🏡🏠พี่ชายข้างบ้าน (1)
ตอนที่ 1
พี่ชายข้างบ้าน
‘ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก’ เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นคอนกรีตดังมาแต่ไกล ไม่กี่อึดใจเจ้าของรองเท้าผ้าใบสีขาวราวดอกเดซี่ก็หยุดอยู่หน้าบ้านหลังงาม หญิงสาวทอดมองบ้านหลังนี้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ในไม่ช้าริมฝีปากชมพูระเรื่อแบบธรรมชาติก็คลี่ยิ้มน้อย ๆ เมื่อความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมาในหัว
20 ปีที่แล้ว…
“พี่เรน! รอริต้าด้วย!” เด็กหญิงวัย 3 ขวบตะโกนเรียกพี่ชายข้างบ้าน เสียงของเธอไพเราะและใสกังวานเหมือนเสียงดนตรี พวกเขากำลังเล่นวิ่งแข่งกันอยู่อย่างสนุกสนาน โดยมีจุดเริ่มต้นคือถนนลูกรังหน้าบ้านประดิพัทธ์…บ้านของเรน ระพีพัฒน์ ประดิพัทธ์ ส่วนเส้นชัยนั้นอยู่หน้าปากซอยทางเข้าหมู่บ้าน
‘แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก~’ เสียงหอบหายใจของคนตัวเล็กถี่กระชั้น จึงต้องย่อตัว ก้มหน้าลงพื้น เอามือชันหัวเข่า และแลบลิ้นเพื่อพักเหนื่อย
“ถ้ามัวแต่รอริต้า พี่ก็แพ้สิ แบร่~” เด็กชายวัย 15 ปีหันหลังขวับ ตะโกนตอบน้องสาวข้างบ้านด้วยเสียงอันดัง เมื่อเห็นว่าน้องวิ่งตามไม่ทันก็ล้อเลียนด้วยการแลบลิ้นใส่ ท่าทางและใบหน้าจอมทะเล้นเป็นเหตุให้เด็กหญิงหน้ามุ่ย เธอจึงเร่งฝีเท้าสุดกำลังหวังตามคนพี่ให้ทัน
‘ฟุบ!’
“อะ! โอ๊ย!” เด็กน้อยหกล้มคะมำ ใบหน้าเนียนใสบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บ ริมฝีปากน้อย ๆ เม้มเข้าหากันแน่น แม่สาวน้อยพยายามข่มความเจ็บแสบที่แล่นปราดเข้ามาบริเวณหัวเข่า
“ริต้า! เลือดออกเต็มเลย! รู้ว่าวิ่งตามพี่ไม่ทันแล้วจะรีบวิ่งทำไม! เจ็บตัวเลยเนี่ยเห็นไหม!” คิ้วเข้มดกดำขมวดเข้าหากันจนหน้าผากยับ ก่อนหน้านี้ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของน้อง
เรนรีบวิ่งกลับไปหาน้อง ย่อเข่าลงแล้วพยุงคนเจ็บให้ยืนขึ้น แม้เขาทำเสียงดุใส่น้อง แต่แววตาคู่นี้แฝงไปด้วยความห่วงใย แววตาของเรนอ่อนโยน ทำให้คนมองรู้สึกอบอุ่นใจ ซึ่งริต้า ลลิตา วิชาธร เป็นคนแรกและคนเดียวที่ได้เห็นมัน
“ก็ริต้าอยากชนะพี่เรนบ้างนี่คะ~ ทำไมต้องดุด้วย~”
ปากเล็กขยับขมุบขมิบ หวังอธิบายให้คนพี่เข้าใจ เสียงพูดเบาลงด้วยสำนึกผิด ริต้าในวัยเด็กแก้มป่องหอมน่าฟัด เป็นเหตุให้แก้มกลมนวลถูกมือหนาเพียงมือเดียวของคนพี่บีบด้วยความมันเขี้ยว หากมีเสียงบีบแก้ม มันคงดัง ‘ปี๊บ ๆ ’ แล้วหนา
