แหงนมองท้องฟ้าพร้อมกับเงี่ยหูฟังเสียงของนกกระจิบ สูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ในที่สุดวันนี้ก็ได้ลุกออกจากเตียงสักทีหลังจากนอนซมอยู่สามวันติด ถึงแม้ตอนนี้จะดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังมีมึนๆ บ้าง ถ้าเป็นคนอื่นคงวันเดียวหาย แต่เวลาไทม์โดนอะไรกระแทกหัวมักจะปวดไปสามสี่วันเลย เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรแต่ก็ชินแล้วแหละ
ขึ้นรถเมล์สายประจำเดินไปนั่งที่ว่างเบาะหลังสุดที่เหลืออยู่ ผมหยิบหูฟังขึ้นมาใส่พร้อมกับเล่นเพลงในลิสท์ที่ตั้งไว้นั่งฟังไปพลาง
ระหว่างที่รถเมล์แล่นไปตามถนนเส้นหลักไทม์ก็สังเกตว่ารถเริ่มติดและคนก็เริ่มเยอะจนอัดแแน่นเป็นปลากระป๋อง ถึงแม้เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำแต่เขาก็ไม่เคยชินกับเรื่องแบบนี้สักที มันทั้งอึดอัด หายใจไม่ออก แล้วถ้ายืนนะยิ่งแทบจะเป็นลมเลย
ขณะที่เขากำลังตัวลีบอยู่ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากมือถือ กดเข้าที่แจ้งเตือนพบว่าเป็นลูซี่ที้่ทักมาหา เขารีบกดตอบกลับเพื่อไม่ให้อีกคนรอนาน
Lucyxx : อรุณสวัสดิ์ค่ะ
Lucyxx : ไปเรียนแล้วหรอคะ
time 00.00 : ครับ
time 00.00 : พี่ลูซี่รู้ได้ไงครับ
Lucyxx : พี่มารับเราหน้าบ้านแต่ไม่เห็นใคร เลยคิดว่าเราน่าจะไปเรียนแล้วน่ะค่ะ
time 00.00 : ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะครับ
Lucyxx : ขอโทษทำไมล่ะคะ พี่ต่างหากที่จะมาแล้วไม่บอกเราเอง
Lucyxx : แล้วนี่ไปมอยังไงคะ
time 00.00 : รถเมล์ครับ
time 00.00 : คนแน่นมากเลย
Lucyxx : ให้พี่ไปรับมั้ยคะ
time 00.00 : ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว
Lucyxx : แล้วแผลที่หัวดีขึ้นรึยังคะ
time 00.00 : ดีขึ้นมากแล้วครับ
time 00.00 : ต้องขอบคุณพี่ลูซี่เลยครับ ถ้าไม่ได้พี่ลูซี่ผมแย่แน่ๆเลยครับ
Lucyxx : ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะคะ
เงยหน้าจากมือถือมองรอบๆ ดูเหมือนว่าใกล้จะถึงจุดที่จะต้องลงรถแล้ว เขารีบพิมพ์ตอบกลับลูซี่ก่อนจะหยิบของเพื่อเตรียมลงรถ
time 00.00 : ผมต้องลงรถแล้ว ไปก่อนนะครับ
Lucyxx : ค่ะ งั้นพี่ไม่กวนเราแล้ว เดินทางปลอดภัยนะคะ
time 00.00 : พี่ลูซี่ก็เหมือนกันนะครับ
Lucyxx : ค่ะ แล้วเจอกันค่ะ
time 00.00 : ส่งสติกเกอร์
พิมพ์เสร็จก็เป็นเวลาเดียวกันที่รถเมล์ถึงที่หมายพอดี ทันทีที่ประตูรถเปิดออกผมก็รีบเบียดเสียดผู้คนออกมาให้ทันก่อนที่ประตูรถจะปิด
ทันที่เท้าแตะลงบนพื้นปูนไทม์ก็รีบโกยเอาอากาศเข้าปอดทันที ให้ตายเถอะ เกือบจะไม่รอดซะแล้ว จริงๆ ที่บ้าเขาก็มีรถมอเตอร์ไซค์นะ เขาสามารถขับมันมามหาลัยได้แต่ผมก็เลือกที่จะนั่งรถเมล์เพราะว่ามหาลัยขอไทม์กับบ้านมันค่อนข้างที่จะไกลกันกว่า 20 กิโลเลย อีกอย่างถนนเส้นนี้รถค่อนข้างจะเยอะด้วยมันค่อนข้างอันตรายเลยคิดว่านั่งรถลเมล์ปลอดภัยสุดแล้วล่ะ
เดินเข้าเขตมหาลัยก่อนจะไปยืนรอรถกอล์ฟที่ป้าย ขณะที่ยืนมองดูวิวรอบๆ ก็มีแรงตบบ่าที่ไหล่ให้เขาสะดุ้งโหยง
“ไง!”
