หลังจากรุ่นพี่จัดแจงเรื่องดาวเดือนเสร็จก็มีรุ่นพี่อีกคนนึงมายืนแทนที่ต่อ
“ปีหนึ่งวันนี้พี่นัดตรวจสมุดล่าลายเซ็นใช่มั้ยครับ ไปเอามาเลยพี่จะตรวจ” ทันทีที่รุ่นพี่คนนั้นพูดจบเหล่าเด็กปีหนึ่งก็กุลีกุจอกันไปเอาสมุดสำหรับล่าลายเซ็นออกมาทันที
“มึง กูทำแบบนี้ได้ป่าวว่ะ” บูมยืนสมุดเล่มเล็กสีชมพูเล่มหนึ่งสีฟ้าเล่มหนึ่งมาให้ดูขณะที่ไทม์กำลังหยิบสมุดของตัวเองในกระป๋า
“หวานแหววเชียว”
“ทำไงได้ล่ะก็สมุดเก่าที่กูมีมันมีแต่สีนี้อ่ะ” มันพูดพร้อมกับทำแก้มป่องก่อนจะพากันเดินกลับมานั่งที่เดิม “เอาเถอะก็ดีกว่าไม่มีล่ะกัน”
สมุดลายเซ็นของไทม์เล่มหนึ่งเป็นสีครีมเล่มหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน พี่เขาไม่ได้บังคับฟิกสีเขาก็เลยทำสีที่ชอบซะเลย
“เสร็จแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวพี่จะอธิบายการขอลายเซ็นนะ สมุดลายเซ็นทั้งสองเล่มจะแยกเป็นลายเซ็นเพื่อนกับลายเซ็นรุ่นพี่ แล้วเวลาขอ……”
ในขณะที่รุ่นพี่กำลังอธิบายอยู่นั่นเสียงของเพื่อนปีหนึ่งก็แทรกขึ้นมาเป็นระยะ ไทม์ที่กำลังนั่งฟังอย่างตั้งใจต้องถึงกับพยายามเงี่ยหูฟังเพื่อจะจับใจความ
“คุยอะไรกันนักกันหนาห๊ะ!!!! ไม่เห็นรึไงว่าพี่เขาพูดอยู่!!! ถ้าอยากคุยกันนักจะให้ออกมายืนพูดข้างหน้านี่!!!”
เสียงทุ้มของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังทำให้เสียงที่เคยจ๊อกแจ๊กจอแจเงียบสงัดลงในทันที ไทม์ค่อยๆ แอบเหลือบหันไปมอง เขาเป็นผู้ชายผมสีน้ำตาลแดงถ้าจำไม่ผิดพี่คนนี้จะเป็นพี่ลุคที่เป็นอดีตพี่ระเบียบนะ
“พูดต่อ” ลุคหันไปพูดกับพี่ที่ยืนพูดก่อนหน้าให้อธิบายต่อรอบนี้ไม่มีเสียงพูดขัดแม้แต่น้อย
หลังจากรุ่นพี่อธิบายการล่าลายเซ็นเสร็จก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งเดินมาขนาบข้างมีคนแรก “ปีหนึ่งเดี๋ยวจะมีเอกโลจิสติกส์มาบูมกับเรานะ”
หลังจากรุ่นพี่พูดจบไม่นานก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางที่เรากำลังทำกิจกรรมอยู่คาดว่าน่าจะเป็นเด็กสาขาโลจิสติกส์นั่นแหละ
“ปีหนึ่งลุก!! เรียงแถว!!!” สิ้นเสียงลุคปีหนึ่งทุกคนก็ลุกขึ้นจัดแถวทันทีก่อนที่เด็กสาขาโลจิสติกส์จะเดินเรียงแถวมาที่ด้านหน้าของพวกเขา “ปีหนึ่งสวัสดีเพื่อนโลจิสติกส์!!”
