย่าง” ไม่ได้ชมเพื่อเอาใจ แม่ของโซ่นะทำอร่อยจริงๆ
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้น้าทำให้ใหม่” ดูท่าแล้วเมนูนี้น่าจะได้ทานไปอีกประมาณเจ็ดวันแน่ๆ แต่ไม่เป็นไรของอร่อยทานยังไงก็ไม่เบื่อ
“โห กินไม่รอเลย” โซ่ว่า จากนั้นก็เดินตรงมายังโซฟาที่ฉันนั้นนั่งอยู่ แล้วหยิบขนมปังที่แม่ตัวเองทำเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “รีบกินดิ สายแล้วเนี่ย”
“แหมโซ่” ฉันยู่หน้าให้ มันนั่นแหละที่เป็นฝ่ายชักช้า เราทั้งสองนั้นนั่งกินขนมปังนี่เพียงครู่จากนั้นก็ขอตัวเดินทางไปยังมหาลัย
ที่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่ายังไงเมื่อไปถึงมหาลัยหัวฉันนั้นจะต้องกระเซอะกระเซิงเป็นเพราะยานพาหนะที่โซ่เป็นคนขับให้นั่งคือเจ้าบิ๊กไบค์คันใหญ่สีแดงที่มีชื่อน้องสมฤดี ชินแล้วกับการไปเรียนแบบนี้เลยไม่ได้ติดใจอะไร
เคยอาสาจะเอารถตัวเองไป ทว่าโซ่บอกไปแบบนั้นมันไม่ได้อรรถรส ส่วนฉันก็เป็นบ้าเออออตามเพราะไปทางเดียวกันไม่อยากจะเปลืองน้ำมัน ช่วยชาติประหยัดและเซฟเงินในกระเป๋าไปในตัว
“จับแน่นๆ ดิ” ว่าแล้วโซ่มันก็คว้ามือของฉันให้กอดเอวเอาไว้ เอากับมันเถอะอยากจะนั่งห่างเป็นวาเพราะกลัวหัวใจตัวเอง “ตกไม่รับผิดชอบนะ ยิ่งยายมึงหวงๆ อยู่ด้วย” ยายน่ะหวงคือเรื่องจริง แต่เวลาอยู่กับมันไว้ใจราวกับโซ่คือหลานแท้ๆ
เพียงไม่นานเท่านั้นเราทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย ฉันลงจากรถจากนั้นก็ยื่นหมวกกันน็อกให้มัน สายตามองดูเวลาพบว่านี่ใกล้ถึงคาบแรกของอาจารย์ป้าแล้ว
“ไปโซ่ จะถึงคาบอาจารย์ป้าแล้วเนี่ย” บอก และโซ่กำลังจะถอดหมวกกันน็อก สิ่งที่เกิดขึ้นประจำ ย้ำว่าประจำก็เกิดขึ้น
“พี่โซ่” เสียงจีบปากจีบคอของสาวคนที่ล้านแปดของมันเรียกชื่อ จากนั้นก็ตามด้วยการที่มันต้องไปส่งอีกฝ่ายทั้งที่ตัวเองใกล้เวลาเข้าเรียนเต็มที
ส่วนฉันก็เดินคอตกเข้าห้องเรียนเพื่อไปตอบคำถามแพรวเช่นเดิมว่าทำไมวันนี้ถึงมาคนเดียวไม่มีเพื่อนรักเข้าไปเรียนพร้อมกัน...เบื่อโว้ยยย