“เชี่-! ไอ้ติม” เป็นติมที่มาตบบ่า ไทม์จับไหล่ที่โดนตีพร้อมกับยกมือหวดแขนมันไปทีนึง “โอ๊ย ตีกูทำไมเนี่ย”
“มึงอ่ะ กูขวัญเสียหมดเลยเนี่ย” ติมปั้นคิ้วขมวดก่อนจะทำเสียงล้อเลียน “โอ้โห คำโบราณซะด้วย ขวัญเสียหมดเลย”
“โบราณตรงไหน เขาใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง” ติมส่ายหน้าพร้อมกับทำหน้ารับไม่ได้ ติมมึงอ่ะแหละโบราณ
หลังจากยืนเถียงกันอยู่ครู่รถกอล์ฟก็มาพอดี พวกเขาก้าวขึ้นไปนั่งเถียงกันบนรถต่อ มาถึงหน้าตึกเรียนพวกเขาลงรถก็เห็นคนบูมที่กำลังยืนจ้องมือถืออยู่หน้าตึก พอพวกเขากำลังจะเดินเข้าไปทักก็เป็นจังหวะที่บูมเงยหน้าขึ้นมาพอดี
“อ่าว มึงมาแล้วหรอ”
“อือ มึงตื่นยังเนี่ย ทำหน้าง่วงเชียว” ติมพูดพร้อมกับยื่นมือไปบีบแก้มอ้วนเล่น “ตื่นแล้ว แล้วพวกมึงจะกลับเลยมั้ยอ่ะ”
คำถามของบูมทำเอาพวกผมต้องขมวดคิ้ว “นี่มึงจะโดดเรียนหรอ นิสัยไม่ดี นี่แน่ะ” ติมฟาดที่แขนบูมเบาๆเป็นเชิงหยอกล้อ บูมเกาแขนที่ถูกฟาดพร้อมกับตอบด้วยสีหน้าง่วง ดูท่ามันจะง่วงจริงๆ อ่ะแหละ ตาจะหลับอยู่แล้วนั่น
“ป่าวนะ อาจารย์ยกคลาสต่างหาก” บูมหันจอมือถือให้ดูเพื่อโชว์หลักฐาน ไทม์กับติมไล่อ่านข้อความที่อาจารย์ส่งมาในกลุ่ม
สถิติ Sinece Computer (58)
a.um : อาจารย์ขอยกคลาสนะคะ
a.um : วันนี้อาจารย์มีธุระค่ะ
a.um : เจอกันอาทิตย์หน้านะคะ
“ยกคลาสจริงด้วยว่ะ”
“แล้วเอาไงต่ออ่ะ วันนี้ก็ไม่มีรับน้องด้วย จะอยู่นี่ก็เปื่อย” พวกเขาสามคนมองหน้ากันก่อนจะมีความคิดนึงผุดเข้ามาในหัว “งั้นไปเที่ยวกันมั้ย ไหนๆก็ได้หยุดแล้ว”
“เอาดิ แล้วจะไปไหนล่ะ”
“วันนี้มีงานเกมส์จัดที่ห้าง คือ…กูอยากไปอ่ะ” บูมพูดด้วยเสียงที่เบากว่าปกติแต่ก็ได้ยินกันชัดเจน
“เอาสิ” พอได้ยินคำตอบบูมก็แสดงสีหน้าดีใจออกมา บูมมีนิสัยค่อนข้างเหมือนเด็กแล้วก็เป็นคนที่ขี้อายไม่ค่อยกล้าพูดกับคนแปลกหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเวลาที่เล่นเกมส์มันจะเป็นอีกคนเลย มีความมั่นใจและกล้าพูด เขาไม่รู้ว่าไอ้นิสัยแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร แต่ถึงอย่างนั้นบูมก็เป็นเพื่อนที่ดีกับพวกไทม์เป็นเพื่อนที่น่ารักคนหนึ่งเลยล่ะ