“สวัสดีครับ/ค่ะ”
เมื่อทักทายกันเสร็จก็เริ่มกิจกรรมบูมโดยที่ฝ่ายเอกโลจิสติกส์เริ่มก่อน ขณะที่ยืนรออยู่ไทม์แอบชำเลืองมองลุคที่ยืนอยู่ด้านหน้า พอมองเขาอย่างพินิจเขาดูคล้ายกับลูซี่มาก
เหมือนคนที่ถูกมองจะรู้ตัวพี่ลุคหันมาสบตาทำให้เขาต้องรีบเบนสายตาไปทางอื่นอย่างหวั่นเกรงกลัวเขาจะจับทำโทษ
หลังจากฝั่งโลจิสติกส์บูมเสร็จเรียบร้อยทีนี้ก็ถึงตาของพวกเขา คนที่ทำหน้าที่สั่งบูมคือลุค น้ำเสียงเขาเวลาตะโกนดูห้าวมากจนทำให้ทุกครั้งที่เขาตะโกนไทม์ก็จะสะดุ้งเกือบทุกรอบ เหมือนเป็นพี่ลูซี่เวอร์ชั่นโหดอย่างไงอย่างนั้นเลย
ทันทีที่เอกโลจิสติกส์เดินจากพ้นสายตาไปเสียงของลุคก็ทำให้ไทม์ถึงกับต้องสะดุ้งอีกครั้ง “ปีหนึ่งกอดคอ!!!!”
“บูม!!!!” สิ้นเสียงเหล่าปีหนึ่งก็บูมตามคำสั่งเมื่อบูมเสร็จก็พากันเงยหน้าตั้งแถวตรง ไทม์แอบชำเลืองตามองอดีตพี่ระเบียบปีสี่ตรงหน้าพร้อมกับกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ สีหน้าที่นิ่งสนิทกับแววตาที่ดูไม่ชอบใจถ้าให้เดาก็คงเป็นเรื่องที่บูมไม่พร้อมกันตอนที่บูมกับเอกโลจิสติกส์เมื่อกี้นี่แหละ
“คุณรู้มั้ยทำไมผมถึงให้บูมใหม่”
“บูมไม่พร้อมกันครับ/ค่ะ” ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“คุณก็รู้ตัวเองหนิ สิ่งที่ผมได้ยินที่ผ่านมามีแต่คนบอกว่าพวกคุณบูมดีพร้อมเพรียงกันตลอด แล้วทำไมพอมาวันนี้ถึงได้เละเทะได้ล่ะ คุณช่วยตอบผมมาหน่อยสิ”
พี่ลุคกวาดใช้สายตานิ่งเรียบกวาดมองพวกเขาทีละคนอย่างใจเย็นส่วนไทม์ก็ไม่ได้สบตากับเขาตรงๆ เพราะไม่อยากประชันกับความอึดอัดสักเท่าไหร่
“โอเค ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร ปีหนึ่ง!!! เลิกแถว!!”
