ลูซี่ถอนหายใจก่อนจะเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง อาม่าแกรักลูกหลานมากโดยเฉพาะลูกหลานที่เป็นผู้ชาย ส่วนเธอที่เป็นผู้หญิงแกก็มักจะขับไสไล่ส่งอยู่ตลอดเพียงเพราะเธอเป็น ‘ผู้หญิง’ ไม่รู้ว่าบ้านอื่นเขาเป็นมั้ยนะเรื่องที่รักลูกหลานผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตอนแรกก็ไม่เข้าใจจนวันหนึ่งเธอเคยได้ยินอาม่าคุยกับอากงว่าสาเหตุที่แกไม่ชอบเธอเพราะเพียงแค่ฉันเป็นผู้หญิงและเป็นลูกของแม่ ไม่รู้เพราะอะไรทำไมอาม่าถึงได้เกลียดแม่กับยายกันนักหนา แต่ก็นั้นแหละ ตั้งคำถามไปก็เท่านั้นคิดไปก็ปวดหัว เธอเลิกที่จะสนใจเรื่องนี้แล้วทำตัวเองให้ดีเพื่อที่จะมีอนาคตที่ดีก็พอ
เดินเข้าสนามก่อนจะหยุดยืนที่ข้างสแตนเชียร์เบลล์ที่กำลังนั่งกินขนมอยู่เอื้อมมือมากระตุกเสื้อเธอ “ไปไหนมาอ่ะ นานจัง”
“คุยธุระกับที่บ้านน่ะ” ลูซี่กอดออกพลางทอดมองออกไปที่สนาม ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังเป็นช่วงเปิดงานพิธีพอดี
“โอ๊ะ พี่ลุคมาด้วยหรอ ไม่ใช่ว่าเจ็บอยู่ไม่ใช่ไง”
“มันดื้อน่ะ” ตอนแรกเธอจะไม่ให้เขามาแล้วแต่พี่ชายตัวดีของเธอมัน ดื้อคะยั้นคะยอจะมาให้ได้ บอกว่าขี้เกียจอยู่บ้านมันน่าเบื่อแถมยังขึ้นไปนั่งรอบนรถเธออย่างกับเด็กที่เอาแต่ใจอยากจะเที่ยว เธอบอกให้มันลงมันก็ไม่ลงจนรำคาญเหนื่อยกับความรั้นของมันเลยจำใจพามามหาลัยด้วย
ขณะที่กวาดสายตามองไปเรื่อยๆ ก็หันไปทางสแตนเชียร์ของสีฟ้าที่อยู่ข้างๆแล้วดันไปสบตากับคนคุ้นเคย ไทม์ที่เห็นก็แอบสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเป็นฝ่ายหลบสายตาไป มุมปากยกยิ้มอัตโนมัติอย่างน้อยวันนี้ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นล่ะนะ
เมื่อพิธีเปิดงานจบก็เริ่มการแข่งขันกีฬา เสียงกองเชียร์ของแต่ละสีร้องแข่งกันเสียงดังจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ลูซี่โยกนั่งมานั่งที่เก้าอี้ข้างสแตนเพื่อให้เด็กๆ ทำกิจกรรมได้สะดวกระหว่างที่งานกีฬาสีดำเนินไปเรื่อยๆ เธอก็นั่งเล่นมือถือแก้เบื่อไปพลาง
“ไงลูซี่” เงยหน้าจากมือถือหันไปมองพบว่าเป็นเจเจในชุดกีฬา “ไง วันนี้มัแข่งหรอ”
“เขาขอมาน่ะ จะไม่ลงก็ไม่ได้ไอ้พี่รหัสมันดันไปรับปากไว้แล้ว”
