เรียกน้ำย่อย..
เสียงดังหึ่งของเครื่องยนต์กังหันไอ้พ่นยังคงสม่ำเสมอ กัปตันเตชน์นักบินผู้ควบคุมเครื่องบินโดยสารลำนี้นั่งอยู่หลังแผงควบคุมที่เต็มไปด้วยไฟกะพริบและหน้าจอเรดาร์ สายตาเขากว่าดูทุกค่าพารามิเตอร์อย่างคล่องแคล่ว ปลายนิ้วสัมผัสสวิตช์และปุ่มต่างๆ อย่างแม่นยำ เสียงผู้ช่วยนักบินรายงานบางอย่างซึ่งเขาเพียงแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น
ไมโครโฟนที่อยู่ข้างขมับถูกดึงเข้าไปบริเวณปาก เสียงของเขาทุ้มแน่นและดูอบอุ่นในขณะที่เครื่องบินไต่เพดานบินด้วยความมั่นคง
"สวัสดีครับท่านผู้โดยสารทุกท่านนี่คือกัปตันเตชน์ดนัย กำลังรายงานจากห้องนักบิน"
เขาหยุดเสียงไปสักพักใหญ่พลางกวาดตามองออกไปนอกกระจกหน้าห้องนักบิน ท้องฟ้าเบื้องหน้าดูปลอดโปร่ง มีเพียงก้อนเมฆสีขาวนวลลอยอยู่โดยรอบ
"ขณะนี้เครื่องบินของเราอยู่ที่ระดับความสูง 33,000 ฟุต หรือประมาณ 10,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ความเร็วลมสัมพัทธ์ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 840 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทิศทางลมด้านหน้าอยู่ที่ 270 องศา ความเร็วลมประมาณ 40 นอต"
เขารายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่อีกมือหนึ่งยังจับคันควบคุมเพื่อปรับทิศทางเล็กน้อย
"อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ - 41 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในห้องโดยสารอยู่ที่ประมาณ 22 องศาเซลเซียส สภาพตลอดเส้นทางจากเชียงใหม่ลงสู่กรุงเทพฯ ค่อนข้างดี ท้องฟ้าปลอดโปร่งมีเมฆเล็กน้อยทางตอนกลางของประเทศ ไม่มีรายงานพายุฝนหรือกระแสลมแรงที่ส่งผลต่อการบิน คาดว่าเราจะส่งผู้โดยสารถึงสนามบินสุวรรณภูมิภายในเวลาอีกประมาณ 55 นาทีหลังจากนี้ ขอให้ทุกท่านนั่งพักผ่อนอย่างสบาย หากมีข้อสงสัยหรือความต้องการเพิ่มเติมกรุณาแจ้งลูกเรือได้ตลอดเวลาเลยครับ ขอขอบคุณที่เลือกบินกับเราและหวังว่าท่านจะมีความสุขตลอดการเดินทาง"
เสียงในห้องนักบินกลับมาเงียบอีกครั้งมีเพียงเสียงคลิกเบาๆ ของกลุ่มควบคุมและการสื่อสารทางวิทยุระหว่างกัปตันกับหอบังคับการบินกลางประเทศ เบื้องหน้าคือเส้นทางสู่มหานครใหญ่ ท่ามกลางท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เครื่องบินลำนี้กำลังพาผู้โดยสารเดินทางถึงกรุงเทพมหานครอย่างปลอดภัย
ผู้ช่วยนักบินหรือธนัตถ์หันไปมองกัปตันเตชน์ซึ่งกำลังเช็กความเร็วลมด้วยท่าทีนิ่งเช่นเคย เขายิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมา
