บทนำ
“เฮ้ย! รีบไปไหนวะไอ้ชาลี”
“พี่กู พี่สาวกูเกิดเรื่อง” ชาลีรีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเป้สีดำด้วยท่าทางตื่นตระหนก แต่คนที่ตื่นตระหนกกว่าก็คือเพื่อนซี้ปึกของเขา
“พี่? พีช... พี่พีชเหรอ” ชาลีพยักหน้าดวงตาของเขาแดงก่ำใบหน้าหล่อขาวซีดอย่างตื่นตระหนก วาโยเองก็ไม่ต่างกัน อาการของเขาไม่ได้ต่างไปจากชาลีเลยราวกับคนที่เกิดเรื่องเป็นคนในครอบครัวของเขาเสียเอง
“กูไปด้วย” เขาไม่ทันได้ถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขารู้เพียงแค่ว่าเขาเป็นห่วง ‘พี่สาวเพื่อน’ คนนี้มากเป็นพิเศษ และไม่ใช่เพียงแค่วาโยเท่านั้นเพื่อนของชาลีคนอื่น ๆ ก็เป็นห่วงไม่แพ้กัน
“ไอ้วินฝากลาอาจารย์ด้วยนะ” วินเนอร์เป็นเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน และยังมีอีกคนด้วย ไลก้า พวกเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กเลย เว้นเพียงแค่วาโยที่เป็นเพื่อนกันมาก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเสียอีกเพราะว่าอยู่ที่หมู่บ้านเดียวกัน บ้านของวาโยกับชาลีอยู่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งซอยเท่านั้น และวาโยกับชาลีก็ไปเล่นบ้านของแต่ละคนบ่อย ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะวาโยที่ไปหาชาลีบ่อยจนเรียกได้ว่าเขาแทบไม่อยู่ติดบ้านเลย
“เออ เดี๋ยวกูลาอาจารย์ให้” โรงเรียนที่พวกเขาเรียนกันอยู่นั้นเป็นโรงเรียนระดับอินเตอร์ซึ่งเป็นสาขาแยกในธุรกิจที่เพื่อนของพ่อชาลีทำอยู่เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
“อัปเดตด้วยนะโว้ย!” ไลก้าตะโกนตามไล่หลังไป จังหวะนั้นเองที่อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามา ท่านกวาดสายตามองไปทั่วห้อง และเมื่อครู่ก็ได้เห็นนักเรียนของตนวิ่งบุ่มบ่ามออกไปโดยไม่หันมาสนใจ แต่ท่านก็เข้าใจเพราะว่าก่อนหน้านี้คนที่บ้านของชาลีได้โทรมาที่โรงเรียนแล้ว อีกอย่างถึงแม้ว่าเด็ก ๆ บ้านนี้จะทำทุกอย่างตามกฎระเบียบที่ทางโรงเรียนมี แต่เพราะอาจารย์ทุกท่านต่างก็รู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของนักเรียนก็จะไม่ค่อยมีใครอยากจะมายุ่งด้วยสักเท่าไหร่
“เกิดอะไรขึ้นวะ” ไลก้าถามวินเนอร์อย่างสงสัยใคร่รู้เขาไปเข้าห้องน้ำเพิ่งเดินเข้ามาได้แค่พักเดียว
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นว่าก่อนหน้านี้ไอ้ชาลีมันรับโทรศัพท์จากนั้นก็เป็นอย่างที่มึงกับกูเห็นเนี่ยแหละ” ไลก้าพยักหน้าอย่างเป็นห่วงถึงแม้พวกเขาจะรู้จักกันมาตั้งแต่ตอน มอ.1 แต่ก็สนิทกันราวกับรู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
“เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วไปหามันกัน”
“เออ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่สาวน้องสาว มันนี่แทบจะทำหน้าที่แทนพ่อเลยมั้ง”
✩✩✩
“น้องพายล่ะ แฮก” วาโยถามด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ เพราะวิ่งไปถามไป ในตอนนี้ถ้าเดาไม่ผิดน้องใบพายที่เป็นน้องสาวคนเล็กของเพื่อนเขาน่าจะกำลังเรียนหนังสืออยู่ แถมยังเป็นคนที่เป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัวนี้ด้วย
“หม่ามี๊บอกว่าน้องพายไปด้วยก็ทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้เรียนไปก่อน” วาโยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแม้หัวใจของเขาจะเต้นระรัว
“อืม เดี๋ยวไปรถบ้านกู” ชาลีหยุดชะงัก พลางหันมามองเพื่อนซี้ของตัวเอง
“มึงมารถบ้านกู!” เออ จริงด้วย เขาเองก็ลืมไป
“กูลืม ว่าแต่เกิดเรื่องอะไรขึ้นวะ” ตั้งแต่วิ่งตามมาเขายังไม่ได้ถามเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกพีชพี่สาวของเพื่อนรัก
“พี่พีชเกิดอุบัติเหตุรถชนน่ะ” เขาได้ยินแค่ตอนที่หม่ามี๊โทรมาร้องห่มร้องไห้อย่างร้อนใจราวกับจะขาดใจอยู่แล้ว หม่ามี๊ของเขาเหมือนคนไม่มีสติ และพูดแต่คำเดิม ๆ ว่าพี่สาวของเขาเกิดอุบัติเหตุขึ้น ในตอนที่เขาได้ยินเขาก็ช็อกแล้วแต่ยังมีสติอยู่ แต่พอได้ยินเสียงปะป๊าของเขาพูดออกมาว่าพี่สาวเขาบาดเจ็บสาหัสยังไม่ได้สติ เขาก็แทบจะช็อกไปอีกคน
“วะ ว่าไงนะ” พี่พีชถูกรถชนงั้นเหรอ ทำไมถึงถูกรถชนได้ล่ะ? วาโยพึมพำเสียงแผ่ว ร่างกายเขาสั่นไปหมด ขณะที่ขาเรียวยาวราวกับนายแบบก็ก้าวตามชาลีไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย
ปึ้ง!