เจเจเป็นอดีตนักกีฬาปิงปองและเคยไปแข่ง ระดับประเทศด้วย แน่นอนว่าฝีมือของเขาเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่ช่วงนี้เจเจเคยบอกว่าจะพักเพราะพึ่งไปแข่งกลับมาค่อนข้างที่จะเหนื่อย แต่ด้วยดีกรีระดับนักกีฬาทีมชาติในการแข่งขันกีฬาสีมหาวิทยาลัยใครๆก็อยากให้ลงเพราะไม่ว่าจะสีไหนก็อยากได้ถ้วยเอาไว้อวดกันทั้งนั้น
“แล้วนายแข่งกี่โมง”
“ถามแบบนี้จะไปเชียร์รึไง”
“ก็ถ้าว่างน่ะนะ” เจเจยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เขาไหวเล็กน้อยก่อนจะขอตัวแยกไป “ใจร้ายจัง”
เวลาดำเนินไปเรื่อยๆ เธอก็มีแอบแวะไปซื้อของกินมานั่งทานบ้าง ขณะที่เธอกำลังช่วยปีสองดูแลของสวัสดิการสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนในสนาม ไทม์ในชุดผู้รักษาประตูสีขาวหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
“นั่นน้องไทม์นี่ น้องลงด้วยหรอ” เบลล์ที่กำลังถือถาดแก้วน้ำหยุดหันมองไปในสนามก่อนจะพากันเดินไปที่ข้างสแตนเชียร์
สองสาวนั่งลงที่ชั้นล่างสุดของสแตนเชียร์ พลางมองดูผู้รักษาประตูเสื้อขาวอย่างตั้งอกตั้งใจ ตั้งแต่รู้จักกับไทม์เธอไม่คิดว่าเขาจะเล่นกีฬาด้วยซ้ำ ด้วยหุ่นที่ดูบอบบางและผิวขาวจนเกือบซีดเลยทำให้ดูว่าคนอย่างไทม์จะเล่นกีฬาได้
แต่ท่าทางที่กำลังเตรียมตั้งรับและคอยจดจ้องลูกบอลมันช่างน่ารักเสียเหลือเกินจนอยากจะวิ่งไปจับมาฟัดซะให้แก้มเขียวเลย
การแข่งขันดำเนินไปเรื่อย ๆ เกมส์ยังคงมีทีท่าดุเดือดแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอละสายตาจากผู้รักษาประตูฝั่งสีฟ้าไปได้
“แหม จ้องไม่วางตาเลยนะ นี่ถ้าลูกตาแกเป็นเลเซอร์ป่านนี้ตัวน้องมันคงทะลุจนตัวพรุนไปแล้วน่ะ”
ไหวไหล่เล็กน้อยพลางขัยบตัวเปลี่ยนท่านั่งให้หายเมื่อย เบอร์สามสิบฝั่งสีเขียวชิงบอลจากฝั่งสีฟ้าแล้ววิ่งฝ่าวงตรงมายังประตูที่ไทม์ยืนตั้งรับอยู่ จังหวะที่เบอร์สามสิบยิงลูกบอลตรงมายังประตูเป็นจังหวะเดียวกันที่ไทม์กระโดดรับบอลเหมือนจะสวยงามแต่สายตามันดันเห็นว่าลูกบอลนั่นมันกระแทกที่หัวของไทม์เต็ม ๆ
ลูซี่ที่เห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นแทบจะเดินตรงเข้าไปในสนามทันทีแต่ก็ถูกเบลล์ดึงเอาไว้ก่อน“ไอ้ลูจะไปไหน”
“ไทม์โดนบอลกระแทกหัว”
“จริงดิ” เธอหันกลับไปมองไทม์ที่อยู่ในสนามเห็นเขากำลังคุยกับเพื่อนอยู่พร้อมกับทำมือว่าโอเคก่อนเพื่อนจะกลับไปแข่งต่อ ตอนที่เห็นน้องโดนบอลกระแทกหัวใจของเธอแทบหล่นไปถึงตาตุ่ม เป็นห่วงแทบจะพุ่งเข้าไปหา รู้ว่าน้องเจ็บแต่ก็ทำได้แค่ยืนมอง