“อื๊อออ!” เจ้าของแก้มนิ่มราวกับซาลาเปานึ่งส่งเสียงอื้ออึงให้คนพี่เลิกบีบแก้ม มือของพี่เรนทั้งใหญ่และหนัก ประเดี๋ยวแก้มของน้องจะแหลกคามือพี่
“งั้นเอางี้ พี่ให้หนูชนะเลย เราจะไม่วิ่งแข่งกันอีกแล้ว…”
เจ้าของปากกระจับฉีกยิ้มให้น้อง ก็แหงสิ! เด็กนี่เจ็บหัวเข่าเลือดซิบขนาดนี้ ขืนพาเล่นต่อ มีหวังโดนคุณนายรตีพัชร์ด่าจนหูชาแน่ รายนั้นรักลูกของคนข้างบ้านยิ่งกว่าลูกตัวเองเสียอีก
บางทีเรนก็คิดขำ ๆ ว่าเขาเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า ทำไมแม่โอ๋เด็กนี่อย่างกับลูกตัวเอง ทีกับลูกในไส้เอาแต่ดุ…ทว่าไม่เป็นไร เด็กนี่น่ารัก เรนให้อภัย
“เดี๋ยวเราไปทำแผลกันนะคะ”
“ค่ะ~” น้องน้อยผงกศีรษะหงึก ๆ ตอบตกลง คนพี่ยิ้มกว้างจนแก้มดันขึ้นไปปิดตา ทำให้ตาตี่ไปโดยปริยาย เขาทั้งเอ็นดูทั้งสงสารท่าทางสิ้นฤทธิ์ของน้อง เรนยกฝ่ามือใหญ่ลูบหัวน้องเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม น้ำเสียงหยาบกระด้างของเด็กหนุ่มเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลน่าฟัง หากเรนโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วพูดคะพูดขากับผู้หญิง สาว ๆ คงใจละลายกันเป็นแถบ ๆ
“ม่ะ!” เรนจ้องตาคนตัวเล็กเชิงเชิญชวน เขาหันหลังแล้วย่อเข่าลง มือใหญ่ตบหลังตัวเอง ‘ปุ๊ ๆ ’ โก่งตัวรอให้คนตัวเล็กกระโดดขึ้นพาหนะสุดแกร่ง
‘อึ๊บ!’ คนน้องกระโดดขี่หลังคนพี่ด้วยความเคยชิน
‘วื้ดดด!’
“ว้าว! สูงจังเล้ย~ คิก ๆ”
เสียงหัวเราะคิกคักดังคละเคล้ากลางซอยหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้…หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่คนวัยทำงานนิยมผ่อนไว้พักอาศัยเนื่องจากราคาไม่แพงหูฉี่เหมือนบ้านจัดสรรในละแวกนี้ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร
ร่างสูงโปร่งจมูกโด่งผิวขาวราวหนุ่มเหนือแบกร่างเล็กกลับทางเดิมที่วิ่งผ่านมา ด้วยว่าพื้นถนนที่ริต้าล้มใส่เป็นดินแดง เธอจึงเจ็บแปลบบริเวณแผลสดเป็นระยะ ๆ ยามคนพี่ก้าวเดิน
ถึงอย่างนั้นริต้าก็ใจแข็ง ไม่บ่นว่าเจ็บหรือแสบแม้แต่คำเดียว เธอกัดฟันสลับกับเม้มปากไว้พลางกอดคอพี่ชาย เด็กน้อยเอียงศีรษะทุยซบลงบนบ่ากว้างอย่างออดอ้อน เมื่อคนพี่รับรู้ว่ามีเด็กจ้องหน้าเขาตาแป๋ว จึงละสายตาจากถนนเบื้องหน้ามามองเด็กขี้อ้อน พบว่าริต้ากำลังจ้องเขาตะปริบ ๆ อยู่ เรนยิ้มให้น้องด้วยความเอ็นดู ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ระหว่างทางกลับบ้าน มีเพียงรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์ของเด็กต่างวัยทั้งสองคน
