หญิงสาวนักเดินทางข้ามเวลา 1
เสียงกุบกับของกีบม้าซึ่งควบมาด้วยความเร็วดังสนั่นไปทั้งผืนป่า เนื่องจากคนกลุ่มหนึ่งกำลังโดนโจมตีจากลุ่มนักฆ่าฝีมือดีที่ยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในแนวต้นไม้หนาทึบ ม้าพ่วงพีสีดำลักษณะดีนับได้มากกว่าสิบตัว ห้อมล้อมม้าสีน้ำตาลขนเป็นมันเอาไว้ตรงกลาง มองออกได้โดยทันทีว่าคนผู้นั้นคือเป้าหมายของมือสังหาร ชายหนุ่มถูกอารักขาอย่างแข็งขันจากองครักษ์ที่ฝีมือหาได้ด้วยไปกว่าเหล่ามือสังหาร กระนั้นจำนวนที่น้อยกว่าย่อมเสียเปรียบ พวกเขาจึงทำได้เพียงเร่งเดินทางให้ถึงจุดหมาย
ป้อมเจิ้งจิน ที่พำนักของแม่ทัพใหญ่รักษาชายแดน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นหนานอยู่ห่างออกไปไม่ไกลและนั่นคือจุดหมายของกลุ่มคนเหล่านั้น
สงครามสองแคว้นเพิ่งจะจบลงไปได้ไม่นาน ดังนั้นสถานการณ์จึงยังตึงเครียด เนื่องจากการทำสงครามระหว่างสองแคว้นที่ยืดเยื้อมานานจบลงด้วยการเจรจาของสงบศึก แคว้นหนานขอยอมแพ้โดยยินยอมที่จะส่งเครื่องบรรณาการมาให้แคว้นจ้าวทุกปี แม้ว่าสงครามจะจบลงทว่าองค์ชายสามแคว้นจ้าว จ้าวเหยียนเจี๋ย ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่รักษาดินแดน ยังคงรั้งรอเพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งนี่คือสาเหตุหลักที่บุรุษผู้ตกเป็นเป้าสังหารต้องเดินทางมายังชายแดนด้วยตัวเอง เขาก็คือจ้าวเหยียนเว่ย องค์รัชทายาทแคว้นจ้าว จ้าวเหยียนเว่ยเกรงว่าข่าวลือเรื่องที่จ้าวเหยียนเจี๋ยบาดเจ็บสาหัสจะเป็นเรื่องจริง จึงเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าน้องชายของตนยังคงปลอดภัยดีทุกประการ การมาของเขาครั้งนี้เป็นความลับสุดยอด ดังนั้นการที่เขาถูกลอบโจมตี ก็เป็นไปได้ว่ามีคนในรู้เห็น
“ถวายการอารักขาองค์รัชทายาท!” จางอวี้หัวหน้าราชองครักษ์ของจ้าวเหยียนเว่ยตะโกน มือใหญ่ตวัดกระบี่ออกมาเมื่อมองเห็นกลุ่มมือสังหารกำลังพุ่งตัวเข้ามา
“องค์รัชทายาท” เสียงคุ้นเคยของบุรุษที่ควบม้าใกล้เข้ามาด้วยท่วงท่าองอาจ ทำให้จ้าวเหยียนเว่ยยิ้มออกมาอย่างยินดี
“น้องสาม” จ้าวเหยียนเว่ยเอ่ยเสียงเบา
“อารักขาองค์รัชทายาทกลับเข้าไปในป้อม!” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“เสด็จเข้าไปในป้อมก่อนเถิดพะย่ะค่ะ” จางอวี้รีบเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นว่าผู้เป็นนายยังคงมองตามแผ่นหลังของจ้าวเหยียนเจี๋ย
“เสด็จพี่เชิญเสด็จก่อนพะย่ะค่ะ” จ้าวเหยียนเจี๋ยตะโกนแข่งกับเสียงคมดาบ เมื่อมีมือสังหารเข้ามาใกล้เขา
อู๋อิงสงซึ่งเป็นทั้งรองแม่ทัพ และองครักษ์ของจ้าวเหยียนเจี๋ยรีบฟาดคมดาบเข้าไปสกัดไว้ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายถูกจู่โจม จางอวี้กับทหารองครักษ์ส่วนหนึ่ง ต่างคุ้มกันจ้าวเหยียนเว่ยเข้าไปในป้อม ส่วนจ้าวเหยียนเจี๋ยกับอู๋อิงสงพร้อมกับองครักษ์บางส่วน ยังคงช่วยกันรับมือกับกลุ่มมือสังหารที่ดูเหมือนฝีมือแต่ละคนจะไม่ธรรมดา
เมื่อเห็นว่าต่างฝ่ายต่างก็สู้กับแบบไม่มีที่สิ้นสุด เหล่ามือสังหารจึงได้ล่าถอยไป ทว่าไอสังหารที่ยังคงล้อมรอบอยู่ภายนอกป้อมเจิ้งจิน ทำให้เหล่าองครักษ์และนายทหารประจำการณ์ต่างก็ตื่นตัวในการเฝ้ายามและถวายอารักขา