เดินไปยังสแตนเชียร์สีฟ้าตรงไปหาพี่ชายตัวดีพลางเอื้อมมือไปดึงแขนที่มีผ้าพันเต็มไปหมดจนมันถึงกับหันมาทำหน้าอย่างจะกินหัว “อะไร”
“น้องโดนบอลกระแทกหัว”
“ห๊ะ?!” ลุคหันไปมองไทม์ในสนามด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปก่อนจะหันไปบอกคนอื่น ๆ จากนั้นไม่นานเสียงนกหวีดก็ดังขึ้นเป็นการบ่งบอกว่าการแข่งขันจบแล้ว ทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดฉันและคนอื่นๆ ก็รีบตรงดิ่งเข้าไปหาน้องทันที
ลูซี่เอื้อมมือไปจับแก้มทั้งสองอย่างเบามือ ไทม์เงยหน้าหรี่ตามองด้วยใบหน้าที่ดูเจ็บปวด “ไทม์เป็นไงบ้าง”
เขาเบะปากพร้อมกับตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนอยากจะร้องไห้เต็มทน “ผมเจ็บ”
ใบหน้านั้นและคำตอบมันยิ่งทำให้เธอเจ็บปวดใจมากกว่าเดิม ลูซี่เอื้อมมือไปลูบหัวไทม์อย่างเบามือเพื่อเป็นการปลอบ “ทนหน่อยนะคะ เดี๋ยวพี่ทำแผลให้”
“ครับ” สิ้นเสียงสุดท้ายของไทม์ก่อนน้องจะสลบไป “เอาเปลมาแบกน้องที” ลุคที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หันไปบอกคนอื่น ๆ เพื่อที่จะพาไทม์ไปยังห้องพยาบาล เธอว่าเธอคงต้องคุยกับลุคเรื่องน้องสักหน่อยแล้วล่ะ
มาถึงห้องพยาบาลไทม์ถูกพาตัวเข้าไปด้านในส่วนลูซี่กับลุคก็รออยู่ที่ด้านนอก เธอยืนมองไทม์ผ่านกระจกบานขุ่นที่ไม่ว่าจะเพ่งตามองสักเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเห็น
“เลิกทำหน้าตาเหมือนยักษ์ลงแดงสักทีเถอะ ไอ้ไทม์มันแค่โดนบอลกระแทกหัว ไม่ได้โดนเตะอัดสักหน่อย” ประโยคพูดกวนประสาทให้เธอหงุดหงิดมากกว่าเดิม แต่เธอก็ไม่ได้โต้ตอบเพราะเถียงไปก็เท่านั้นมีแต่จะทำให้โมโหมากขึ้นไปอีก
เธอนั่งลงที่เก้าอี้หน้าห้องพยาบาลขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปที่ประตูอย่างไม่วางตา
“โกรธรึไง” เหลือบตามองคนข้างๆ ใช่! เธอโกรธและโมโหมาก โกรธทุกอย่างที่ทำให้น้องเจ็บ
“เออ โกรธ โกรธทุกอย่างที่ทำให้น้องเจ็บ ทำไมวะ ทำไมน้องต้องมาเจ็บตัวด้วย”
“มันเป็นอุบัติเหตุ ใครจะไปคิดล่ะว่าแข่งอยู่ดีๆ มันจะโดนบอลอัดอ่ะ”
“แล้วทำไมมึงต้องให้น้องลงด้วยวะ ทำไมไม่เป็นคนอื่น แล้วเนี่ยสุดท้ายน้องก็ต้องมาเจ็บตัว…shitt!!” เธอเสยผมพร้อมกับสบถออกมาพลางกระแทกหลังตัวเองกับพนักพิงอย่างอารมณ์เสีย “นี่มึงจะบอกว่ากูผิดว่างั้น?”
