ณ คฤหาสน์เสรีวิเศษ
วันนี้ชมพูตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะจะรีบไปหาคราม พี่ชายสุดที่รักของเธอ
หญิงสาววิ่งออกมาจากห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะวิ่งลงบันได และวิ่งผ่านโต๊ะอาหาร แต่ก็ถูกเสียงของผู้เป็นแม่เรียกขัดจังหวะการก้าวเท้าของเธอเสียก่อน
“ชมพู นั่นจะไปไหนแต่เช้าลูก”
พลอยไพลิน แม่ของชมพูเอ่ยถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
“ไปบ้านคุณลุงกับคุณป้าค่ะ ชมพูมีเรื่องอยากคุยกับพี่คราม” หญิงสาวตอบอย่างรีบร้อน
“จะไม่กินข้าวกินปลาก่อนเหรอ”
“ไม่ค่ะ ชมพูยังไม่หิว ไปก่อนนะคะ” หญิงสาวปฏิเสธ
“งั้นก็กินแซนด์วิชที่แม่ทำรองท้องก่อนแล้วค่อยไป” พลอยไพลินเอ่ยกำชับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
ชมพูจึงเดินมาหยิบแซนด์วิชใส่ปากคาบไว้เพื่อตัดความรำคาญ
“ชมพูไปก่อนนะคะ” เธอพูดย้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการขออนุญาต
“เดี๋ยวลูก เอาคุกกี้ไปฝากคุณลุงกับคุณป้าด้วย แม่เพิ่งทำเมื่อวาน ว่าจะเอาไปฝากลุงกับป้าพอดี ไหน ๆ ลูกก็จะไปบ้านเทพประจักษ์แล้ว แม่ฝากเอาไปด้วยนะ”
พลอยไพลินกล่าวขณะเดินไปหยิบกล่องคุกกี้ที่เธอเตรียมไว้มายื่นส่งให้ลูกสาว ชมพูจึงรับมาก่อนจะวิ่งออกจากบ้านไปอย่างรีบร้อน
“ชมพูไปก่อนนะแม่ เดี๋ยวพี่ครามไปทำงานแล้วจะไม่ได้เจอ”
“ลูกคนนี้นี่ นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วมีตรงไหนเหมือนผู้หญิงบ้าง”
หญิงวัยกลางคนส่ายศีรษะไปมาด้วยความระอา
“ถ้ายัยชมพูได้ความอ่อนหวานของคุณมาสักครึ่งหนึ่งนะ ผมคงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องว่าจะหาใครมาแต่งงานกับลูกของเราดีหรอก”
ชนะพล พ่อของชมพูเดินออกมาจากห้องครัว ในมือถือแก้วกาแฟมาด้วย เอ่ยพูดถึงความกังวลเรื่องลูกสาวให้ผู้เป็นภรรยาฟัง
“ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากให้พ่อครามเป็นคนมาดูแลยัยชมพูต่อจากเราค่ะ ฉันเห็นพ่อครามมาตั้งแต่เล็ก ๆ ฉันรู้ว่าพ่อครามเป็นคนดี และจะทำให้ลูกของเรามีความสุขได้ หรือจะพูดอีกอย่างคือฉันไม่ไว้ใจคนอื่น”
พลอยไพลินเอ่ยความปรารถนาในใจของเธอออกมา
“ผมเองก็คิดเหมือนคุณ ถ้าคนที่จะมาแต่งงานกับยัยชมพูคือตาคราม ผมเองก็วางใจ เพราะนอกจากตาครามแล้วผมก็มองไม่เห็นคนอื่นที่ผมจะไว้ใจฝากชีวิตของลูกสาวเราเอาไว้ได้”
ชนะพลเห็นดีเห็นงานไปกับภรรยาของตน
“แต่มันก็ติดตรงที่ว่าตาครามไม่ได้สนใจลูกสาวของเราเลยน่ะสิ ถ้าเขามีใจให้ยัยชมพูก็คงจะให้พ่อแม่มาหมั้นหมายไว้ตั้งนานแล้ว”
ชนะพลเอ่ยพลางถอนหายใจอย่างหมดหวัง
พลอยชมพู เสรีวิเศษ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเสรีวิเศษ เจ้าของธุรกิจแบรนด์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง และเจ้าของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เรียกได้ว่าชีวิตเธอนั้นราวกับเจ้าหญิงที่มีแต่คนคอยปรนนิบัติเอาใจ ชีวิตที่ใคร ๆ ก็ต่างอิจฉา
เพราะมีคนคอยรุมล้อมตามใจมาตั้งแต่เด็ก อยากได้อะไร เธอก็ได้ทุกอย่าง ไม่เคยถูกใครขัดใจ ทำให้หญิงสาวมีนิสัยที่ดื้อรั้น และเอาแต่ใจตัวเองอยู่บ้าง อีกทั้งยังไม่มีความสงบเสงี่ยมแบบผู้หญิงทั่ว ๆ ไป คิดอยากจะทำอะไรก็ทำเลย จึงมักจะทำให้พ่อกับแม่ของเธอเป็นกังวลใจเรื่องคู่ครองในอนาคตของเธอ
....................................