ตอนนี้ทั้งสามมาอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแล้ว มันอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ตอนแรกก็กะจะมาแท็กซี่กันแต่บูมบอกว่าวันนี้มีงานเกมส์คนจะเยอะเลยคิดว่านั่งรถไฟฟ้ามาลงที่ห้างจะเร็วกว่า ทันทีที่เข้ามาในงานเขาก็กวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจบรรยากาศ
“คนเยอะใช่เล่นนะเนี่ย”
“เออดิ กูก็คิดว่างานกลางๆ ที่ไหนได้งานโคตร” ตอนแรกบูมบอก่าเป็นงานเกมส์ใหญ่แต่ก็ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้ มีทั้งบูธเกมส์และบูธไอทีมากมายแถมยังมีเวทีใหญ่สำหรับเปิดงานอีก เรียกได้ว่าเป็นงานระดับประเทศเลยก็ได้
“ว้าว โคตรเท่เลย” เสียงบูมเรียกความสนใจให้ไปมอง พบอีกทีมันก็ไปเกาะกระจกตู้ใสที่ด้านในใส่เครื่อง playstation รุ่นลิมิเต็ด ปกติเครื่อง playstation มันจะมีสีขาวกับแถบสน้ำเงินเรียบๆ แต่เครื่องนี้มันแตกต่างกัน เป็นสีดำทองลายนูนคล้ายหิน มันอาจจะดูแปลกแต่พอมันมาอยู่รวมกันกลับสวยมาก
“โห ราคาไม่ใช่น้อยเลยนะเนี่ย” เขามองป้ายราคาที่ติมชี้
300,000!! ราคาขนาดนี้ซื้อมอเตอร์ไซค์หรูๆ ได้คันสองคันเลยนะเนี่ย บูมที่ตอนแรกเกาะตู้กระจกอยู่ก็ถึงกับรีบเอามือออกทันที
“ว้าว เครื่องเพลย์นี่โคตรสวยเลย ราคาน่าจะแพงน่าดูเลยว่ามั้ย” เสียงของใครคนหนึ่งเรียกความสนใจ พวกเขาหันไปมองเป็นชายคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากางเกงยีนส์
ว่าแต่ เขาเป็นใครอ่ะ
“เอ่อ…ใครวะ” ติมก้มหน้ามากระซิบกับผม “ไม่รู้ว่ะ”
“จะว่าไปเครื่องเพลย์นี่ราคาเท่าไหร่ครับ” ชายคนนั้นหันไปถามพนักงานที่อยู่ด้านหลัง “สามแสนครับ”
“ราคากำลังดีเลยนะเนี่ย ไม่ถูกไม่แพงไป” พวกเขามองคนๆ นั้นอย่างไม่เข้าใจ “มึงไปเถอะ” บูมหันมาสะกิดพวกเขาให้เดินออกจากบูธแต่ก็ต้องหยุดชะงักกับคำพูดของคนๆ นั้น
“อ่าว ทำไมนายไม่ซื้อล่ะ นี่รุ่นลิมิเต็ดเลยนะ หรือว่านายไม่มีเงิน” ประโยคของเขาทำเอาเขาถึงกับคิ้วกระตุกเลยทีเดียว “นี่จริงหรอเนี่ย ขอโทษทีพอดีฉันไม่รู้ ฉันน่าจะถามนายก่อนจะได้แนะนำเครื่องเพลย์ราคาถูกให้”
