ช่วยตัวประกัน
[ยืนยันเป้าหมาย ปฏิบัติการได้]
พอทุกคนในทีมโรยตัวลงจอดบนดาดฟ้า ซึ่งมีชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ปิดหน้าตาไว้ไม่ทราบสัญชาติ ยืนเฝ้าเวรยามอยู่ แต่เพราะพวกมันทั้งสามคนไม่ทันระมัดระวังตัวจึงโดนทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความว่องไวและเงียบกริบสอยพวกมันร่วงไปอย่างง่ายดาย
"ดาดฟ้าเคลียร์" ผู้กองสิงห์ ชูมือขึ้นให้สัญญาณบอกทุกคนให้โรยตัวลงมาทันทีเมื่อเห็นว่าบนนี้ปลอดภัยแล้ว
หลังจากที่ทุกคนในทีมโรยตัวลงมาจากเครื่องบินด้วยความชำนาญท่ามกลางความมืดมิดและเหน็บหนาวในยามดึกลงมายังดาดฟ้าบนตึกร้างกลางป่าที่เป็นแหล่งกบดานของพวกกลุ่มคนร้ายได้อย่างปลอดภัยตามที่ผู้เป็นหัวหน้าทีมส่งสัญญาณให้ร่อนร่มลง
จากเบาะแสที่ได้รับมีคนไทยจำนวนหนึ่งถูกจับตัวมาไว้ที่นี่ เพื่อรอให้หัวหน้าขบวนการที่เดินทางมาจากช่องทางธรรมชาติฝั่งประเทศเพื่อนบ้านมารับตัวไป พวกมันทำเป็นกระบวนการมีทั้งการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาวุธสงคราม โดยมีคนไทยที่มีอิทธิพลในแถบนี้ให้ความร่วมมืออย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย
และในการออกปฏิบัติภารกิจของทีมในค่ำคืนนี้มีหน่วยเหนือให้การสนับสนุนคอยอำนวยความสะดวกในทุกช่องทางเพื่อช่วยเหลือตัวประกันให้ทันท่วงที ผ่านทางสัญญาณดาวเทียม หรือยุทโธปกรณ์ รวมทั้งกำลังพลสนับสนุนเมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยหัวหน้าทีมในครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ ร้อยเอกสิงขร เพียรกตศิลา หรือ ผู้กองสิงห์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพราน ประจำอยู่ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน มีฐานบัญชาการอยู่ใกล้บริเวณซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ภารกิจหลักของหน่วยคือการรักษาความมั่นคงตามแนวเขตชายแดน ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ
ผู้กองสิงห์เป็นนายทหารที่มีฝีมือดีหาตัวจับยากคนหนึ่ง เป็นนายทหารหนุ่มที่มาเป็นอันดับหนึ่งของรุ่นเลยก็ว่าได้ เขาได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจลับสำคัญระดับประเทศมานับไม่ถ้วน อีกทั้งยังผ่านหลักสูตรลาดตระเวนสะเทินน้ําสะเทินบก หรือเรียกว่า รีคอน ความแกร่ง สุดโหด ไม่กลัวตาย ทั้งยังใจถึงพึ่งได้จนสี่เหล่าทัพไม่มีใครที่ไม่รู้จักนายทหารหนุ่มมากฝีมือหน้าขรึมคนนี้ ที่แม้แต่เอ่ยชื่อก็ทำเอาผู้ร้ายผวากับความเหี้ยมโหดยามที่ต้องเผชิญหน้ากัน
ด้วยการฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ และยังเข้าเรียนหลักสูตรการฝึกสำหรับหน่วยรบพิเศษ(คอนมานโด)ของกองทัพบก และหลักสูตรอื่นอีกมากมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการรบแบบจู่โจม หลักสูตรการแทรกซึมทางอากาศ หลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือแม้แต่หลักสูตรหน่วยรบพิเศษทางเรือ หรือที่เรียกว่า ซีล ตลอดจนหลักสูตรเก็บกู้วัตถุระเบิด ซึ่งหลักสูตรหน่วยรบนี้ผู้กองสิงห์ผ่านมาหมดแล้ว ด้วยความมีวินัยและมีความสามารถหลากหลายจึงสร้างความภูมิใจเป็นหน้าเป็นตาให้กับกองทัพเป็นอย่างมาก ผู้กองสิงห์จึงได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาว่าเป็นทีมปฏิบัติการพิเศษที่แกร่งที่สุดในหน่วย แต่นอกเหนือจากภารกิจหลัก เจ้าตัวยังได้ทำภารกิจที่ลับสุดยอดมากกว่านั้นอีกด้วย