ณ คฤหาสน์เทพประจักษ์
ชมพูขับรถมาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์เทพประจักษ์ ซึ่งเป็นบ้านของพ่อแม่คราม ก่อนที่เธอจะลงจากรถและถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้านอย่างคุ้นเคย ราวกับที่นี่นั้นก็คือบ้านของเธอด้วยเช่นกัน
“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า”
หญิงสาวยกมือไหว้ทำความเคารพผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างสนิทสนม
“อ้าว หนูชมพูมาแต่เช้าเลย มาหาพี่ครามเหรอจ๊ะ”
ปรางรัศมี หรือ มะปราง แม่ของครามเอ่ยทักทายชมพูด้วยความเอ็นดูตามประสาคนคุ้นเคย
ถึงแม้อายุของเธอจะเลยเลขสี่ไปแล้ว แต่ใบหน้าก็ยังคงสวยสง่าอ่อนกว่าวัย สมกับคำร่ำลือที่ชมพูเคยได้ยินมาว่าสมัยสาว ๆ คุณป้ามะปรางเป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่หมายปองของหนุ่ม ๆ เกือบทั่วทั้งประเทศ
ส่วน คีรินทร์ หรือ คุณลุงคีย์ คุณพ่อของคราม ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากภรรยา เขายังคงดูแข็งแรง ภูมิฐาน และสง่าโดดเด่นกว่าคนในวัยเดียวกัน สมกับคำร่ำลือในอดีตที่ว่าเป็นที่หมายปองของสาว ๆ ทั่วทั้งประเทศ
“ค่ะ” ชมพูตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะพูดถึงธุระที่ผู้เป็นแม่ฝากฝังพร้อมกับยื่นกล่องคุกกี้ส่งให้หญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“คุณแม่ฝากคุกกี้มาให้คุณลุงกับคุณป้าด้วยค่ะ”
“อ๋อ ขอบใจมากจ้ะ”
หญิงวัยกลางคนรับมา ก่อนจะส่งต่อไปให้เด็กรับใช้ในบ้าน
“พี่ครามไปทำงานหรือยังคะ”
เธอเอ่ยถามหาชายหนุ่มเมื่อมองไม่เห็นเขาอยู่ตรงสถานที่แห่งนี้
“อยู่บนห้องจ้ะ เห็นว่าวันนี้จะไม่ไปทำงานนะ ได้ยินว่ามีธุระ” ปรางรัศมีตอบ
“ขอบคุณค่ะ งั้นชมพูขอขึ้นไปหาพี่ครามก่อนนะคะ”
หญิงสาวกล่าวเป็นเชิงขออนุญาต ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไปโดยที่ไม่ได้รอฟังคำอนุญาตจากเจ้าของบ้านเสียก่อน เพราะเธอก็วิ่งขึ้นวิ่งลงในบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็กจนคุ้นเคยกับทุกคนและทุกพื้นที่ในบ้านหลังนี้ทุกซอกทุกมุมจนหมดแล้ว
“จะบอกว่าให้รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวป้าให้เด็กไปเรียกให้ แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว” ปรางรัศมีพึมพำกับตัวเอง
“ช่างเถอะคุณ หนูชมพูก็วิ่งขึ้นวิ่งลงบ้านเราแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วนี่” คีรินทร์ที่นั่งจิบกาแฟอยู่บนโซฟาเอ่ยกับภรรยาของตน
“แต่ทั้งสองคนไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ โต ๆ กันหมดแล้ว ตาครามเองก็อายุตั้งยี่สิบแปดแล้ว มีแฟนแล้วด้วย ส่วนหนูชมพูก็อายุยี่สิบสองปีแล้ว เรียนจบแล้ว สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว จะให้วิ่งขึ้นวิ่งลงเข้าออกห้องลูกชายเราตามอำเภอใจได้ยังไง”
ปรางรัศมีแย้ง เพราะเธอคิดว่าเด็ก ๆ ทั้งสองก็โตจนจะมีครอบครัวกันได้แล้ว ไม่ควรทำตัวสนิทสนมกันมากเกินไป
ชมพูวิ่งขึ้นมาหยุดยืนหน้าห้องนอนของพี่ชายต่างสายเลือด เพราะอยากทำให้อีกฝ่ายประหลาดใจ เธอจึงเลือกที่จะไม่เคาะประตู แต่กลับหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไปเลยอย่างถือวิสาสะ
“เซอร์ไพรส์!!!”
