บทนำ ทิวเขา x ยูนิส
บทนำ
“ทิวเขา” ฉันเรียกเพื่อนรักด้านข้างด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา เพราะต้องการที่จะถามคำถามที่มันวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน จนฉันรู้สึกอึดอัดกับมันมามากแล้ว
“หืม ทำไมเรียกกูซะเต็มยศเลย”
ฉันหันไปมองทิวเขาด้วยสายตาที่ฉ่ำปรือเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ภาพของคนตรงหน้าเบลอจัด ดวงตาที่เคยสดใสวาววับ บัดนี้กลับมองความหล่อของเขาไม่ชัดเช่นเคย แต่เชื่อไหมว่าเขาก็ยังดูหล่อในสายตาของฉันทุกครั้งไป ความอบอุ่น ใจดี และใจเย็นของเพื่อนคนนี้ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเลย ขัดกับลุคภายนอกที่ดูแบด ๆ หากไม่รู้จักกัน แล้วมองแค่ผิวเผินก็คงคิดว่าผู้ชายคนนี้คงจะร้ายกาจไม่น้อย
“ว่ายังไงยูนิส พูดสิ” เพราะความที่ฉันเอาแต่โฟกัสใบหน้าของเขา คนใจเย็นถึงได้กลายเป็นใจร้อนขึ้นมา เอ่ยปากเร่งฉันซะอย่างนั้น
“มึงว่ากูสวยไหม กูดูดีพอหรือเปล่า”
“หืม ทำไมจู่ ๆ มึงมาถามคำถามแบบนี้กับกู”
ไม่รู้คำถามของฉันมันประหลาดหรืออย่างไร ทิวเขาถึงได้เกือบสำลักเครื่องดื่มสีอำพันเมื่อได้ฟังประโยคคำถาม ก่อนจะมองหน้าฉันอย่างสงสัย
“เถอะน่า มึงตอบกูก่อนได้ไหม”
“ไม่รู้” ทิวเขาเบือนหน้าหนีฉัน หันไปสนใจแก้วใบสวยตรงหน้าตัวเอง
พรึ่บ
“ยูนิส!!”
น้ำเสียงที่เข้มขึ้นเพราะความตกใจของทิวเขาถูกเปล่งออกมา เนื่องจากฉันเองที่เอาสองมือน้อย ๆ ไปประคองใบหน้าหล่อนั้นให้หันกลับมามองที่ฉัน พลางขยับหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนเหลือช่องว่างของความห่างไม่ถึงคืบ ตั้งใจจะให้เขามองหน้าฉันให้ดีก่อนตอบก็เท่านั้น
“ยูนิส กูเป็นผู้ชาย…มึงอย่าทำแบบนี้” คนใจดีอย่างทิวเขาพูดตักเตือนฉัน ถึงเราจะอยู่กันสองต่อสองกลางวงเหล้าภายในคอนโดส่วนตัว แต่ทิวเขาเป็นเพื่อนฉัน แถมยังเป็นเพื่อนที่ดีมาก ฉันจะต้องกลัวอะไร เพราะงั้นฉันจึงไม่ได้สนใจคำเตือนของเขา แต่สนใจเพียงแค่สิ่งที่มันอัดอั้นอยู่ในความรู้สึกของตัวเองตอนนี้
“ก็แค่ตอบกูมาก่อนว่ากูสวยไหม”
“ถ้ามึงเมาก็ไปนอน”
“ทิวเขา!! ก็แค่สวยหรือไม่สวยมันพูดยากตรงไหน หรือว่าคำตอบของมึงคือกูไม่สวยใช่ไหมฮะ มึงถึงไม่กล้าพูด”
“เออ มึงสวย ถอยออกไปห่าง ๆ กูได้แล้ว”
ฉันสะอึกไปกับคำตอบนั้นของทิวเขา ถ้าฉันสวยแล้วทำไมผู้ชายคนนั้น ‘พี่พอยต์’ ทำไมเขาถึงไม่ชอบฉันบ้าง ทั้งที่ฉันก็ไม่เห็นว่าพี่เขาจะมีแฟนที่ไหน ทั้งที่ฉันตั้งใจไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่เขา ทั้งที่ฉันสารภาพไปจนหมดว่าชอบพี่เขามาตั้งหลายปี ทั้งที่ฉันขอโอกาสกับพี่เขาไป ทุกอย่างเกิดจากการที่ฉันชอบเขามาก ๆ แต่เขาไม่เห็นค่ามันเลย
“สวย…แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของพี่เขาสินะ” ฉันเหม่อลอย จมอยู่กับความคิดเหล่านั้น และเผลอฮึมฮัมออกมาเป็นประโยค
“อะไรนะ”
พรึ่บ
“อ๊ะ ทะ..ทิวเขา” ฉันได้สติขึ้นมาเพราะตกใจกับกิริยาของคนด้านข้าง ทิวเขาถามฉันเสียงเข้ม แขนแกร่งคว้าข้อมือเล็กของฉัน กระชากมันจนฉันเอนเข้าไปหาเขาแบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว
“ที่พูดเมื่อกี้ หมายความว่ายังไง” สีหน้าของทิวเขาดูขุ่นมัวในอารมณ์ซะจนฉันแทบไม่กล้าจะอ้าปากพูดอะไรเลย
“ทิว…คือกู กู”
“กูอะไร มึงพูดมายูนิส”
“ทิวกูเจ็บ” แรงบีบที่ข้อมือเริ่มหนักขึ้น
“ที่มาหากู มาร้องไห้กับกู ที่ดื่มจนเมามายขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะมัน”