"คาดว่าตัวประกันจะอยู่ที่ชั้นล่างสุดของตึกซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่"
ผู้กองสิงห์โรยตัวลงมาพร้อมกับรายงานผ่านอุปกรณ์สื่อสารเพื่อแจ้งไปยังกองบัญชาการ คาดคะเนเอาไว้ว่าทางผู้หลักผู้ใหญ่คงกำลังฟังการปฏิบัติภารกิจอย่างใจจดใจจ่อ
สายตาคมสอดส่องไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง ขณะเดียวกันก็ติดตั้งระเบิดไปด้วยเพื่อทำลายแหล่งกบดานของพวกมัน ภารกิจสำคัญในครั้งนี้คือช่วยเหลือตัวประกันซึ่งหากใช้วิธีเจรจาไม่ได้ผล เขาก็จำต้องใช้กำลังเข้าจู่โจมอย่างเช่นคืนนี้...
ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านผิวกายเย็นยะเยือกด้วยในเขตรอยต่อภาคเหนือของประเทศมีอากาศเย็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งดึกยิ่งหนาวจับขั้วหัวใจ แต่ก็คงไม่เท่าสีหน้าของผู้เป็นหัวหน้าชุดในตอนนี้ หากผู้ร้ายเห็นสีหน้าของผู้กองสิงห์คงต้องขนลุกเกรียวอย่างไม่ต้องสงสัย หรือบางทีอาจคิดอยากเลิกเป็นโจรเลยก็เป็นได้ หากเห็นแววตาคมกริบฉายความดุดันในค่ำคืนนี้ เพราะคำพูดก่อนมาที่นี่ของผู้นำประเทศ
"ผู้กองต้องช่วยตัวประกันออกมาให้ได้เพราะตอนนี้รัฐบาล โดยเฉพาะหน่วยทหารกำลังถูกจับตามองจากคนทั้งโลก ผมฝากอนาคตของประเทศไว้ในมือผู้กองแล้วนะ" ทำให้คืนนี้ผู้กองสิงห์ของทุกคนดูนิ่งขรึมมากกว่าทุกครั้ง เพราะภารกิจครั้งนี้มีลูกชายของบุคคลสำคัญถูกจับตัวมารวมอยู่ในนั้นด้วย
"แม่งอย่างเท่ห์เห็นหัวหน้าแบบนี้ทีไรใจกูแม่งเต้นแรงตลอด ขนาดว่าเป็นผู้ชายด้วยกัน เห็นผู้กองทุกวันยังละสายตาไม่ได้เลย"
คนเป็นลูกน้องเอ่ยชมพร้อมกับรอยยิ้มระบายไปทั่วใบหน้า การปรากฎตัวของผู้กองสิงห์สร้างขวัญกำลังใจให้กับลูกทีมได้ไม่ยาก แม้จะออกมาปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงอันตรายแค่ไหน หากหัวหน้าทีมคือหนุุ่มหล่อตรงหน้า พวกเขาก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
คนที่โรยตัวลงมาท่าทางปราดเปรียวว่องไว ส่งผลให้ใบหน้าหล่อคมสะกดทุกสายตาให้หันไปมองที่เขาได้ไม่ยาก ด้วยรูปร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทย บุคลิกนิ่ง มั่นคง แข็งแรง อยู่ในชุดที่มีอุปกรณ์ครบมือตั้งแต่ศรีษะจนถึงเสื้อกันกระสุน และอาวุธอื่น ๆ ทุกครั้งที่มีการปฏิบัติหน้าที่ทีมหน่วยพิเศษจะไม่เปิดเผยใบหน้ามีเพียงนัยน์ตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแฝงความลุ่มลึก และทุกคนรู้ดีว่าในยามปฏิบัติหน้าที่ผู้กองสิงห์จะจริงจังกับงาน และนิ่งมาก จนแทบจะไม่มีสิ่งไหนทำให้เขาหวั่นไหวได้เลย
"ระมัดระวังกันด้วย" หน่วยเหนือสั่งการมาทางอุปกรณ์สื่อสาร ซึ่งทุกคนที่มาปฏิบัติหน้าที่ก็ต่างได้ยินเช่นเดียวกัน
"ครับท่าน"