“น้องสามลำบากเจ้าแล้ว ข้าไม่นึกว่าจะมีผู้อื่นล่วงรู้การมาถึงของข้า” จ้าวเหยียนเว่ยขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“อย่าทรงตรัสเช่นนั้นเลย การที่ขบวนเสด็จโดนโจมตีวันนี้ ทำให้เรารู้ว่าในวังหลวงอาจจะมีเกลือเป็นหนอน มีไม่กี่คนที่ล่วงรู้กำหนดการของพระองค์ ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือเราจำเป็นจะต้องหาต้นตอ”
“เจ้าพูดก็ถูก”
“ตอนนี้เราต้องรีบส่งเสด็จก่อนที่จะมีคนล่วงรู้ว่ามิได้ทรงประทับอยู่ในวังหลวงพะย่ะค่ะ” จางอวี้เองก็อดกังวลไม่ได้
“จางอวี้พูดถูก เราต้องหาทางส่งเสด็จพระองค์กลับวังหลวงโดยเร็วที่สุด หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันมีวิธี” จ้าวเหยียนเจี๋ยเอ่ยแล้วมองอู๋อิงสง “คิดว่าได้เวลาที่หม่อมฉันจะกลับวังหลวงซะที อิงสงตามรองแม่ทัพจางมา”
“ขอรับท่านแม่ทัพ” อู๋อิงสงเดินออกไป
“พี่ได้ยินไม่ผิดกระมัง”
“ไม่ผิดพะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะกลับเข้าวังหลวง”
“ดีจริงฝ่าบาทกับไทเฮาคงจะพอพระทัยยิ่ง พี่มาไม่เสียเปล่าจริงๆ” จ้าวเหยียนเว่ยเอ่ยด้วยความยินดี
แผนการของจ้าวเหยียนเจี๋ยคือการทอนกำลังของฝ่ายตรงข้าม หลอกให้อีกฝ่ายสับสนด้วยการปลอมตัวปิดหน้าและแบ่งเป็นสามกลุ่มออกจากป้อมเจิ้งจิน ให้แต่ละกลุ่มแต่งกายเหมือนกันออกจากป้อม โดยมีจางซานจิ่วรองแม่ทัพรักษาแผ่นดินรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลป้อมเจิ้งจินแทน ในช่วงที่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับเข้าเมืองหลวง
จ้าวเหยียนเจี๋ย และอู๋อิงสงพร้อมกับราชองครักษ์อีกสองคนอ้อมไปทางเหนือ ส่วนทางด้านของจ้าวเหยียนเว่ยกับจางอวี้ และเหล่าราชองค์รักษ์อีกสองคนจะฝ่าออกไปตรงกลาง
สือเจี้ยนหาว องครักษ์เงาผู้เต็มไปด้วยปริศนาของจ้าวเหยียนเจี๋ย พร้อมกับนายทหารอีกสี่นาย จะปลอมตัวแล้วมุ่งหน้าไปด้านทิศใต้
เมื่อทั้งสามกลุ่มออกมาจากป้อมพร้อมกันก็เป็นไปดังคาด เกิดการสับสนขึ้น กลุ่มมือสังหารต่างก็แยกกันออกไปเพื่อไล่ล่า ดังนั้นจึงลดจำนวนคนลงไปมากและง่ายต่อการรับมือ เพราะว่ากลุ่มมือสังหารไม่รู้ว่ากลุ่มใดคือกลุ่มของจ้าวเหยียนเว่ยที่แท้จริง
ม้าของจ้าวเหยียนเจี๋ยวิ่งควบคู่มากับม้าของอู๋อิงสง ด้านหลังยังมีม้าของราชองครักษ์อีกสองนาย ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน
“พวกเจ้าแยกไปทางซ้ายไปเจอกันที่หมู่บ้านข้างหน้า” อู๋อิงสงตะโกนสั่ง ราชองครักษ์ทั้งสองคนแยกออกไปทันทีที่ได้รับคำสั่งนั้น พวกเขาแยกตัวไปอีกด้านเพื่อเพิ่มความสับสนเมื่อเจอทางแยก
“อิงสงเราต้องล่อให้มันไปยังสะพานเชือกข้ามแม่น้ำ ด้านหลังป่าสน” เมื่อจ้าวเหยียนเจี๋ยพูดจบก็มีลูกดอกพุ่งมาแต่เขาไหวตัวทันรีบเอียงตัวหลบ
“พวกมันมีธนูและลูกดอก”
“ด้านหน้าเป็นป่าสน หากถึงที่นั่นเราจะได้เปรียบ แต่เราต้องข้ามแม่น้ำให้ได้ก่อน”
ทั้งสองเร่งม้าเข้าไปในป่าสนหนาทึบ เพื่อให้เป็นอุปสรรคต่อกลุ่มมือสังหารในการยิงธนูและลูกดอก เมื่อใกล้จะถึงสะพานทั้งสองลงแส้เพื่อให้ม้าวิ่งเร็วขึ้นอีก เพราะขอบสะพานเป็นที่โล่งง่ายต่อการถูกโจมตี อู๋อิงสงชะลอม้าเพื่อให้จ้าวเหยียนเจี๋ยข้ามไปส่วนตัวเขาก็คอยระวังหลังให้ ทว่าเมื่อถึงกึ่งกลางของสะพาน ลูกดอกกลับพุ่งมาจากด้านข้างทั้งสองฝั่ง ลูกดอกพวกนั้นมีเป้าหมายคือจ้าวเหยียนเจี๋ย ขณะที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไปปกป้องจ้าวเหยียนเจี๋ย ลูกดอกอีกสามดอกพุ่งมายังตัวเขา