"กัปตันครับเมื่อเช้าผมเห็นในกลุ่มคุยกันว่ามีลูกเรือใหม่เพิ่งขึ้นไฟลต์วันนี้ด้วย ผมบังเอิญเห็นพอดีโคตรสวยเลยจะบอกให้"
ธนัตถ์เอ่ยออกมาด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มเหมือนคนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก เขาเห็นแบบนั้นก็หัวเราะในลำคอเบาๆ โดยยังไม่ละสายตาจากเรดาร์ตรงหน้า
"เอาอีกแล้วนะนายเนี่ย ว่าแต่ผู้หญิงคนไหนเหรอ"
"คนที่อยู่แถวหน้าประตูไงครับ ชื่ออะไรนะ... อ่อ อิงอิง โอ้โหหน้านี่แบบลูกครึ่งเกาหลีชัดๆ ผิวขาวอย่างกับหลอดไฟนีออน หน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากซีรี่ส์ว่าแต่กัปตันเห็นหรือยังครับ"
"ไม่แน่ใจแฮะตอนเดินมาไม่ได้ดูใครเลย เหมือนจะเห็นแวบๆ นะ แต่รู้สึกคุ้นหน้ายังไงก็ไม่รู้"
เขานิ่งเงียบไปสักพักเมื่อนึกถึงผู้หญิงที่เดินผ่านก่อนหน้านี้ เอาจริงหน้าเหมือนแฟนเก่าเขาที่เลิกกันเมื่อ 2 ปีก่อน แต่โลกคงไม่เหวี่ยงพวกเรากลับมาเจอกันอีกครั้งแล้วแหละเพราะตอนเลิกกันไม่ได้จบดีเหมือนชาวบ้านเขา จึงทำให้เกลียดขี้หน้ากันและสองปีที่ผ่านมานี้ไม่ได้ติดต่อกันเลย
"คนนั้นแหละกัปตัน เสียงอ้อนน่ารักมากเลยดูเรียบร้อยด้วย"
"แกนี้พูดไปเรื่อย เอาเป็นว่าเลือกสักคนเถอะไม่ใช่คนไหนมาใหม่ก็ไปหลงเขาหมด"
กัปตันเตชน์หัวเราะออกมาขำขันก่อนจะหันไปมองเบื้องหน้า
"แหม่กัปตันผมก็แค่มองของสวยงามเฉยๆ ปะ แต่เห็นว่าย้ายมาจากอีกสายการบินหนึ่งนะ เอาไว้กัปตันลองไปดูก็แล้วกันแล้วจะหลงเหมือนผมนั่นแหละ"
"เฮ้อ... กลับไปนอนฝันเถอะไป"
"ถ้าอย่างนั้นอย่ามาแย่งผู้หญิงกับผมแล้วกัน ถือซะว่าคนนี้ผมจองแล้วนะอย่ายุ่งล่ะ ถ้าพี่ชายเข้าไปจีบเองผมหมดหวังแน่"
กัปตันเตชน์ถ่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกเอือมระอาเสียเต็มประดา เอ็นดูคู่หูนักบินรุ่นน้องแต่อีกใจก็อยากจะเห็นผู้หญิงที่เขาพูดถึงเหมือนกัน ปกติมีแอร์โฮสเตสที่เข้ามาทำงานใหม่ทุกวันแต่ไม่ค่อยเห็นเจ้าหมอนี่พูดถึงเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้พูดถึงผู้หญิงที่ชื่ออิงอิงแสดงว่าน่าจะมีเสน่ห์พอสมควรถึงได้ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งเพ้อถึงได้ขนาดนี้ แต่ประเด็นคือแอร์โฮสเตสคนนั้นชื่อเหมือนแฟนเก่าเขานะสิ แถมยัยนั่นยังเรียนจบการจัดการการบินอีก คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกมั้งเพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าถ้าได้เจอกันอีกครั้งความรู้สึกในตอนนี้จะเป็นยังไง แต่ที่รู้ถ้าเจอกับยัยอิงอิงถ้าเขาไม่โดนด่าจนกลับบ้านไม่ได้ก็น่าจะโดนกระทืบจมดิน
"บรึ่ยยย แค่นึกถึงยัยนั่นก็ขนลุกแล้วว่ะ... ขออย่าเป็นคนเดียวกันเลย"