“ไอ้ลู มึงจะโทษทุกอย่างแบบนี้ไม่ได้ ที่กูให้น้องมันลงก็เพราะเห็นเพื่อนมันบอกว่าไอ้ไทม์มันเคยเล่นบอลกูก็เลยเรียกมันลงมา ไม่ใช่ว่ากูไม่ถามความสมัครใจกูถามแล้ว แล้วน้องมันก็ตอบตกลง แล้วใครจะคิดว่ามันจะเกิดอุบัติเหตุ มึงต้องเข้าใจด้วยว่าการเล่นกีฬาพวกนี้มันต้องมีเกิดอุบัติเหตุบ้าง มันไม่ใช่กีฬาที่แค่ยืนโชว์หน้าหล่อแล้วก็ทำแต้มได้นะ นี่มันฟุตบอล มันต้องวิ่งมันมีชนมีกระแทกกันบ้าง”
ที่ลุคพูดมันก็มีเหตุผล แต่ภายในใจของฉันตอนนี้มันมีแต่ความร้อนรุ่มโมโหและความโกรธเต็มไปหมด ยอมรับว่าโกรธมันที่ให้น้องลง โกรธคนที่เตะบอลใส่ โกรธลูกบอลที่บังอาจมากระแทกหน้าน้อง โกรธทุกอย่างที่ทำให้น้องเจ็บ
“แต่…น้องเจ็บไงลุค” ลูซี่หันมองประตูสีขุ่นด้วยสายตาว่างเปล่า ใจฉันหล่นไปถึงตาตุ่มตั้งแต่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของไทม์ แทบอยากจะพุ่งเข้าไปกอดตอนน้องบอกว่าเจ็บ หัวใจเธอในตอนนั้นมันสั่นไปหมด ห่วงจนไม่รู้จะทำยังไงต่อ แต่มันก็ทำอะไม่ได้นอกจากพูดปลอบให้น้องเบาใจลง
“มึงรู้ตัวรึเปล่าตอนนี้มึงสติหลุดไปไกลมากเลยนะ” หันไปมองหน้าพี่ชายที่นั่งข้างๆ เธอยอมรับว่าตัวเองสติหลุดไปมากตั้งแต่ที่เห็นน้องโดนลูกบอลกระแทก “มึงจะชอบใครกูไม่ว่านะ แต่มึงต้องมีสติให้มากกว่านี้”
ยอมรับว่าครั้งนี้เธอไม่มีสติจริงๆ เธอแค่ห่วงน้อง ห่วงมากจนแทบจะพุ่งเข้าไปในสนามเลยด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าเบลล์มันดึงเอาไว้ หาเหตุผลที่เป็นแบบนี้ได้ไม่มากหรอก นอกจากชอบไทม์และไม่ต้องการเห็นคนที่ชอบเจ็บก็เท่านั้นเอง
ประตูห้องพยาบาลเปิดออกพร้อมกับคุณพยาบาล “มากับน้องใช่มั้ยคะ คุณหมอเชิญด้านในค่ะ” ลูซี่รีบลุกตรงดิ่งเข้าไปด้านในทันทีปล่อยให้ลุครออยู่ด้านนอก
ทันที่เข้ามาด้านในเธอก็กวาดสายตามองหาไทม์ทันที พบว่าน้องนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงที่อยู่ไม่ไกลมาก ลูซี่นั่งลงที่เก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามของคุณหมอ
“น้องมีอาการระบมตรงหน้าผากเล็กน้อยนะคะ ให้น้องทานยาให้ครบแล้วก็ทายาก่อนนอนทุกครั้งจนกว่าจะหาย แล้วก็ช่วงนี้อย่าเอาอะไรรัดหน้าผากนะคะ เดี๋ยวแผลจะอักเสบ”
“ค่ะ”
“ตอนนี้หมอให้น้องทานยาแก้ปวดกับทายาไปแล้วให้นอนพักก่อน สักอีกชั่วโมงนึงพอเขาตื่นก็เอาเจลเย็นอันนี้ให้น้องแปะเอาไว้ที่หน้าผากนะคะ ประคบไว้จะได้หายปวด”