“ท่านแม่ทัพ” อู๋อิงสงร้องเตือนและดีดตัวขึ้นด้วยวิชาตัวเบา เขาพุ่งตัวไปจากม้าเพื่อบังลูกดอกให้ผู้เป็นนาย ทว่าตัวเขากลับโดนลูกดอกเสียก่อน ทำให้สูญเสียทิศทางการควบคุม
ในขณะที่ลูกดอกพุ่งเข้าไปใกล้หน้าอกของจ้าวเหยียนเจี๋ย แสงสีเขียวลักษณะคล้ายดังเกราะวงกลมก็สะท้อนออกมาจากกำไลหยกสีเขียว กำไลหยกลายมังกรนี้ เจิ้งฮุ่ยเจินอดีตฮองเฮามารดาของเขามอบให้ก่อนที่นางจะสิ้นใจ แสงเจิดจ้าสีเขียวเข้าครอบคลุมร่างของจ้าวเหยียนเจี๋ยเอาไว้ ทำให้ลูกดอกที่พุ่งเข้ามากระเด็นไปคนละทิศละทาง
ทันใดนั้นตรงกลางของแสงลึกลับ กลับปรากฏร่างหญิงสาวที่แต่งกายประหลาดนางหนึ่ง นางค่อยๆ ร่วงลงบนตักของจ้าวเหยียนเจี๋ย แขนแกร่งทั้งสองข้างยื่นออกไปรับร่างนั้นไว้ทั้งที่ยังอยู่บนหลังม้า ความร้อนที่ยังคงแผ่ซ่านออกมาจากกำไล ทำให้จ้าวเหยียนเจี๋ยก้มลงไปมอง เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าที่ข้อมือของหญิงสาวก็ปรากฏกำไลอีกอัน กำไลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกำไลที่เขามี
ร่างของทั้งคู่ร่วงลงมาจากหลังม้า ด้วยเพราะม้าเกิดตกใจกับสิ่งที่ปรากฏ มันยกขาหน้าทั้งสองขึ้นพร้อมกับดีดตัวไปมา ร่างแบบบางของหญิงสาวแปลกหน้ากระพริบตาปริบๆ ให้จ้าวเหยียนเจี๋ย นางมองเขาคล้ายยังคงไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ดีนัก ทั้งคู่ต่างคนต่างก็มองหน้ากันและกันนิ่ง
“อีกแล้วเหรอเนี่ย!!” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อตระหนักถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว ผมยาวสลวยสีดำขลับที่มวยเอาไว้บนศีรษะ เริ่มหลุดลุ่ย ทว่ามันก็มิอาจซ่อนใบหน้าอันงดงามของนางเอาไว้ได้เลย
จ้าวเหยียนเจี๋ยถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้าของหญิงสาวอยู่ใกล้จนเขารับรู้ถึงลมหายใจของนาง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้า เมื่อเห็นใบหน้าของโฉมสะคราญในอ้อมแขนชัดเจน เขามองร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ให้สัมผัสนุ่มนิ่ม แนบสนิทไปกับร่างสูงใหญ่ของตนแล้วใจเต้นแรง เขาสาบานได้เลยว่าเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากตัวหญิงสาวด้วย
เสียงลูกดอกปักลงบนพื้นสะพานใกล้ๆ ดังขึ้นขัดจังหวะการพบกันของทั้งสอง จ้าวเหยียนเจี๋ยคว้าร่างของหญิงสาวเข้าหาตัว กอดกระชับเอาไว้อย่างปกป้อง
อู๋อิงสงที่ได้รับบาดเจ็บลุกขึ้นทันใด เขารีบเข้ามาระวังภัยให้ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายนั้นยังคงง่วนอยู่กับการช่วยหญิงสาวปริศนาให้ยืนขึ้น เขารีบจับบังเ**ยนม้าเอาไว้ทั้งสองตัว ทว่าม้าทั้งสองตัวยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันสะบัดตัวอย่างแรงจนชนเข้ากับแผ่นหลังของจ้าวเหยียนเจี๋ยที่ยืนอยู่ขอบสะพาน
จังหวะนั้นเองที่ลูกดอกอีกชุดพุ่งเข้ามายังทั้งสาม จ้าวเหยียนเจี๋ยรวบร่างของหญิงสาวดึงให้หลบ ทำให้ลูกดอกเหล่านั้นปักเข้าไปยังกลางหลังของเขา ชายหนุ่มที่สูญเสียการควบคุมเซไปข้างหน้า หญิงสาวเองก็ไม่สามารถทานน้ำหนักคนตัวโตกว่าเอาไว้ได้ ทั้งคู่พลัดตกลงมาจากขอบสะพาน ร่วงลงสู่แม่น้ำที่เชี่ยวกราดเบื้องล่าง
