PROLOGUE
ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นเรือนร่างอรชรของเป่าเป้ยให้งดงามจับตา ทว่าความขาวสะอาดนั้นช่างตัดกับบรรยากาศอ้างว้างรอบตัว พิธีวิวาห์ที่ควรจะอบอวลไปด้วยความสุขกลับเงียบงันปราศจากแขกเหรื่อ มีเพียงเธอที่ยืนเดียวดาย มันเงียบเสียจนหญิงสาวได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระส่ำอยู่ในอกและเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า
“อดทนไว้เป่าเป้ย...แค่ปีเดียวเท่านั้น” หญิงสาวพร่ำกระซิบกับตัวเอง กลืนก้อนขมขื่นที่จุกแน่นในลำคอ ช่อดอกไม้สีหวานในมือเริ่มโรยรา ไม่ต่างจากอิสรภาพของเธอที่กำลังจะถูกพรากไปในไม่ช้า
ทั้งหมดนี้...เพราะผู้เป็นลุงแท้ๆ ผลักไสเธอมาเป็นเครื่องสังเวยหนี้พนันก้อนโต แลกกับสัญญาเลือดว่าจะหาเงินมาไถ่ถอนตัวเธอคืนภายในหนึ่งปี หนึ่งปี...ที่เธอต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของเจ้าบ่าว ชายที่เธอไม่รู้จักแม้แต่นิสัยใจคอ รู้เพียงว่าเขาชื่อ วิลเลียม จาง ชื่อที่ถูกกระซิบต่อกันด้วยความหวาดหวั่นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ชื่อของผู้ทรงอิทธิพลที่เพียงเอ่ยวาจาก็ชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้
พลันเสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนก็ดังสะท้อนก้อง หนักแน่นและใกล้เข้ามาทุกขณะ ร่างบางสะท้านเฮือก ลมหายใจสะดุด เขามาแล้ว…เจ้าบ่าวของเธอ
เป่าเป้ยสูดลมหายใจลึกสุดปอด รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วหันหลังกลับไปเผชิญหน้า
แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เธอชาวาบไปทั้งร่าง!
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ควรจะสะอาดสะอ้านกลับชุ่มโชกไปด้วยเลือด เขาดึงเสื้อสูทสีเข้มจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกันมาใส่ทับไว้อย่างไม่แยแส ราวกับเลือดเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งบนร่างกาย ที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือดวงตาคมกริบคู่นั้นที่ตวัดมองมา มันฉายแววหิวกระหายอย่างไม่ปิดบัง
“นี่น่ะเหรอ...เจ้าสาวของฉัน” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ แต่สายตาคมกล้ากลับไล่สำรวจเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประเมินค่า “รูปร่างไม่เลว”
ไม่ทันให้ตั้งตัว มือหยาบกร้านก็คว้าหมับเข้าที่เอวคอด ดึงร่างเธอเข้าไปปะทะอกแกร่งอย่างรวดเร็วและไร้ซึ่งความปรานี ลมหายใจของเป่าเป้ยแทบขาดห้วง สัมผัสได้ถึงไอสังหารจางๆ จากตัวเขา
แววพอใจวูบผ่านในดวงตาคมปลาบ ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มไม่ได้คาดหวังอะไรนักกับหลานสาวของลูกหนี้ แต่ไม่คิดว่าของที่ถูกส่งมาบรรณาการจะงามสะพรั่งถึงเพียงนี้ ริมฝีปากหยักลึกเลียชิมความพึงพอใจในใจ
“ชื่ออะไร” เขาเอ่ยถาม เป่าเป้ยเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบคู่นั้น พยายามข่มความสั่นสะท้านในใจ
“ปะ...เป่าเป้ย” เสียงเธอตอบออกไปอย่างยากลำบาก แม้จะเคยพบกันมาแล้วหนหนึ่งแต่ชื่อของเธอคงจะไม่ซึมเข้าไปในความทรงจำของเขา
เขามองริมฝีปากอวบอิ่มที่สั่นระริกนั้น มุมปากยกยิ้มหยัน
“เลิกสั่นเป็นลูกนกตกน้ำได้แล้ว! มันไม่ได้น่าดูเลยสักนิด” เขาปล่อยเอวเธอ ผลักไสเบาๆ เหมือนรำคาญเต็มที “น่าเบื่อจริง พวกไม่มีปัญญาใช้หนี้ แล้วต้องเอาของพื้นๆ แบบนี้มาแลก”
คำพูดดูแคลนจุดประกายบางอย่างในดวงตาที่เคยหวาดกลัวของเป่าเป้ย
“แล้วคุณยอมรับการแต่งงานนี้ทำไมคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงดื้อดึง
คิ้วหนาของวิลเลียมเลิกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจระคนขบขันกับความดื้อดึงที่ไม่คาดคิด
“ปากดีนี่” มือหนาคว้าใบหน้าของเป่าเป้ย บีบเข้าที่ปลายคางมนแน่นจนใบหน้าสวยเหยเกด้วยความเจ็บ
“ไม่รู้ว่าอย่างอื่น...”
เขานิ่งไปก่อนจะใช้สายตาไล่โลมเลียเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“จะจัดจ้านเหมือนปากหรือเปล่า”
ลิ้นร้ายแลบเลียริมฝีปากอย่างคุกคาม เป่าเป้ยดิ้นรนขัดขืนในพันธนาการ ซึ่งนั่นยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเขา
“จิน! แหวน!” วิลเลียมตวาดเสียงห้วน ฟางจินลูกน้องคนสนิทรีบส่งกล่องแหวนให้ทันที
วิลเลียมกระชากมือเป่าเป้ยขึ้นมาสวมแหวนเพชรเม็ดงามลงบนนิ้วเรียวอย่างแรงโดยไม่ใส่ใจเสียงร้องด้วยความเจ็บของเธอแม้แต่น้อย
“จำไว้!” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ เสียงกดต่ำทรงอำนาจ
“ต่อจากนี้ไปเธอเป็นของฉัน! ทุกคำสั่งของฉันคือประกาศิต และหน้าที่แรกที่เธอต้องทำ...”
เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างหูด้วยลมหายใจร้อนผ่าว
“คือขึ้นเตียงไปรอทำหน้าที่เมียให้ฉัน...คืนนี้!”