ประโยคนั่นฟังดูยังไงก็คือคำดูถูกชัดๆ ไทม์ใช้สมองอันน้อยนิดพยายามคิดถึงเหตุและผลของการกระทำของเขาแต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ไทม์เหลือบมองบูมที่ตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำและตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ดูท่าทางเพื่อนของเขาจะไม่โอเคแล้วสิ “มะ-ไม่ดีกว่าครับ”
“อ่าว จ่ายไม่ไหวหรอ ว้า น่าเสียดาย งั้นอันนี้มั้ย เครื่องเพลย์รุ่นเก่าราคาแค่หลักพันเอง ฉันว่าน่าจะเหมาะกับนายนะ”
“ไอ้-” เขารีบคว้าแขนติมเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะปรี่เข้าไป “ติม ใจเย็น” เหลือบมองบูมที่ยืนอยู่ด้านหน้า แอบเห็นว่าดวงตาของเขาเริ่มมีน้ำตาเอ่อ เขาเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับบีบมือเบาๆ เพื่อให้เขาผ่อนคลายขึ้นแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล บูมเม้มปากแน่นก่อนจะสะอื้นออกมาเบาๆ
เวรเอ้ย ไอ้ผู้ชายคนนี้มัน…เหี้ยจริงๆ
“อ่าวเด็กๆ มาเที่ยวกันหรอ” เสียงคุ้นเคยทำให้พวกเขาพากันหันไปมอง พบว่าเป็นพี่ลุค เขาเดินตรงมาพร้อมกับวางมือลงบนหัวของบูมก่อนจะหันไปทางชายนิสัยเสีย
“อ่าว นี่มันคุณทิมนี่ ไม่เจอกันนานสบายดีมั้ยครับ” ชายนิสัยเสียหรือคุณทิมทำหน้าเลิ่กลั่กต่างจากเมื่อกี้อย่างชัดเจน “เอ่อ ครับ สะ-สบายดีครับคุณลุค”
“ว่าแต่มาซื้อของหรอครับ”
“ครับ ผมมาซื้อเครื่องเพลย์น่ะครับ ว่าแต่ คุณลุครู้จักกับเด็กพวกนี้หรอครับ” ไทม์ยืนมองพี่ลุคกับคุณทิมที่คุยกันอย่างกับรู้จักกันมานาน
“เขาเป็นรุ่นน้องคนสนิทของผมเองครับ”
“อะ-อ๋อ งั้นหรอครับ”
“จะว่าไปคุณทิมก็ชอบเล่นเกมส์เหมือนกันนี่ คุณทิมพอจะช่วยแนะนำผมหน่อยได้มั้ยครับ” คุณทิมที่ได้ยินแบบนั้นจู่ๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป เขาดูเลิ่กลั่กไม่น้อยเลย “จะดีหรอครับ คือผม…”
“ทำไมจะไม่ดีล่ะครับ คุณเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายขายของบริษัทอุปกรณ์เกมส์เลยนะครับ แค่แนะนำให้ผมเหมือนกับที่แนะนำให้รุ่นน้องของผมเมื่อกี้…มันคงจะไม่ยากเกินไปสำหรับหัวหน้าฝ่ายอย่างคุณหรอกนะครับ” ประโยคของพี่ลุคทำเอาคุณทิมถึงกับหน้าเสียทันที งั้นแสดงว่าตอนที่คุณทิมพูดจาดูถูกเราตอนแรกพี่เขาเห็นหมดเลยสินะ
“ผะ-ผมขอโทษด้วยครับ ผม…”