หญิงสาวเอ่ยขณะหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้ามา แต่ก็ต้องเซอร์ไพรส์กว่าเมื่อพี่ชายต่างสายเลือดของเธอกำลังยืนเปลือยกายท่อนบนอยู่ ท่อนล่างมีเพียงผ้าขนหนูผืนน้อยปกปิดไว้เท่านั้น มือสองข้างยกขึ้นใช้ผ้าขนหนูอีกผืนเช็ดผมที่กำลังเปียกชุ่มจากการอาบน้ำ
แผงอกกำยำโชว์กล้ามเนื้อที่เรียงตัวอวดกันเป็นก้อน ๆ บ่งบอกว่าเขาเป็นคนรักสุขภาพและดูแลตัวเองอย่างดีมากแค่ไหน รอยสักรูปนกอินทรีที่อยู่บนอกแกร่งสะกดสายตาของหญิงสาวให้ไม่อาจละสายตาจากแผงอกกำยำนั้นได้ หยดน้ำสีใสซึ่งติดตามร่างกายชายหนุ่มฉกรรจ์เต็มวัยทำให้ร่างบางรู้สึกวูบหวามในใจราวกับต้องมนต์สะกด
แต่ในขณะที่หญิงสาวกำลังตกตะลึงกับแผงอกกำยำตรงหน้าจนทำตัวไม่ถูก จู่ ๆ พี่ชายคนดีก็ถลาตัววิ่งเข้าจู่โจมจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัว
ครามยื่นมือของเขาไปปิดประตูด้านหลังชมพูพร้อมกับดันตัวเธอให้ถอยหลังไปพิงกับประตูไว้ด้วย ทำให้ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันแค่คืบ
คนตัวสูงจ้องมองหญิงสาวใต้ร่าง สายตาไม่อาจอ่านความรู้สึกได้ ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของครีมอาบน้ำโชยออกมาจากกายของชายหนุ่มทำให้ชมพูทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งจ้องหน้าครามอยู่อย่างนั้น หัวใจเต้นสั่นระรัว รู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้า ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นมาในใจ ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเธอ เขาไม่รู้เหรอว่ายิ่งทำแบบนี้เธอก็ยิ่งอ่อนไหว
ใบหน้าสวยก้มลงเพื่อหลบสายตาจากอีกฝ่าย แต่สายตาเจ้ากรรมก็ดันต้องไปเผชิญกับลายสักรูปนกอินทรีย์บนแผงอกกำยำตรงหน้าแทน ลำคอระหงลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก เพราะกลัวอีกฝ่ายจะจับอาการผิดปกติของตัวเองได้
มือหนาขยับมาเชยคางของคนตรงหน้าให้เงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับตน ก่อนจะค่อย ๆ โน้มศีรษะลงมาหาเธอช้า ๆ
หญิงสาวหลับตาปี๋ เกร็งไปทั้งตัว ในหัวเกิดคำถามมากมาย สับสนไปหมด นี่เขากำลังจะทำอะไร เขากำลังจะจูบเธออย่างนั้นเหรอ