“ขอบคุณครับ/ค่ะ” สิ้นคำสั่งปีหนึ่งทุกคนก็แยกย้ายกันไปทันทีขณะที่ไทม์ยังคงงงอยู่ “มึง เขาไม่สั่งทำโทษเราหรอวะ” เอื้อมมือไปสะกิดบูมที่กำลังหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย
“จะพูดทำไมเล่าเขาไม่สั่งทำโทษก็ดีแค่ไหนแล้ว ไปกลับบ้าน” บูมพูดพร้อมกับลากมือผมให้เดินออกจาตึกสาขาทันที
ไทม์หันมองตามด้วยความสงสัยไม่หายแล้วพบว่าพี่ลุคได้เรียกรวมพี่ปีสองและเหมือนจะคุยอะไรสักอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็นั่นแหละสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่สงสัยอะไรมากมายแล้วหันหลังเดินกลับบ้านไป
สองขาเดินไปตามทางฟุตบาทถนนเส้นหลักของมหาวิทยาลัยพร้อมกับเปิดเพลงคลอฟังไปด้วย เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงให้ไทม์ต้องหยิบมันขึ้นมาดูพบว่าเป็นลูซี่ที่ส่งข้อความมา นิ้วเรียวกดที่ข้อความแจ้งเตือน พบว่าลูซี่ส่งรูปแมวตัวหนึ่งกำลังนั่งหันหลังอยู่ พินิจเพ่งรูปก่อนจะนึกอ๋อในใจถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นแมวตัวนึงในค่าเฟ่แมวของพี่เจนที่เขากับลูซี่เคยไปเมื่อคราวก่อน
Lucyxx : ส่งรูปภาพ
time 00.00 : คาเฟ่พี่เจนหรอครับ
Lucyxx : ค่ะ พี่แวะมาทำธุระแถวนี้พอดีเลยแวะเข้ามาน่ะค่ะ
time 00.00 : ผมอยากไปมั่งจัง
time 00.00 : อยากเล่นกับน้องงงงงง
time 00.00 : พุงน้องน่าฟัด
Lucyxx : อยากฟัดน้องแมวขนาดนั้นเลยหรอคะ
time 00.00 : มากเลยครับ แต่ไม่ว่างเลย
Lucyxx : ถ้าอยากฟัดก็ฟัดพี่แทนก่อนได้นะคะ
ข้อความของอีกคนทำเอาใบหน้าของเขาเห่อร้อนทันที
อีกแล้ว พี่ลูซี่แกล้งอีกแล้ว
นี่ขนาดมาแค่ข้อความนะถ้าเธออยู่ตรงหน้าตอนนี้ผมคงได้เขินหัวมุดลงดินแน่ พอนึกถึงแบบนั้นใบหน้าเจ้าเล่ห์ของลูซี่ก็ลอยเข้ามาในหัว ไทม์สะบัดไล่ความคิดก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาตอบ
time 00.00 : พี่ลูซี่อ่ะ
time 00.00 : ส่งสติกเกอร์
time 00.00 : อย่าพิมพ์แบบนี้สิครับ
Lucyxx : ทำไมล่ะคะ ไม่ชอบหรอ
time 00.00 : ป่าวครับ ผมเขิน
Lucyxx : แย่ล่ะ ทำไงดี
time 00.00 : มีอะไรหรอครับ
Lucyxx : พี่อยากเห็นไทม์เขิน
time 00.00 : พี่ลู่ซี่อ่ะ แกล้งผมอีกแล้วนะ
Lucyxx : 555555
Lucyxx : ก็ไทม์น่ารัก พี่เลยหยอกเล่น
ประโยคของลูซี่ทำเขาแทบกรี๊ดออกมา บอกตามตรงว่าไม่ชินเลยสักนิด ตั้งแต่วันนั้นที่เธอพาไปตัดแว่นเธอก็หยอดเขาถี่ขึ้น และเขาก็เขินเธอทุกครั้งไม่เคยต้านทานได้เลย
Lucyxx : พี่ไปทำธุระก่อนนะคะ
Lucyxx : ไว้พรุ่งนี้เจอกันค่ะ
time 00.00 : พี่ลูซี่รู้ได้ไงครับว่าพรุ่งนี้จะเจอกัน
Lucyxx : โชคชะตาไงคะ มันลิขิตไว้แล้วว่าเราต้องได้เจอกัน
time 00.00 : โห เอาประโยคแบบนี้มาจากไหนครับเนี่ย
Lucyxx : จากไหนไม่รู้ รู้แค่ว่ามาจากใจพี่ก็พอค่ะ
time 00.00 : ส่งสติกเกอร์
Lucyxx : พี่ไปล่ะ เจอกันค่ะ
time 00.00 : เดินทางดีๆนะครับ
Lucyxx : ส่งสติกเกอร์
เมื่อคุยเสร็จสรรพก็เก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง คุยเสร็จก็เก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกงพร้อมกับก้าวเดินต่อไปบนทางฟุตบาท ขณะที่หยุดยืนตรงสี่แยกพลางมองซ้ายมองขวาเพื่อรอข้ามถนนอยู่นั้นจู่ ๆ ก็เกิดโครมจากไม่ไกล ไทม์ชะเง้อมองอยู่สักพักก่อนจะเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่ไกลๆบริเวณกองไม้
รีบเดินตรงไปที่กองไม้ฝั่งแยกด้านซ้ายก่อนจะเริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่โผล่ออกมาจากด้านข้างมันเป็นเหมือนรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คันหนึ่งที่นอนแอ้งแม้งอยู่ ไทม์ดินไปด้านข้างเพื่อไปดูให้แน่ชัดแต่ก็ตกใจอีกครั้งเมื่อรถบิ๊กไบค์คันนั้นมันกำลังทับลุคอยู่
“พี่ลุค!!”