“คุณขอโทษผมทำไมครับ ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณเลยนะ” คนตรงหน้ายกยิ้มพิมพ์ใจให้อีกฝ่าย แต่รอยยิ้มนั่นกับทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“อ๊ะ ดูเหมือนน้องสาวผมจะตามล่ะ ไม่เป็นไรเอาไว้คราวหน้าล่ะกัน งั้นผมไปก่อนนะคุณทิม ไว้เจอกันที่บริษัทนะครับ” ประโยคสุดท้ายพี่ลุคก้มหน้าไปพูดที่ข้างหูของคุณทิมพร้อมกับตบบ่าเบาๆ ก่อนจะเดินมาคล้องคอพวกเขา“เด็กๆ ไปกินข้าวกัน”
ระหว่างนั้นเองผมก็หันไปมองคุณทิมที่อยู่ด้านหลัง เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนใดๆ ก่อนจะหันกลับมามองรุ่นพี่ที่เดินคล้องคอบูมที่อยู่ด้านหน้า
ดูท่าทางคนๆ นี้คงจะไม่ใช่แค่คนธรรมดาแล้วล่ะ
ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งพวกเขาเดินเข้ามาด้านในโดยมีลุคเดินนำมายังโต๊ะหนึ่งที่อยู่ด้านในสุดพบคนที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
“พี่ลูซี่สวัสดีครับ” ลูซี่เงยหน้าจากมือถือก่อนจะส่งยิ้มให้บางๆ “สวัสดีค่ะ”
“กับน้องมันนี่ยิ้มปากจะฉีก ทีกับกูนี่แทบจะกินหัวอยู่ละ” ลูซี่หุบยิ้มทันทีพร้อมกับใช้สายตาเชือดเฉือนมองคนพี่ “ลุค น่ารำคาญ”
ไทม์หย่อนตัวลงฝั่งตรงข้ามกับลูซี่พลางลอบขำกับสองพี่น้องเบาๆ สองคนนี้ตีกันอีกแล้ว
“เด็กๆ อยากกินอะไรเลือกเลยนะ เดี๋ยวพี่ลุคเขาเลี้ยง” ลุคที่กำลังหยิบมือถือถึงกับชะงักพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางขยับปากถามคนข้างๆ ว่า กูหรอ
“ก็มึงบอกเองว่าจะจ่าย”
“กูพูดตอนไหน ตกลงกันแล้วว่าคนละครึ่งนี่”
“ลุค ยายบอกว่าเป็นพี่ควรเลี้ยงน้อง ไม่ใช่น้องเลี้ยงพี่ อีกอย่างเด็กๆ ก็เป็นรุ่นน้องในสาขามึงด้วย มึงก็ควรทำตัวเป็นพี่ที่ดีนะ”
“มึงไม่ต้องเอายายมาอ้างเลย ไม่รู้แหละ กูไม่ยอมอ่ะ”
“งั้นเป่ายิ้งฉุบ”
“มา” พวกเขานั่งมองสองพี่น้องเป่ายิ้งฉุบอย่างงงงวย แต่ก็แอบเอ็นดูนะ เวลาสองคนนี้อยู่แยกกันเหมือนคนที่ดูดุดูมีพาวเวอร์แต่พออยู่ด้วยกันก็เหมือนเด็กสองคนที่ชอบเถียงกันไม่รู้จักโต
“หึ กูชนะ” พี่ลูซี่ฉุบชนะส่วนพี่ลุคแพ้
“ชิ เซ็ง”
“เดี๋ยวพวกเขาจ่ายกันเองก็ได้ครับ” ติมพูดขณะที่มือยังเปิดเมนูอยู่ คนโตสุดที่เอนหลังพิงพร้อมกับทำหน้าเบื่อหน่ายพูดด้วยน้ำเสียงสุดเซ็งที่แพ้น้องสาวของตัวเอง