“ท่านแม่ทัพ ไม่” เสียงอู๋อิงสงร้องตะโกนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทั้งสองได้ยินก่อนทุกอย่างจะดับมืดลง
วันวิสาข์ขยับตัวด้วยความอึดอัด เมื่อลืมตาขึ้นจึงได้รู้ว่าโดนคนตัวโตกว่าเกยทับเอาไว้เกือบทั้งตัว คาดว่าสายน้ำคงพัดพาทั้งสองมาไกลพอสมควร เพราะมองไม่เห็นป่าสนและสะพานที่ทั้งคู่ร่วงลงมาแล้ว สติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนรางทำให้วันวิสาข์พยายามสูดอากาศเข้าปอด อาจเพราะเขาตัวหนักทำให้หายใจไม่สะดวก แต่ไม่นานกลับรับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนเข้ามาช่วยยกตัวเขาออก
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
“ชายคนนี้ได้รับบาดเจ็บนี่”
“ชีพจรอ่อนจนแทบไม่เต้นแล้ว ลมหายใจของเขาก็ริบหรี่เต็มทน แม่นางเขาคือสามีของเจ้ากระมัง” คนเอ่ยยกข้อมือของเขาขึ้นและมองมาที่ข้อมือหญิงสาวเช่นกัน
“ของหมั้นของพวกเขากระมัง”
‘หมายถึงกำไลหรือ’ วันวิสาข์มองดูกำไลที่ข้อมือของชายหนุ่มแล้วแทบลืมหายใจ หญิงสาวยกข้อมือตัวเองขึ้นมาดู และพบว่ามันเหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออก
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์เอ่ยถาม ทั้งยังพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น
ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าทำไม่ตนกับเขาเกือบต้องจมน้ำตาย สาเหตุคงเพราะเป้สนามใบโตนั่นเอง แต่พอถอดเป้วางลงก็ต้องคิดใหม่ เมื่อมองเห็นลูกดอกสามอันเสียบติดอยู่ที่เป้ วันวิสาข์จับชีพจรของเขาแล้วตกใจ เขาหยุดหายใจไปแล้วแต่ชีพจรยังอยู่แม้ว่าจะแผ่วมาก “พวกท่านถอยออกไปสักนิด เขาจะได้มีอากาศหายใจ”
“แต่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“ไม่หรอก” วันวิสาข์จับใบหน้าเขาแหงนเงยขึ้น ตรวจว่าในปากของเขาไม่มีสิ่งแปลกปลอมหลงเหลือ ก่อนใช้ฝ่ามือทั้งสองประสานกันกดลงไปบนหน้าอกเขาเป็นจังหวะ “หายใจ หายใจ ท่านต้องหายใจ หายใจสิ” เอ่ยจบก็ก้มลงเอาหูแนบหน้าอกเขาอีกครั้ง ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เหล่าคนที่เข้ามาดูเหตุการณ์เริ่มส่งเสียงเห็นใจ ตอนที่หญิงสาวก้มลงเป่าลมหายใจลงไปแบบปากต่อปาก ก็มีเสียงอึงคะนึงอย่างไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง และมีเสียงหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างเห็นอกเห็นใจ “แม่นางเจ้าก็ตัดอกตัดใจเถิดนะ เขาตายไปแล้ว แต่เจ้ายังต้องอยู่ต่อ”
“นั่นสิอย่าทำแบบนี้เลยดูจากบาดแผลและที่เขานอนทับเจ้าเมื่อครู่เขาพยายามปกป้องเจ้า เจ้าก็อย่าทำให้เขาเสียแรงเปล่าเลย” หลายคนยังคงปลอบทว่าวันวิสาข์ยังคงทำแบบเดิมสลับกันไปมา กระทั่งคนที่นอนนิ่งเมื่อครู่สำลักออกมา ชายหนุ่มลืมตาช้าๆ พร้อมกับไอออกมาถี่ๆ
หลายคนในที่นั่นถึงกับตกใจกลัว เพราะมันเหมือนกับว่าชายหนุ่มตายแล้วฟื้นคืนชีพ
“รู้สึกอย่างไรบ้าง” วันวิสาข์ยิ้มให้เขาเมื่อเขาหันหน้ามามอง
“เป็นไปได้อย่างไรเมื่อครู่เขาไม่หายใจแล้วนี่”
“นั่นสิข้าเอานิ้วจ่อดูแล้วเขาไม่หายใจจริงๆนะ”
“หรือเมื่อครู่นางแบ่งลมหายใจของนางให้เขา”
“จริงหรือ นางคงจะรักสามีนางมากนะ”