ไทม์รีบเข้าไปขยับตัวรถที่ทับขาอีกข้างของลุคก่อนจะใช้มืออีกข้างดึงตัวของลุคออกมาอย่างทุลักทุเล
“ซี๊ด! เจ็บชิบ” ลุคยันตัวนั่งก่อนจะพับขากางเกงขึ้นจนให้เห็นรอยถลอกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเลือด “ไปโรงพยาบาลดีกว่าครับ เดี๋ยวผมเรียกรถพยาบาลให้”
“อย่าพึ่ง เอ็งไปดูลูกหมาให้ก่อน”
“ลูกหมา?” หันมองตามมือของอีกคนที่ชี้ไปที่กองไม้ข้างๆ ก่อนจะก้มมองอย่างพินิจพร้อมกับเงี่ยหูฟังและก็ได้ยินเสียงร้องหงิง ๆ
มีลูกหมาจริงด้วย
ไทม์ใช้มือควานหาจนมือไปแตะอะไรบางอย่างพยายามก้มมองจนแน่ใจว่าที่จับอยู่คือลูกหมาก่อนจะค่อยใช้มือช้อนตัวลูกหมาออกมาอย่างเบามือ มันเป็นหมาพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ดขนาดตัวใหญ่กว่าฝ่ามือนิดเดียว
ไทม์จัดการอุ้มมันวางลงบนตักที่กำลังตัวสั่นร้องหงิงด้วยเสียงที่เบาหวิวก่อนจะเหลือบเห็นว่าตรงตัวของมันมีแผลขนาดใหญ่อยู่ “หงิง”
“น้องบาดเจ็บด้วยครับ”
“งั้นพาไปหาหมอ” ลุคลุกขึ้นด้วยพร้อมกับยกรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขึ้นมาจากพื้นอย่างทุลักทุเล
“เอ๊ะ? แล้วพี่ลุคล่ะครับ”
“ก็นี่ไง เดี๋ยวพี่เป็นคนขี่เอ็งอุ้มหมาซ้อนพี่ไป”
“แต่พี่ลุคเจ็บอยู่นะครับ จะให้ขี่ได้ไง”ไทม์ลุกขึ้นยืนเถียงเขาฉอด ๆ ขณะที่ยังอุ้มเจ้าลูกหมาไว้ในอก “แผลแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก หรือเอ็งจะปล่อยให้ลูกหมามันเจ็บจนตาย”
“แต่…”
“เร็ว” เขาก้าวขึ้นรถพร้อมกับออกคำสั่งไม่รอให้อีกคนพูดเถียง ไทม์เม้มปากแน่นก่อนจะเดินตามและปีนขึ้นรถโดยมีมือลุคคอยจับไว้ให้ขึ้นไปอย่างขัดไม่ได้
รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์คันโตขับออกจากมหาวิทยาลัยตรงดิ่งไปยังคลีนิคสัตวแพทย์ที่อยู่ในซอยข้างมหาวิทยาลัย ทันทีที่มาถึงไทม์ก็รีบลงจากรถตรงดิ่งเข้าไปด้านในทันที
“คุณหมอครับ ผมขอฝากน้องไว้ก่อนได้มั้ยครับพอดีพี่ผมเขารถล้มจะพาเขาไปโรงพยาบาลก่อนน่ะครับ”
“อ๋อได้ค่ะ เดี๋ยวตอนมาเรายื่นใบนี้ได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
ไทม์รับบัตรมาจากคุณหมอก่อนจะรีบวิ่งออกมาหาลุคที่นั่งฟุบรออยู่บนรถด้วยสีหน้าที่ดูทรมานจากแผล
“ไปกันครับ” ลุคเงยหน้ามองผมด้วยสีหน้าสงสัย “ไปไหน”
“ไปโรงพยาบาลไงครับ ไปทำแผล”
“แผลแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกน่า” ลุคหลบสายตาพร้อมกับทำหน้ามุ่ยเหมือนเด็กที่กำลังโดนบังคับ
“ไม่ได้ครับ ยังไงก็ต้องทำแผลครับ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวแผลมันจะอักเสบหรือติดเชื้อนะครับ พอปล่อยไว้นานมันจะเสี่ยงแผลเน่าแล้วก็…”
“พอๆ เออๆไปก็ได้วะ บ่นเป็นแม่เลย” สุดท้ายเขาก็ยอมไปถึงแม้จะมีบ่นงุบงิบก็ตามที
รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์ขับเคลื่อนตัวออกจกาคลีนิคสัตวแพทย์ตรงไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกล พอมาถึงลุคทำการจอดรถก่อนจะพากันเดินเข้าโรงพยาบาลโดยมีไทม์ที่คอยพยุง เมื่อจัดการส่งพี่ลุคเข้าห้องฉุกเฉินเขาก็มานั่งรอที่ด้านหน้า รออยู่พักใหญ่ลุคก็นั่งรถเข็นออกมา
“มากับคนไข้ใช่มั้ยครับ เดี๋ยวเชิญทางนี้เลยครับ”
เดินตามบุรุษพยาบาลมาจนถึงโซนรับยา บุรุษพยาบาลทำการล็อคล้อก่อนเขาจะเดินจากไปก่อนจะรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆรอเรียกชื่อรับยา ระหว่างนั้นก็กวาดสายตามองแขนขาของของคนข้างๆ ที่ถูกพันไปด้วยผ้าพันแผล
“มองอะไร” เสียงของลุคเรียกออกจากภวังค์พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าลุคกำลังมองเขาด้วยความใบหน้าที่สงสัยสุดๆ “เอ่อ เปล่าครับ คือแค่มองแผลเฉยๆ”
ทั้งคู่ต่างหันกลับมานั่งนิ่งอยู่ครู่ก่อนที่ไทม์จะหันไปถามถึงสาเหตุที่รถล้ม ลุคเล่าว่าขณะที่เขากำลังจอดรถแชทโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่ที่ริมถนนช่วงสี่แยก จู่ๆ ขาได้ยินเสียงหมามากจากแยกฝั่งซ้ายเลยขับรถไปดูพบว่ามีลูกหมาตัวหนึ่งกำลังถูกหมาใหญ่ตัวโตประมาณสองตัวรุมกัดอยู่ เขาที่เห็นดังนั้นเลยตัดสินใจบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์ตรงไปที่กลุ่มหมาเพื่อไล่หมาตัวใหญ่ แต่ด้วยความเร็วที่ขับมาทำให้ลุคเสียหลักล้มที่ข้างกองไม้
นั่งคุยกันอยู่สักพักชื่อของลุคก็ถูกประกาศผ่านลำโพง เมื่อรับยาเสร็จสรรพไทม์ก็เข็นรถวีลแชร์ที่มีลุคนั่งอยู่ออกมายังประตูทางออก ทันทีที่จอดรถลุคที่ทำท่าจะลุกไทม์จึงรีบหันไปห้ามเขาทันที
“เดี๋ยวก่อนครับพี่ลุค พี่นั่งรอตรงนี้นะครับเดี๋ยวผมไปเรียกแท็กซี่ให้” ไทม์ที่กำลังจะหันหลังวิ่งไปเรียกแท็กซี่ก็ต้องชะงักจากเสียงเรียกของอีกคน