หลังจากได้สืบหาร่องรอยมาสักระยะ จนกระทั่งรู้ว่าพวกมันจับคนไทยลำเลียงทางเรือผ่านน่านน้ำของเขตประเทศเพื่อนบ้านมายังจุดนัดพบเพื่อรอคนมารับอีกทอดหนึ่ง นับจากที่จับตัวประกันมาก็เป็นเวลาสองวัน และคาดว่าป่านนี้ทุกคนที่ถูกจับมาคงอ่อนแรงเต็มทน
และหนึ่งในนั้นที่ถูกจับตัวมาด้วยเป็นลูกชายของบุคคลสำคัญต่อกองทัพทำให้ ผู้พันยิ่งยศ ผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงถึงกับนั่งไม่ติด รีบออกคำสั่งให้ทีมของผู้กองสิงห์ออกมาปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือตัวประกันให้เร็วที่สุด และห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด!
เพราะเหตุนี้ทุกคนจึงต้องทำงานด้วยความระมัดระวังตัวและรัดกุมกันเป็นพิเศษ ก่อนมาที่นี่ผู้กองหนุ่มได้ศึกษาเส้นทาง แผนผัง และโครงสร้างของตึกร้างนี้มาเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด
คนที่ใครก็รู้ว่าเขามีความชำนาญในผืนป่ากินนอนอยู่ในป่ามากกว่าใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเสียอีก ...
"จ่ารู้ไหมว่าทำไมผู้กองถึงไม่แต่งงาน ไม่เคยเห็นควงหญิงให้เห็นสักที"
เป็นคำถามสุดฮอตและได้ยินบ่อยสุดในหน่วย เมื่อเห็นว่าคนเป็นหัวหน้ายังครองความโสด ไม่มีท่าทีว่าจะมีแฟนหรือแต่งงานมีครอบครัวสักที ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ๆ ผู้กองสิงห์ก็ยังไม่มีใครเคียงข้างกาย...
"กูจะไปรู้ไหม มึงอยากรู้ก็เข้าไปถามผู้กองเองดิวะ เสือกดีนักเรื่องใต้เตียงของชาวบ้าน" จ่าดล หรือ จ่าเอกนพดล ต่อว่าเด็กรุ่นน้องที่ยื่นหน้าแป้นแล้นเข้ามาถามถึงเรื่องราวของผู้กองหนุ่ม
"ไม่ใช่แค่เรื่องใต้เตียงนะจ่า บนเตียง ระเบียง ห้องน้ำก็ด้วย"
"ไอ้เด็กเวรนี่นะ!" คนโดนด่ากลั้วหัวเราะ
"เอาน่า...อย่าโมโหหน่อยเลย ผมแค่อยากรู้" ระหว่างพูดคุยกันเบา ๆ ระหว่างปฏิบัติภารกิจไปด้วย
"เท่าที่รู้มา ผู้กองบอกว่าโสดนั่นแหละดี เยใครก็ได้"
"นั่นมันมาตรฐานจ่าแล้วไหม ไม่ใช่ผู้กองผม" คนถามที่อายุน้อยที่สุด ชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ เมื่อคำตอบที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร
คนที่มีครอบครัวเป็นข้าราชการรับใช้แผ่นดินมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ ได้ตัดสินใจเข้ามาอยู่อาชีพนี้แล้วด้วยการกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ผู้กองสิงห์จึงตระหนักอยู่เสมอ ว่าเขาต้องรับใช้แผ่นดินเกิดอย่างสุดกำลังความสามารถ ชีวิตนี้พร้อมจะพลีเพื่อชาติ วันแรกที่ตัดสินใจบอกความต้องการของตัวเอง ต่อคนในครอบครัว ตอนนั้นทุกคนไม่เห็นด้วยอย่างแรง แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของผู้กอง ในที่สุดก็ผ่านด่านครอบครัวมาได้ ทุกคนยอมรับและยังเป็นกำลังใจ ทั้งยังให้การสนับสนุนเคารพทุกการตัดสินใจของผู้กองหนุ่มอีกด้วย
สำหรับตัวเขาแล้วคิดว่า การอยู่ตัวคนเดียวน่าจะเหมาะกับตัวเองมากกว่าคนที่เป็นทหารทุกย่างก้าวของชีวิตในยามที่เหยียบย่ำเข้าไปในผืนป่า ไม่รู้ว่าจะได้กลับออกมาอีกไหม
เพราะเหตุนี้การไม่มีคนรัก ทำให้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะหากผิดพลาดเป็นอะไรไปจะได้ไม่ต้องมีคนเสียใจอยู่เพียงลำพัง
กึก!!