“เดี๋ยวจ่ายให้ สั่งมาเถอะ”
“ขอบคุณครับ” ติมตอบกลับอย่างไว ไทม์รู้นะที่มันถามก็แค่ตามมารยาทก็เท่านั้น กูรู้นะว่ามึงอยากกินของฟรีอ่ะ
ระหว่างนั่งรออาหารเราก็พูดคุยไปพลาง พวกเขาได้เล่าเรื่องที่โดนหาเรื่องในงานเกมส์ให้พี่ลูซี่ฟัง แล้วก็ได้รู้ว่าคุณทิมนั้นเขาเป็นหัวหน้าฝ่ายขายของบริษัทขายอุปกรณ์เกมส์ที่เป็นธุรกิจของบ้านของลุคกับลูซี่ ลุคเล่าว่าเขาเห็นตั้งแต่ช่วงที่เราเดินเข้ามาแล้ว ตอนแรกเขาคก็กะจะเข้ามาทักแหละแต่พอเห็นว่าคุณทิมเข้ามาพูดไม่ดีเลยยืนดูอยู่ครู่นึงก่อนจะเดินเข้ามาช่วย
“คือ…” บูมแทรกขึ้นก่อนจะเว้นช่วงไป เขาก้มหน้าก้มตาใบหน้าแดงก่ำเหมือนจะอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้า ทุกคนต่างพากันหันไปมองด้วยความลุ้นจนลุคต้องเอ่ยถามขึ้นมา “ว่าไง”
“ผม… ขะ-ขอบคุณครับ” แม้บูมจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองคนที่กำลังจะขอบคุณแต่ก็เหมือนว่าลุคจะรับรู้ “อือ ไอ้เอ็นไอ (อือ ไม่เป็นไร)”
“ทุเรศ ทำไมไม่กินให้หมดก่อน” ลูซี่หันไปเอ็ดคนพี่พร้อมกับทำสีหน้ามองคนเป็นพี่ด้วยความรังเกียจ “อำไอ อังเอียดอึไร (ทำไม รังเกียจรึไง)”
ลุคยื่นหน้าไปใกล้ทำให้ลูซี่ต้องถอยตัวออกเล็กน้อยพร้อมกับยกมือตบหน้าอีกคนเบาๆ จนลุคถึงกับร้องออกมา
“โอ๊ย! มึงตบกูทำไมเนี่ย” ทั้งสองคนตีกันเหมือนเดิมผมก็ได้เแต่นั่งมองด้วยความเอ็นดู
“ไอ้บูมมึงร้องไห้ทำไม” ประโยคของติมทำเอาพวกเขาที่กำลังเล่นกันอยู่ต้องหยุดชะงัก พวกเขาหันไปมองที่หัวโต๊ะ บูมร้องไห้อยู่จริงๆ ไทม์ที่้เห็นดังนั้นก็รีบลุกจากเก้าอี้ไปปลอบเพื่อนตัวกลมทันที “บูมเป็นไร ร้องไห้ทำไม”
“มัน… ฮึก! ฮือ!!!” ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นผล ทำไงดีล่ะทีนี้ เขาไม่เคยปลอบคนร้องไห้ซะด้วย
“ลุค มึงทำน้องร้องไห้”
“ห๊ะ? กูหรอ อ่า ชิบหายล่ะ” พี่ลุคทำหน้าเลิ่กลั่กอย่างบอกไม่ถูก เขาเขยิบตัวเองมาใกล้ยกมือตบหัวบูมเบาๆ เป็นเชิงปลอบ “เอ่อ พี่ขอโทษนะ พี่ไม่รู้ว่าพี่ทำอะไรให้เอ็งร้องไห้ แต่… พี่ขอโทษแล้วกัน”
เหมือนว่าบูมจะเริ่มหยุดร้องแล้วแต่ก็ยังคงสะอื้นอยู่ “ไอ้ลู ช่วยกูหน่อย” ลุคหันไปขอความช่วยเหลือจากน้องสาว ลูซี่ที่เห็นดังนั้นก็ถึงกับวางช้อนส้อมแล้วถอนหายใจไปหนึ่งที