“แท็กซี่? เรียกทำไม มามอไซค์ก็กลับมอไซค์ดิ จะเปลืองตังกลับแท็กซี่ทำไม” ลุคเงยหน้ามองพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“พี่ลุคเจ็บอยู่ผมจะให้พี่ขับกลับได้ยังไงล่ะครับ”
“ตอนขับมายังขับได้เลยแล้วทำไมตอนกลับจะขับไม่ได้” ลุคพูดพร้อมกับยันตัวลุกก่อนจะเดินหนีด้วยท่าทีที่ไม่ฟังกันเลยสักนิด
นิสัยเหมือนเด็กที่ไม่ชอบเข้าโรงพยาบาลเลย
เดินมาถึงรถพบว่าพี่ลุคสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์รอแล้วสุดท้ายเราก็ต้องกลับด้วยมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์ดังเดิม
มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์ขับกลับมายังคลีนิคสัตวแพทย์อีกครั้ง ทันทีที่มาถึงไทม์ก็เข้าไปคุยกับคุณหมอส่วนลุคก็นั่งรอที่รถ
คุณหมอบอกว่าน้องหมาน่าจะต้องอยู่ที่นี่รอดูอาการประมาณสองถึงสามวันเพราะน้องโดนกัดจากหมาใหญ่ทำให้มีแผลฉกรรจ์ ไทม์เดินตามคุณหมอเข้าไปในห้องสำหรับพักฟื้นสัตว์เลี้ยงเห็นน้องหมาพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ดที่นอนอยู่ในกรงฝั่งในสุด
“ทนหน่อยนะเจ้าหนู เดี๋ยวอีกสองสามวันจะมารับนะ” เอื้อมมือไปลูบหัวมันอย่างเบามือ เจ้าลูกหมาก็ผงกหัวขึ้นมาพร้อมกับดมมืออยู่ครู่ก่อนที่มันจะใช้หัวถูไถกับมือเหมือนมันกำลังจะบอกว่าจะรอ
ไทม์เม้มปากแน่นก่อนจะก้มลงไปหอมหัวมัน “ไปนะเจ้าหนู แล้วเจอกัน” บอกลาเสร็จก็เดินออกจากห้องตรงมายังเคาน์เตอร์เพื่อจะทำการชำระเงิน
“อ๋อ พี่ชายหนูจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วค่ะ” มือที่กำลังจะหยิบเงินออกจากระเป๋าตังชะงักทันที
“เอ๊ะ? จ่ายแล้วหรอครับ”
“ค่ะ ตั้งแต่ก่อนที่น้องจะออกไปน่ะค่ะ” ก่อนจะออกไปก็หมายความว่าช่วงก่อนจะที่พวกเขาจะไปโรงพยาบาลน่ะสิ ไทม์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองลุคที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนรถอย่างไม่สนใจอะไร “อ่อ ขอบคุณครับ”
“ค่ะ เดี๋ยวอีกสองวันสามารถมารับน้องกลับได้เลยนะคะ”
“ครับ ขอบคุณมากครับ” เดินออกจากคลีนิคตรงไปที่รถเป็นจังหวะเดียวกันที่ลุคเงยหน้าขึ้นมาพอดี “เสร็จแล้วใช่มั้ย”
“ครับ พี่ลุคกลับบ้านไปเลยก็ได้ครับเดี๋ยวผมนั่งรถเมล์กลับเอง”