“นั่นสินะ ดูเหมือนเขาก็ปกป้องนางนี่ โถ พวกเจ้าช่างมั่นคงต่อกันและกันเหลือเกินนะ”
“ว่าแต่ว่านางทำได้ยังไงกัน”
“นั่นสิ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ไม่ได้เข้าไปในประสาทการรับรู้ของวันวิสาข์เลย ตอนนี้หญิงสาวคิดเพียงแต่จะช่วยคนเจ็บ กระทั่งผ่านไปนานจึงรู้ว่าขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบ พวกเขาบังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์และช่วยทั้งคู่ไว้ มีหลายคนคอยช่วยเหลือตอนหญิงสาวทำการรักษา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นวิธีการรักษาแบบใช้มีดผ่าเอาลูกดอกออก และเย็บผิวหนังเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็พูดไปต่างๆ นาๆ
กลางดึกขณะที่วันวิสาข์กำลังพิจารณากำไลของคนที่นอนเจ็บอยู่ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นในกระโจม “แม่นางเจ้าช่วยลูกของข้าด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว
“ท่านลุงเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ลูกข้า ลูกข้า”
“เขาเป็นอะไร” วันวิสาข์ถูกลากออกมาและเห็นเด็กคนหนึ่งนอนชักน้ำลายฟูมปากจึงรีบวิ่งเข้าไปดู “พวกท่านถอยออกไป อย่าเข้ามามุง ฮูหยินท่านปล่อยเขาก่อนท่านทำให้เขาหายใจไม่ออก”
“ช่วยลูกข้าด้วยช่วยเขาด้วย”
“เขาเป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”
“ข้าเดินเข้ามาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าร้องไห้ราวจะขาดใจ
“จับเขานอนตะแคงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด”
วันวิสาข์จับเด็กนอนราบก่อน จากนั้นตะแคงตัวเด็กไปด้านข้างเพื่อไม่ให้ลิ้นและน้ำลายไปอุดทางเดินหายใจ และเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น หญิงสาวช่วยเช็ดน้ำลายของเขาออกโดยไม่รังเกียจ เมื่อเห็นเขาเริ่มสงบลงก็วิ่งกลับไปเอาเป้ ก่อนจะรีบวิ่งกลับมาเธอล้วงเอาซองเข็มออกมาและเริ่มต้นฝังเข็ม จากนั้นก็เริ่มนวดวนไปตามจุดชีพจร หลังจากการฝังเข็มเพื่อให้เขาหายใจได้สะดวกและเป็นการช่วยกระตุ้นชีพจรด้วย
“เขาไม่เป็นอะไรแล้ว แค่อาการลมชักซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากเหน็ดเหนื่อยเพราะการเดินทาง เขามีอาการนอนไม่หลับและปวดหัวบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วแม่นางเจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ต่อไปหากอากาศร้อนมากหรือว่าคิดมากอาการก็อาจจะกำเริบ ท่านจะต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด หากว่าอาการกำเริบ ท่านต้องตั้งสติจับเขานอนตะแคงเขาจะได้ไม่กัดลิ้นตัวเอง ที่สำคัญห้ามนำสิ่งของใส่ปากเขา หรือว่าพยายามงัดปากเขาเด็ดขาด เพราะจะทำให้เขาสำลักและทางเดินหายใจถูกปิดกั้น แล้วก็อย่าให้เขาดื่มน้ำหรือยาจนกระทั่งเขาหยุดชักและรู้สึกตัว หากเขามีอาการเกร็งกระตุก อย่าไปยึดไว้เพราะการไปยึดหรือว่ารัดอาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกหรือกระดูกหักได้” วันวิสาข์อธิบายยาวๆ โรคลมชักของเด็กไม่ใช่อะไรที่จะรักษาได้ที่นี่ ทำได้เพียงป้องกันเวลากำเริบเท่านั้น
“ขอบคุณแม่นางขอบคุณท่านมาก”
เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของหญิงสาว ทั้งหัวหน้าพ่อค้าและฮูหยิน รวมไปถึงผู้ร่วมทางของทั้งสอง ได้มอบสินน้ำใจเล็กน้อยที่หญิงสาวปฏิเสธไปแล้ว ทว่าทั้งหมดก็ยังยัดเยียดให้อยู่ดี กว่าจะกลับมายังกระโจมของคนเจ็บซึ่งกลายเป็นสามีจำเป็นของตน วันวิสาข์ก็แทบจะหอบข้าวของที่ได้รับมาไม่ไหว
คิ้วเรียวขมวดแน่นในยามที่จมจ่อมอยู่กับภวังค์ เสียงถอนหายใจดังขึ้นในยามที่นั่งมองใบหน้าของบุรุษที่ยังคงนอนแน่นิ่ง “วันนี้ช่างเป็นวันที่หนักหนาสาหัสจริงๆ” วันวิสาข์บ่นพึมพำกับตัวเอง
เรื่องที่หญิงสาวหมายถึงนั้น แน่นอนว่าเรื่องแรกคือการกลับมายังแคว้นจ้าวแบบไม่ทันตั้งตัว เรื่องต่อมาก็คือการได้มาเจอบุรุษแปลกหน้าที่ถูกไล่ล่าจนตกลงมาจากสะพานจนชีวิตก็เกือบจะไม่รอด...
หลายปีก่อนหน้านี้....
“หลานรู้ไหมอะไรคือนักเดินทางข้ามเวลา” รินรดาผู้เป็นยายทวดของวันวิสาข์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“นักเดินทางข้ามเวลาหรือคะ” วันวิสาข์ในวัยสิบสี่ปีเอ่ยถามด้วยใบหน้าสงสัยใคร่รู้
“ใช่จ้ะ นักเดินทางข้ามเวลา”
“หมายถึงนักท่องเที่ยวเหรอคะคุณทวด” วันวิสาข์หัวเราะ
“วันวิสาข์ตั้งใจฟังนะหนูเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลเราที่สืบเชื้อสายนักเดินทาง หญิงสาวในตระกูลเรา เมื่ออายุครบสิบห้าปีจะมีบางอย่างเปลี่ยนไป เราจะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้โดยที่เราไม่รู้ตัว”
“ข้ามเวลายังไงคะ”
“คือเดินทางไปยังที่อื่น ภพอื่นหรือสถานที่อื่นจ้ะ แต่ละคนจะเดินทางไปคนละแบบ เจอเรื่องราวแตกต่างกันไป และรูปแบบการเดินทางจะไม่เหมือนกัน ตั้งแต่หลานเกิดมาทวดก็รู้แล้วว่านักเดินทางคนต่อไปคือหลาน ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจงตั้งสติให้มั่น เพราะเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เมื่อไม่สามารถควบคุมมันได้ก็ได้แต่ต้องพยายามอยู่กับมัน”
“คนเราเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตได้ด้วยหรือคะ”
“ทวดเองก็บอกไม่ได้ว่าการเดินทางของหลานจะเป็นไปในรูปแบบไหน ดังนั้นจำไว้ว่าเราคือนักเดินทางข้ามเวลาที่สักวันหนึ่งก็ต้องกลับมาในที่ของเรา เพียงแต่จะเป็นช่วงไหนตอนไหนเท่านั้นเอง”
“แล้วถ้าเราเดินทางไปแบบนี้ คนที่นี่ไม่ตามหาแย่หรือคะ”
“นั่นเป็นความลับของห้วงแห่งกาลเวลาจ้ะ หลานจะเข้าใจเมื่อถึงเวลา”
“ความลับของห้วงแห่งกาลเวลาหรือคะ”
“ใช่จ้ะ”
“แล้วคุณทวดเคยไปนานที่สุดนานเท่าไหร่คะ”
“ทวดหรือ” รินรดาเหม่อมองแล้วยิ้ม
“หลานจำตอนที่ทวดย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่กับน้าของหลานได้ใช่ไหม” รินรดาเอ่ยถึงศิลาผู้เป็นหลานชาย ซึ่งเป็นนายแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่
“เอ๋ ตอนที่คุณทวดย้ายไปอยู่กับน้าศิลาหนูเรียนกำลังเรียนชั้นประถมสี่หรือสามน้า” วันวิสาข์พยายามนึก
“การเดินทางครั้งสุดท้ายจากวันที่ทวดไปถึงเชียงใหม่ จนถึงตอนนี้ก็นานเหมือนกันใช่ไหม”
“โอ เกือบหกปีเลยหรือคะ” วันวิสาข์ตาโต
“ศิลารู้เรื่องนักเดินทางทั้งหมด หากวันหนึ่งหลานพบว่าการเดินทางมันเริ่มเนิ่นนานขึ้น หลานอาจจะอยากย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่สักพักก็ได้ จำเอาไว้ว่าให้คนรู้เฉพาะที่จำเป็น เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่จะเข้าใจและเชื่อในสิ่งที่เราเป็น”