“โอเคค่ะ ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ” รับถุงยามาไว้ในมือก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ว่างข้างเตียงที่ไทม์นอนอยู่ เอื้อมมือลูบหัวคนที่นอนอยู่เบาๆ
“หมอว่าไง” ลุคที่เดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เดินมาหยุดยืนข้างๆ “ระบมเล็กน้อย”
“บอกแล้วว่ามันไม่เป็นอะไรหรอก เลิกเครียดได้แล้ว” มือหนาของคนข้างๆ ที่กำลังลูบศรีษะของเธอเบาๆ ให้เธอคลายกังวล “อือ”
“ถ้างั้นกูกลับล่ะ” ได้ยินดังนั้นเธอก็เตรียมตัวจะลุกขึ้นแต่ก็ถูกลุคกดไหล่ให้นั่งลงดังเดิม “มึงอยู่กับน้องมันไปนั่นแหละ เดี๋ยวกูกลับเอง”
“แต่… ”
“ห่วงมันไม่ใช่ไง อยู่ดูแลมันไปนั่นแหละ มันพึ่งโดนบอลกระแทกมาสภาพนั้นกลับบ้านเองไม่ได้หรอก”
“แล้วมึงจะกลับยังไง มึงเจ็บอยู่นะ” ถึงแม้ตอนนี้ลุคจะดีขึ้นแล้วแต่เธอก็ยังเป็นห่วงอยู่ “เดี๋ยวให้ไอ้แซนมารับ ไปล่ะ มีอะไรก็ทักมาล่ะกัน”
มองตามแผ่นหลังของคนเป็นพี่ ตั้งแต่เด็กยันโตลุคมักจะชอบแกล้งชอบแหย่เธอประจำ แต่ทุกครั้งเวลาที่เธอมีปัญหาหรือจัดการอะไรไม่ได้ก็มีมันนี่แหละคอยช่วยคอยเตือนอยู่ตลอด ลุคเป็นพี่ชายที่เธอนับถือมากถึงแม้บางครั้งมันจะชอบทำตัวปัญญาอ่อนก็เถอะ
เสียงขลุกขลิกบนเตียงต้องให้หันมอง ดูเหมือนว่าไทม์จะตื่นแล้ว เธอลุกจากเก้าอี้พร้อมกับเข้าไปช่วยพยุงไทม์ให้ลุกขึ้นนั่ง “อรุณสวัสดิ์ครับพี่ลูซี่” มุมปากเผลอยกยิ้มกับความโก๊ะของอีกคน
“ต้องสายสวัสดิ์ค่ะ ตอนนี้บ่ายแล้ว ดูท่าจะเบลอหนักนะ” ไทม์มองหน้าเธอด้วยสภาพที่ดูยังไม่ตื่นดี สงสัยยังคงเบลออยู่
“อ่า ผมหลับไปนานแค่ไหนครับเนี่ย” คนตรงหน้าขยี้ตา “ประมาณชั่วโมงนึงค่ะ”
ขนาดแค่ขยี้ตายังน่ารักเลย
“ชั่วโมงนึง เอ๊ะ!? ผมต้องไปขึ้นสแตนเชียร์นี่ ไม่ได้ๆ ผมจะมานอนอยู่อย่างนี้ไม่ได้” ไทม์ลุกลี้ลุกลนพยายามจะพยุงตัวเองเพื่อลุกออกจากเตียง เธอส่ายหัวน้อยๆ กับพฤติกรรมเด็กน้อยของเขา นี่คงลืมสินะว่าตัวเองโดนบอลกระแทกหัวมา
ลุกจากเก้าอี้เอื้อมมือไปกดไหล่ของอีกคนให้นั่งลงที่เดิม “ไม่ต้องไปแล้วค่ะ ไทม์กลับบ้านไปพักได้เลย”
“แต่…แต่กิจกรรมยังไม่เลิกเลยนะครับ ผมจะกลับไม่ได้ ถ้าไม่ไปเดี๋ยวผมจะโดนหักคะแนน”
ปากงุ้ยๆ ของไทม์มันทำให้หัวสมองของเธอคิดไม่ดีเอาเสียเลย ผิดไหมที่รู้สึกหมั่นเขี้ยวอยากจะจับจูบให้รู้แล้วรู้รอด ว่าไปก็แอบสบัดหัวเบาเพื่อสลัดความคิดอันชั่วช้าของตัวเอง