“บูม บอกพี่ได้มั้ยว่าเราร้องไห้ทำไม”
“ผม… ฮึก! ผม ซึ้งครับ” คำตอบของบูมทำเอาพวกเขางงกันไปตามๆ กัน “ซึ้ง ซึ้งที่พี่ลุคช่วยหรอ” บูมพยักหน้าตอบ
“มันต้องซึ้งถึงขั้นร้องไห้เลยหรอวะ” พี่ลุคบ่นพึมพำเบาๆ
“ตอนเขา…. ฮึก! ดูถูกผม ผมโกรธมาก ผมก็แค่… อยากดูเครื่องเกมส์เท่านั้นเอง”
เขาเข้าใจบูมนะ ตอนที่คุณทิมพูดแบบนั้นเขาก็โกรธเหมือนกัน เราก็แค่อยากจะเข้าไปชมของที่เราชอบก็แค่อยากจะเห็นมันใกล้ๆ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องพูดดูถูกเราเหมือนกับว่าเราไม่มีปัญญาซื้อขนาดนั้นด้วย ยอมรับว่าตอนนั้นโมโหจนอยากจะพูดแต่เขากลัวว่ามันจะบานปลาย อีกอย่างต้องคอยห้ามติมที่เกือบจะพุ่งไปต่อยเขาแล้วก็ปลอบบูมด้วย เลยทำได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
“ผมรู้ว่าผมไม่มีเงินขนาดนั้น แต่… ผมก็ไม่กล้าพูด ผมกลัวแล้วก็อายด้วย”
“การที่เรากลัวหรืออายมันไม่ได้แปลว่าเราไม่สู้คน แต่ถ้าเราสู้กลับแบบที่ไม่รู้จักคู่ต่อสู้มันจะทำให้เราเสียเปรียบโดยง่าย สิ่งที่เอ็งทำน่ะ มันถูกแล้ว จำไว้ ถ้ามีคนทำแบบนี้ให้เดินหนีหรือเมินใส่อย่าไปเถียง เพราะยิ่งเถียงมันจะกลายเป็นว่าเราร้อนตัวแล้วจะยิ่งเข้าแผนมัน หรือถ้าไม่ไหว บอกพี่ เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
ลุคพูดจบมุมปากของไทม์ก็ยกยิ้มขึ้นมาทันที บางครั้งพี่ลุคก็ดูดุดูน่ากลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ บางครั้งเขาก็เอาแต่ใจเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต แต่ในหลายๆ ครั้งที่เขาก็เป็นผู้ใหญ่มากจนเราเองก็คาดไม่ถึง
“ขอบคุณครับ ฮือ!!!”
“เฮ้ย เอ็งอย่าร้องดิ เดี๋ยวไอ้ลูมันด่า” เมื่อเห็นว่าบูมร้องไห้ลุคก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก ไทม์แอบหัวเราะกับท่าทางของเขาที่พยายามปลอบบูมด้วยท่าทางเงอะงะพร้อมกับหันซ้ายหันขวาหาคนช่วย เขาดูไม่เหมือนพี่ลุคที่สอนเราเมื่อกี้เลย
“เด็กๆ ของหวานมาเสริฟแล้ว เลิกซึ้งแล้วมากินขนมกันค่ะ” ของหวานทยอยเสริฟลงบนโต๊ะ พวกเขาที่ชุลมุนอยู่ก็ค่อยๆแยกย้ายกลับไปนั่งของตัวเองตามเดิม