บอกกับอีกคนก่อนจะเตรียมตัวเดินแยกออกมา เขาคิดว่าควรให้เขากลับบ้านไปพักผ่อนจะดีกว่าเพราะถ้าหากเขายังฝืนขับรถไปส่งที่มหาวิทยาลัยผมกลัวว่าแรงสั่นสะเทือนมันจะกระทบกับแผลทำให้แผลอักเสบได้
“ไม่ต้อง กลับด้วยกันนี่แหละ ยังไงก็ต้องผ่านมออยู่ดี” ยังไม่ทันได้แย้งลุคก็จัดการสตาร์ทรถเตรียมและยื่นหมวกกันน็อคมาให้
“แต่…” ยังไม่ทันที่จะปฏิเสธก็ถูกอีกคนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน “เร็ว”
“งั้น…พี่ลุคใส่เถอะครับ เดี๋ยวถ้าล้มอีกมันจะแย่นะครับ” ใช้มือดันหมวกกันน็อคกลับไป ถ้าจะเขาบังคับกลับขนาดนี้ก็ให้เขาใส่เถอะ กลัวว่าถ้าล้มขึ้นมาแล้วเขาจะเจ็บหนักกว่าเดิม
“เอ็งนั่นแหละใส่ มีเรียนไม่ใช่ไงเดี๋ยวก็สายหรอก”
ลุคจัดการยัดเยียดหมวกกันน็อคให้เขาก่อนที่เขาจะถอยรถออก “เร็ว” สุดท้ายก็ต้องยอมทำตามที่อีกคนบอกอย่างช่วยไม่ได้ ไทม์ได้แต่ถอนหายใจกับความดื้อของคนตรงหน้าก่อนจะจัดการใส่หมวกกันน็อคให้ตัวเองก่อนจะเดินไปขึ้นรถพร้อมกับบ่นเขาอยู่ในใจ
คนอะไรดื้อจริงๆรู้ว่าเจ็บก็ยังจะฝืนอีก
รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์เคลื่อนตัวออกจาคลีนิคมาถึงมหาวิทยาลัยอย่างสวัสดิภาพในเวลาเพียงไม่กี่นาที รถมอเตอร์ไซค์เคลื่อนตัวจอดที่หน้าตึก IT ตึกที่เขาจะต้องเข้าเรียนช่วงบ่าย
ลงรถจัดการถอดหมวกกันน็อคส่งคืนอีกคนพร้อมกำชับเรื่องยาที่เขาจะต้องทาและกินเพราะดูจากท่าทางนิสัยของเขาดูท่าน่าจะไม่ยอมกินยาง่ายๆ
“ขอบคุณมากครับ ลุคขับกลับดีๆนะครับแล้วก็อย่าลืมกินยาให้ตรงเวลานะครับ”
“เออน่า เอ็งนี่สั่งเป็นแม่เลย ถามจริงนี่ติดเชื้อคนในบ้านฉันมาบ้างเปล่าเนี่ย” ประโยคสุดท้ายของลุคทำให้เขาต้องคิ้วขมวดทำหน้างงกับสิ่งที่เขาพูด
คนในบ้าน? หมายความว่าไงเนี่ย
“เอ่อ หมายความว่าไงครับ”
“เออๆ ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว ไปล่ะ” ลุคไม่รอให้อีกคนได้สงสัยต่อเขาก็ทำการบึ่งรถออกไปทันทีปล่อยให้ไทม์ยืนเอ๋ออยู่อย่างนั้น
อะไรของเขาตอนแรกก็ดุจนน่ากลัวไม่กล้าเข้าใกล้แต่พอตอนพาน้องหมาไปคลีนิคก็ใจดีแอบออกค่ารักษาโดยที่เราไม่รู้แถมเมื่อกี้ก็บ่นใส่งุ้งงิ้งเหมือนเด็กๆ จนเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสรุปพี่ลุคแกเป็นคนยังไงกันแน่
ได้แต่ส่ายหัวสลัดความคิดอันน่าปวดหัวก่อนจะเดินหันหลังขึ้นไป
“แปลกคนจริงๆ วุ้ย”