“การเดินทางครั้งสุดท้ายของทวดใกล้เข้ามาแล้ว” รินรดาแย้มยิ้มพึมพำออกมาคนเดียว
จำได้ว่านั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หลังจากนั้นรินรดาก็เดินทางกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ไม่นานข่าวผู้เป็นยายทวดจากไป ก็ทิ้งไว้แต่ความสับสนและไม่เข้าใจเอาไว้ กระทั่งตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปี เด็กสาวก็เข้าใจว่าทั้งหมดหมายความว่าอย่างไร
วันแรกของการฉลองอายุครบสิบห้า เป็นการเดินทางครั้งแรกของวันวิสาข์ มันเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะเดินทางไปทะเลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังจากเรียนจบมัธยมต้น อยู่ๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าชายหาด ภาพต่างๆ รอบตัวก็เปลี่ยนไป กระทั่งเด็กสาวพบว่าตัวเองหลุดเข้าไปยังหมู่บ้านโบราณ ซึ่งมองยังไงก็ไม่ใช่หมู่บ้านของคนไทยแน่นอน
วันวิสาข์สติแตกทันทีและเริ่มแหกปากเรียกหาคนรู้จัก แต่ไม่นานก็นึกถึงคำพูดของผู้เป็นยายทวดที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งยังนึกโทษตัวเองว่าเมื่อกลางวันคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ทว่าหลังจากเดินไปมาเพื่อสำรวจไปรอบๆ เช่นที่รินรดาบอก ไม่นานภาพต่างๆ รอบตัวก็กลับมาเป็นชายหาดที่ตนกำลังเดินเล่นอยู่
เมื่อการเดินทางอีกครั้งมาถึง ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังเรียนอยู่มัธยมปลายปีแรก วันวิสาข์ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอยู่บนเขาเพียงลำพัง เขาเห็นทุกอย่างตอนที่วันวิสาข์อยู่ๆ ก็ปรากฏกายขึ้น แต่ตอนที่กำลังจะเริ่มสนทนากันเพียงกระพริบตาเดียวเด็กสาวก็พบว่าตนกลับมายังโลกปัจจุบันแล้ว
ครั้งต่อมาก็ยังคงเป็นหุบเขาลูกเดิม แต่ครั้งนี้บุรุษแปลกหน้าเขาดูจะเข้าใจว่าเด็กสาวคือวิญญาณเร่ร่อน จึงชวนพูดคุย ทั้งยังบอกวันวิสาข์ว่าให้ไปผุดไปเกิด ครั้งนี้เขาต้องตกใจเมื่อสามารถจับต้องตัวเด็กสาวได้ เขาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ด้วยความสนใจ นามของเขาก็คือซูหย่งจื้อ บุรุษผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนเขาเพียงลำพังเพื่อศึกษาและค้นคว้าวิชาแพทย์
เมื่อได้สนทนากันอย่างจริงจัง แนวคิดต่างๆ ของเด็กสาวทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย เพราะแม้จะเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบหก ทว่าวันวิสาข์กลับเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เด็กสาวทั้งเฉลียวฉลาดและสามารถปรับเปลี่ยนปรับปรุงสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีคนสอน ซูหย่งจื้อเอ่ยถามเมื่อเวลาผ่านไปนาน เนื่องจากเด็กสาวไม่ได้หายไปเหมือนคราวก่อน
วันวิสาข์ตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง ทั้งยังบอกว่าไว้ใจให้เขาเก็บความลับนี้เอาไว้ อีกทั้งไม่ลืมที่จะบอกเขาด้วยว่ากำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้ว่าจะไปจะมาตอนไหน ดังนั้นซูหย่งจื้อจึงรับเด็กสาวเป็นศิษย์ ทั้งยังถ่ายทอดวิชาแพทย์ทุกอย่างให้จนจนสิ้นโดยใช้เวลาเพียงเวลาปีเดียว เรียกได้ว่าเด็กสาวได้กลายมาเป็นหมอคนหนึ่ง แม้ว่าจะอายุเพียงสิบหกปีซึ่งวัยวุฒินั้นถือว่ายังไม่มากพอ แต่การฝังเข็มของวันวิสาข์แม้แต่ซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์ ยังเอ่ยชมเชยว่าทั้งถูกต้องและแม่นยำ ทว่าไม่นานวันวิสาข์จะหายไปต่อหน้าต่อตาผู้เป็นอาจารย์โดยไม่ได้ล่ำลา