"...!!"
ร่างสูงที่เดินนำทางอยู่พยายามเงี่ยหูฟัง หยุดชะุงักลงเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว พร้อมกับส่งสัญญาณมือบอกให้ทุกคนหยุดแล้วรีบหลบซ่อนตัวโดยเร็ว เมื่อเสียงของผู้ชายหลายคนพูดคุยกันดังแว่วขึ้นมา
มือข้างหนึ่งยกขึ้นเพื่อเตรียมให้สัญญาณกับลูกทีม เมื่อพวกมันเริ่มรู้ตัวและวิ่งตรงมาทางนี้ ผู้กองสิงห์ก็ให้สัญญาณบุกทันทีก่อนที่เสียงปืนจะดังสนั่นรัวกระหน่ำเข้าหากันอย่างกับห่าฝน
ปัง ๆ ๆ ๆ
กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่กำลังจะวิ่งขึ้นมาบนดาดฟ้าถูกเก็บในทันที ทำลายสถิติอย่างที่ไม่เคยเป็นด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ส่วนพวกที่เหลือก็ถึงกับหยุดชะงักแล้วทำท่าจะวิ่งถอยกลับ แต่ก็ช้าไปเมื่อถูกทีมของผู้กองหนุ่มจัดการปลิดชีวิตจนไม่มีใครหนีรอดไปได้สักราย พร้อมกับทหารทุกนายเริ่มบุกจู่โจม...
เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้พวกที่เหลือพยายามจะเข้ามาโต้กลับ แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพและการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีทำให้จัดการคนร้ายได้หมดภายในพริบตา
พอเห็นว่ากลุ่มทหารกำลังถือปืนวิ่งลงบันไดมา หัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายก็ตั้งท่าเตรียมจะกระโดดหนี
พลั่ก!!!
'"s**t!!"
ก่อนที่มันจะทันได้ถีบ ผู้กองสิงห์ก็กระโดดลงไปถีบมันจนหงายตกบันได พร้อมกับกระโจนเข้าไปกระทืบซ้ำแต่หัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้ายก็ไหวตัวทันรีบถอยหนี
"ตามแม่งไป!"