ฉันรู้ได้ในทันที ว่าบุคคลในความหมายของทิวเขานั้นคือใคร ใช่! ทิวเขาหมายถึงพี่พอยต์ เขารู้มาตลอดว่าฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของพี่เขา ไม่ใช่แค่ทิวเขา แต่แอสเตอร์และเฟย์ลิน เพื่อนอีกสองคนในกลุ่มเดียวกันก็รู้ด้วย โดยเฉพาะเฟย์ลิน น้องสาวของพี่พอยต์ เธออยู่ในเหตุการณ์ที่ฉันเพิ่งโดนปฏิเสธจนนั่งร้องไห้เสียใจเลยด้วยซ้ำ
“อืม กูไปสารภาพรักกับพี่เขา แล้วโดนปฏิเสธมา”
“ว่าไงนะ!!” ทิวเขากัดกรามแน่นในขณะที่ถาม ตอนแรกเขายังปลอบที่ฉันร้องไห้อยู่เลย แต่พอรู้ว่าฉันร้องไห้เพราะพี่พอยต์ ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นดุได้ขนาดนี้ ฉันไม่เข้าใจว่าฉันผิดมากนักหรือไงที่ไปชอบพี่เขา
“ทำไมอะทิว มึงดุกูทำไม กูไม่มีสิทธิ์ชอบหรือรักใครเลยหรือไง” ขอบตาฉันร้อนผะผ่าว เพราะหยาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“มึงเลิกพูดว่าชอบมันสักที อย่าให้กูหมดความอดทนได้ไหมวะ”
“นี่กูอกหักนะ ทำไมมึงถึง…” คำพูดของฉันขาดหายเพราะทิวเขาลุกขึ้นจากโซฟา แล้วกระชากแขนฉันให้ลุกขึ้นและเดินตามเขาไป ซึ่งมันก็ค่อนข้างทุลักทุเลอยู่พอสมควร เนื่องด้วยความเมาที่ฉันมี ส่วนคนลากน่ะหรอ ชิลมาก คอแข็งจะตายไป
ทิวเขาลากฉันมาถึงหน้าห้องนอน ก่อนจะเปิดประตูแล้วเหวี่ยงฉันเข้าไปอย่างแรง ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นทำแบบนี้ฉันคงตกใจตื่นกลัวไปแล้ว แต่นี่เป็นทิวเขาที่เคยนอนห้องเดียวกันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สบายใจได้ เขาคงรำคาญที่ฉันเมาแล้วเพ้อเจ้อ เลยลากฉันให้เข้ามานอนก็เท่านั้น
“สามปีที่มึงชอบมัน กูใจเย็นกับมึงมากนะยูนิส เพราะกูคิดว่ามันก็แค่ไอดอลกับแฟนคลับคนนึง แต่นี่มึงเล่นวิ่งโร่ไปบอกรักมัน กูคงไม่มีความอดทนมากพอแล้วว่ะ”
“มะ..มึงต้องทนอะไร” ฉันเริ่มพูดติด ๆ ขัด ๆ เพราะการกระทำของเพื่อนชายคนสนิท ในขณะที่ทิวเขาพ่นประโยคยาวเหยียดราวกับอัดอั้นมาจากไหนนั้น มือหนาของเขาก็เอื้อมไปลงล็อกประตูด้วยเช่นกัน ซึ่งฉันคิดในแง่ดีไม่ได้แล้วจริง ๆ ว่าเขาจะล็อกมันทำไม
ขายาวคู่นั้นก้าวเข้าหาฉันอย่างเชื่องช้า เช่นเดียวกันกับขาเรียวสวยของฉันที่ถอยหลังเพื่อสังเกตท่าทางเขาอย่างอัตโนมัติ ทิวเขาค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวเองออกทีละเม็ด จนกระทั่งมันมากพอที่จะทำให้ฉันเห็นรอยสักใหญ่ที่หน้าอกของเขา ซึ่งฉันเองก็ไม่เคยเห็นมันมาก่อน และไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าผู้ชายนิสัยละมุนบอยแบบเขาจะมีรอยสัก ลวดลายของน้ำหมึกสีดำที่ดูคล้ายคลึงกับปีศาจทำให้เขาดูดุดัน เสริมทัพด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น แตกต่างจากเวลาปกติราวกับเป็นคนละคน และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกกลัวเขาขึ้นมา เพราะฉันไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ สายตาที่ทิวเขาใช้มองฉันในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายจากใครก็ไม่รู้ ทั้งที่คนตรงหน้าก็คือเพื่อน…ที่ฉันรู้จักมานาน
** เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง ถัดจากเรื่องแรกของไรต์ค่ะ คือเรื่องลงทัณฑ์ร้าย พี่ชายวิศวะ (พอยต์ x เฟย์ลิน)
หากอยากได้ความเข้มข้นและความสนุกของเนื้อเรื่องที่มากขึ้น สามารถไปตามอ่านได้นะคะ แต่หากว่าไม่สะดวก ก็สามารถอ่านแยกได้เช่นกัน เนื่องจากทั้งสองเรื่องเป็นเพียงไทม์ไลน์เดียวกันเท่านั้นค่ะ ไม่มีเนื้อหาใดที่เชื่อมต่อกัน**