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ลุคมันจัดการให้เรา สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือต้องกลับไปพักนะคะ”
“แต่…” ยกนิ้วเรียวแตะลงที่ริมฝีปากของอีกคนเบาๆ เพื่อเป็นการสั่งให้เขาหยุดพูด
“อย่าดื้อค่ะ ไม่งั้นพี่จะลงโทษเรานะคะ” ไทม์พองแก้มเม้มปากแน่นก่อนจะนั่งลงที่เตียงแต่โดยดี “ก็ได้ครับ”
“ดีมากค่ะ ป่ะ กลับบ้านกันค่ะเดี๋ยวพี่ไปส่ง” หันไปหยิบกระเป๋าเป้ของไทม์กับถุงยาก่อนจะหันไปพยุงไทม์ให้ลุกเดินเพราะกลัวว่าน้องจะยังมึนอยู่ “เดินไหวมั้ย”
“ครับ”
เดินกันมาที่ลานจอดรถด้านข้างตึก โชคดีที่วันนี้เธอเลือกจอดรถตึกนี้เลยทำให้ไม่ต้องเดินไกลมาก มาถึงรถก็จัดแจงเปิดประตูให้น้องเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับก่อนจะหันไปเก็บของที่เบาะหลัง “พี่ลูซี่ครับ”
“คะ?” หันไปตามเสียงเรียกพบว่าไทม์กำลังชะโงกหน้าออกมาจากประตูรถ “ขอบคุณนะครับ”
“เรื่องอะไรหรอคะ”
“ก็…ทุกเรื่องครับ พี่ลูซี่คอยช่วยผมตลอดเลย มีแต่ผมที่เอาแต่หาเรื่องใส่ตัว” เธอยกยิ้มก่อนจะเดินไปหาน้อง “อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ เรื่องแบบนี้มันไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก” ไทม์เม้มปากแน่นจนทำให้แก้มขาวป่องขึ้นจนเห็นเส้นเลือดฝาดจางๆ
น่ารักอีกแล้ว
เท้าแขนลงที่หลังคารถก่อนจะโน้มตัวลงไปจนใบหน้าเกือบชิดส่งผลให้ฉันได้เห็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนได้อย่างชัดเจน
“แต่ถ้าจะขอบคุณพี่…ก็ไปออกเดทกับพี่สักวัน แค่นั้นพี่พอใจแล้วค่ะ”
“พะ-พี่ลูซี่อ่ะ!!!! แกล้งผมอีกแล้ว ฮืออออ ผมเขินนะ” เป็นไปตามคาดไทม์หน้าแดงก่ำก่อนเขาจะยกมือขึ้นปิดหน้าส่งผลให้ประโยคสุดท้ายของเขาได้ยินแค่เสียงอู้อี้ฟังไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่ ให้ตายเถอะพอยิ่งเห็นแบบนี้เธอก็ยิ่งอดใจไม่ไหว น้องน่ารัก น่ารักมากจนอยากจะเก็บเอาไว้คนเดียว
“ไทม์ อย่าไปทำสีหน้าแบบนี้ให้ใครเห็นนะคะ”
ไทม์เงยหน้าจากมือมองฉันด้วยสายตาที่สงสัย “พี่หวง” น้องไม่ได้ตอบอะไรแต่หน้าแดงช็อคไปเรียบร้อย มุมปากยกยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปปิดประตูลงแล้วเดินไปที่เบาะคนขับ
ที่พูดไปเธอไม่ได้แค่พูดเล่น เธอพูดจริง ถามว่าทำไมน่ะหรอ ก็น้องน่ารักไง น่ารักจนเธอหลงโงหัวไม่ขึ้นแล้วด้วย