พูดจบเขากับคู่หูอย่างผู้กองพันรบ รองหัวหน้าทีมที่เรียนมาด้วยกันก็ไล่ล่าตัวหัวหน้าที่กำลังวิ่งหนีไปทันที แต่การจะไล่ล่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อมันมีลูกน้องคอยคุ้มกันอีกจำนวนมากวิ่งมาขวางเอาไว้
"พวกผมจะระวังหลังให้ครับผู้กอง"
จ่าดลผู้ซึ่งอยู่แนวหลังจนชินตะโกนบอกอย่างรู้ใจกัน พร้อมทั้งสาดกระสุนเข้าใส่คนร้ายชนิดที่ว่าจะไม่ปล่อยให้พวกมันรอดไปก่อเรื่องเลวร้ายพรรค์นี้ได้อีก
จากการที่ทำงานอย่างรู้ใจกันมานาน ทำให้แค่เห็นแววตาหัวหน้าทีมหนุ่มก็รู้ใจอีกฝ่ายได้ในทันที และจากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกันมานับไม่ถ้วน ทำให้ทุกคนสามารถรับมือกับคนร้ายได้อย่างง่ายดาย
พอคนเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายเห็นว่าตนตกเป็นรอง จึงรีบกระโจนลงบันไดเพื่อไปยังห้องโถงที่รู้ว่ามีตัวประกันถูกจับรวมเอาไว้ที่นั่น โดยมีลูกน้องที่เป็นชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงอีกหลายคนคุมตัวเอาไว้อยู่ ผู้กองสิงห์ และพันรบรีบวิ่งตามลงมาอย่างไม่ลดละ เพราะรู้ดีว่าพวกมันคิดจะเอาตัวประกันมาข่มขู่
"แม่งเอ้ย!"
เขาสบถเมื่อระหว่างทางยิงพวกคนร้ายตายไปนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังไม่หมดสักทีราวกับฟิ้นคืนชีพขึ้นมาได้ จนผู้กองพันรบเองก็โอดครวญ
"แม่งเป็นซอมบี้หรือไงวะ!"
ปัง!!
"หยุด! ไม่งั้นกูยิงมึงไส้ทะลุแน่"
ผู้กองสิงห์ยกปืนขึ้นเล็งไปที่หัวหน้าพวกมัน ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทุก ๆ คนในทีมวิ่งเข้ามาสมทบ
มือหนายกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้ทหารที่เหลือกระจายกำลังโอบล้อมหัวหน้าคนร้าย บางส่วนเขาให้เคลียร์พื้นที่โดยการนำตัวประกันคนอื่นๆซึ่งจากรายงานแจ้งว่ามีทั้งหมดสิบห้าคนทยอยออกไปก่อน แต่จากที่นับด้วยสายตาน่าจะหายไปหนึ่ง..
มือหนายกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้ทหารที่เหลือกระจายกำลังโอบล้อมหัวหน้าคนร้าย
"อย่าคิดขัดขืน! ต่อให้มีปีกมึงก็หนีพวกกูไม่พ้น"
ผู้กองตะโกนสั่ง แต่ดูเหมือนคนเป็นหัวหน้าพวกมันจะไม่สะทกสะท้านเลย และไม่ได้สนใจตัวประกันที่ทหารในทีมลำเลียงออกไปเลยสักนิด เพราะมันมีไพ่เด็ดเหนือกว่าเมื่อหนึ่งในลูกน้องของพวกมันดึงร่างของหนุ่มหน้าตาดีมีระเบิดติดอยู่กับตัวออกมาจากซอกหลืบ
'"ชิบหายแล้ว!" จ่าดลอุทานเบาๆ
รายนี้ต่างหากล่ะที่ทำให้ทุกคนในทีมหยุุดชะงักหายใจไม่ทั่วท้องถึงกับลอบมองหน้ากัน แล้วค่อยๆหันไปมองหัวหน้าทีมอย่างพร้อมเพรียง
หัวหน้าทีมหนุ่มหรี่ตาลงเมื่อเห็น ใบหน้าซีดเผือดของคนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ยอมรับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้า หน้าตาดีผิวพรรณสะอาดสะอ้าน เหมือนกับว่าอาบน้ำวันละหลายหน ทั้งที่ถูกจับมาเป็นเวลาสองวัน และที่สำคัญคนนี้น่าจะเป็นคือคนที่เขาต้องช่วยชีวิตออกไปให้ได้อีกด้วย...
"ยืนยันตัวประกันชื่อ..."
ขณะที่ทหารทุกนายกำลังรอฟังคำสั่งจากหัวหน้าทีมก็มีรายงานทางอุปกรณ์สื่อสารเข้ามาทันทีเมื่อทุกคนเห็นหน้าตัวประกัน รวมทั้งกองบัญชาการก็เห็นด้วย
"ยืนยันตัวประกันคือ เหนือระพี หัสบดินทร์"