__________________________________
เรนแบกเด็กตัวเบาเข้าไปในบ้านประดิพัทธ์ตอนเที่ยงตรงพอดี บ้านหลังนี้เป็นบ้านของพิพัฒน์…พ่อของเรน เป็นบ้านปูนสไตล์โมเดิร์น การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในนั้นธรรมดา ไม่ได้หรูหราอะไร แต่พิพัฒน์คาดว่าอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า บ้านของเขาจะดีกว่าที่เป็นอยู่ด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เขาเพิ่งเริ่มสร้าง แม้อายุอานามตอนนี้จะปาไป 50 แล้วพิพัฒน์ก็ไม่ได้สนใจ เขาคิดว่าอายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเริ่มสร้างธุรกิจ
“อ้าว! กลับมากันแล้วเหรอ แม่เตรียมอาหารเที่ยงเสร็จพอดีเลย แล้วนั่น…ตายแล้ว! หนูริต้าไปโดนอะไรมาคะ ทำไมเลือดถึงได้ออกเยอะขนาดนั้นล่ะลูก” เมื่อรตีพัชร์…แม่ของเรนเหลือบไปเห็นเลือดและรอยถลอกบนหัวเข่าของหลานก็ตกใจ ดวงตาคู่งามเบิกโพลง หญิงวัย 40 ปรี่เข้าไปช่วยลูกชายพยุงหลาน เธอปลอบโยนหลานด้วยการลูบศีรษะเล็กเบา ๆ
“น้องวิ่งหกล้มน่ะครับแม่” ลูกชายก้มหน้าก้มตาเอามือกุมเป้าสำนึกผิด ไม่กล้าเงยหน้าสบตาผู้เป็นมารดา หากแม่รู้ว่าเหตุใดน้องจึงได้แผลนี้มา แม่ต้องดุเขาแน่ ๆ ว่าทำไมไม่ดูแลน้องให้ดี ๆ
“ตาเรน แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพาน้องเล่นวิ่งแข่ง กิจกรรมอื่นมีให้เล่นตั้งเยอะตั้งแยะ คราวหลังพาน้องเล่นขายของนะจะได้ไม่เจ็บตัวกัน” หญิงวัยทองหันไปบอกลูกชายคนเดียวของตน แม้หล่อนไม่ได้ใช้เสียงแข็ง แต่สายตาแข็ง ๆ ของหล่อนทำให้เด็กหนุ่มรู้ดีว่าตอนนี้เขากำลังโดนดุ
“คุณป้าอย่าดุพี่เรนเลยนะคะ ริต้าผิดเองค่ะ ริต้าเป็นคนขอให้พี่เรนพาไปเล่นวิ่งแข่ง ถ้าจะดุก็ดุริต้าคนเดียวเถอะค่ะ”
เด็กหญิงมองผู้ใหญ่ตาปริบ ๆ อ้อนวอนไม่ให้คุณป้าดุพี่ชายไปมากกว่านี้
“ก็ได้ค่ะ ๆ ป้าไม่ดุพี่เขาแล้วก็ได้ แต่คราวหน้าคราวหลังอย่าพากันเล่นวิ่งแข่งอีกนะคะ เดี๋ยวจะเจ็บตัวเหมือนวันนี้”
เจอเด็กคนนี้อ้อนทีไร รตีก็ใจอ่อนทุกที
“รับทราบค่ะป้ารตีคนสวย” สาวใหญ่ยกมือขึ้นทาบอก รอยยิ้มงามประดับบนใบหน้าเลอโฉม หล่อนประทับใจเด็กคนนี้หลายเรื่อง ริต้าปากหวาน ทว่าไม่ใช่จำพวกปากหวานก้นเปรี้ยว มองตาก็รู้แล้วว่าจริงใจ อีกทั้งยังใจดี ไม่ยอมให้คนพี่โดนดุอยู่คนเดียว เพื่อนข้างบ้านเลี้ยงลูกได้ดีเหลือเกิน เห็นทีต้องทาบทามผู้ปกครองของริต้า ขอลูกสาวบ้านนี้มาเป็นสะใภ้บ้านประดิพัทธ์แล้วล่ะ