หนึ่งปีของการเดินทางข้ามเวลา แต่กลับพบว่าตนหายไปเพียงแค่นอนหลับในตอนเย็น แล้วตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซึ่งนั่นก็ทำให้เด็กสาวเข้าใจถึงความหมายของ ‘ความลับของห้วงแห่งกาลเวลา’ ที่รินรดาเอ่ยถึงคืออะไร “นี่ไม่เท่ากับว่านักเดินทางข้ามเวลาทุกคนจะต้องมีช่วงอายุยาวนานกว่าคนปกติหรอกหรือ” เด็กสาวเคยตั้งคำถามแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ
วันวิสาข์ตัดสินใจว่าระยะเวลาต่อแต่นี้ไปตนนั้นจะเรียนแพทย์ แต่เพราะตนยังเรียนอยู่แค่มัธยมปลาย ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาคนเจ็บป่วย หนังสือเรียนของแพทย์ และการป้องกันรักษาโรคต่างๆ จึงเป็นหนังสือที่วันวิสาข์ซื้อมาอ่านและศึกษาเอง
แพทย์แผนโบราณกับแผนปัจจุบัน ถูกเอามาปรับเปลี่ยนและศึกษาควบคู่กัน สถานที่ซึ่งเด็กสาวไปบ่อยแทบจะทุกวัน คือถนนไชน่าทาวน์เนื่องจากที่นั่นมีร้านสมุนไพรจีนหายาก และร้านหมอแผนโบราณที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ เงินเก็บและค่าขนมเกือบทั้งหมด เด็กสาวใช้ไปกับการซื้อเข็มที่ใช้สำหรับฝังเข็มรักษาเอาไว้พกติดตัว
การเดินทางครั้งที่สามเกิดขึ้นตอนที่ศิลาผู้เป็นน้า ตอนนั้นวันวิสาข์ไปเรียนต่อที่เชียงใหม่ เพราะพ่อกับแม่เห็นว่าบุตรสาวตนหมกมุ่นอยู่กับไชน่าทาวน์มากเกินไปจึงสนับสนุน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงของของนักเดินทางข้ามเวลาอย่างจริงจัง
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากตอนที่เกิดขึ้นตอนที่เจอกับซูหย่งจื้อนัก ครั้งนี้คนที่พบร่างโปร่งใสของวันวิสาข์เป็นชายหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุราวๆยี่สิบ ทันที่ที่พบวันวิสาข์เขาแหกปากลั่นและวิ่งหางจุกตูดเลยทีเดียว ครั้งนี้ดูจะต่างจากทุกๆครั้งเพราะปรากฏตัวต่อหน้าคนคนเดิมถึงสามครั้งแล้วก็หายตัวจากมา ดังนั้นจึงโทษว่าเขาขี้ขลาดไม่ได้เพราะเป็นใครเจอแบบนี้ก็ต้องคิดว่าเจอผีแน่ๆ
ครั้งที่สี่ที่เจอเขาอีกเกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังอยู่บนรถไฟใต้ดิน อยู่ๆ ก็มีแสงสีเขียวดูดร่างเล็กเข้าไป พอลืมตาขึ้นมาก็พบชายหนุ่มนั่งคุกเขาไหว้ปรกๆ อยู่กับพื้นด้วยความกลัว ดูท่าเขายังคิดว่าเด็กสาวคือผีจริงๆ ชื่อแซ่ของเขาคือจางหย่วนจิน
จางหย่วนจินเรียกเด็กสาวว่าเทพธิดา ท่าทางโง่ๆเซ่อๆของเขาทำให้วันวิสาข์ไว้ใจเขา ทั้งยังติดตามเขาไปยังหมู่บ้าน เพราะถึงอย่างไรเขาก็คือคนรู้จักเพียงคนเดียว จางหย่วนจินเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ เพียงลำพัง เขาเล่าว่าที่นี่คือหมู่บ้านเซินเจี้ยน ตั้งอยู่แถวชายแดนระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นหนาน พอมานึกๆ อีกทีเหมือนวันวิสาข์จะไม่เคยถามซูหย่งจื้อเลยว่า หุบเขาที่ตนอาศัยอยู่มาเกือบปีของการเดินทางข้ามเวลาครั้งก่อนนั้น ตั้งอยู่ส่วนไหนของแคว้นจ้าว