ปึ้ง!
ประตูรถโรลส์-รอยซ์คันหรูถูกปิดด้วยน้ำมือของลุงเกื้อคนขับรถประจำตัวของสามคนพี่น้อง เขารีบวิ่งไปนั่งประจำที่ก่อนขับรถตรงไปยังโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นสถานที่ที่ลูกพีชรักษาตัวอยู่ภายในรถหรูไม่มีเสียงพูดคุยเหมือนอย่างเคยแต่กลับมีเพียงความเงียบ และเสียงถอนหายใจที่ดังออกมาเป็นระยะ
วันนี้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เลิกเรียนครึ่งวันเป็นเพราะว่าอาจารย์ผู้สอนไปอบรม ลูกพีชไม่ได้ให้ลุงเกื้อไปส่งเพราะเธอจะไปเดินเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้ากับเพื่อนต่อ ทว่าอยู่ ๆ ก็มีสายเรียกเข้าโทรมาหาพลอยไพลินแม่ของลูกพีชว่าลูกสาวของเธอเกิดอุบัติเหตุ และถูกนำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
“ลุงเกื้อครับ แล้วพี่พีชเกิดอุบัติเหตุได้ไงครับ”
“เหมือนว่าคุณหนูลูกพีชจะไปรอคุณหนูนารากับคุณหนูอิงอิงก่อนครับ ก็เลย...” เกื้อเองก็เสียใจไม่แพ้กันเพราะว่าตัวของเขานั้นปกติแล้วต้องคอยรับส่งคุณหนูทั้งสาม แต่ว่าครั้งนี้คุณหนูลูกพีชบอกว่าจะไปเองเขารู้สึกผิดมากที่ไม่ได้ดึงดันจะตามคุณหนูไป
“ไม่เป็นไรครับ ลุงเกื้อไม่ผิดหรอกครับ”
ชาลีนั่งเหม่ออย่างใจร้อนจนเขาคิดได้ว่ามีคนที่นั่งเงียบมาตลอดทางเขาหันไปด้านข้างเห็นเพื่อนซี้ปึกของเขากำลังนั่งน้ำตาคลอมือของเพื่อนจับกันแน่นแถมยังสั่นจนเขาเองก็สงสัยว่าใครเป็นน้องของคนที่เกิดอุบัติเหตุกันแน่
“ไม่เป็นไรนะ พี่พีชน่ะดวงแข็งจะตายไป” นี่เขาต้องมาปลอบใจ ‘คนอื่น’ ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองก็เป็นห่วงพี่สาวไม่แพ้กันเนี่ยนะ
ไม่นานนักรถโรลส์-รอยซ์คันหรูก็จอดที่หน้าทางเข้าโรงพยาบาลชาลีกับวาโยลงจากรถแล้วรีบวิ่งไปที่หน้าห้องฉุกเฉินเพราะหันไปเจอพลอยไพลินแม่ของชาลีกับลูกพีชพอดี
“หม่ามี๊ครับ พี่พีชเป็นไงบ้างครับ”
“คุณอา สวัสดีครับ” วาโยยกสองมือกระพุ่มไหว้พลอยไพลินที่น้ำตาเต็มใบหน้ามองดูก็รู้ว่าท่านกำลังเป็นห่วงลูกสาวมากแค่ไหน
“ปะป๊าละครับ”
“...ฮึก ปะป๊าไปโรงพักน่ะ”
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นครับหม่ามี๊”
“นั่นสิครับคุณอา ทำไม...” พลอยไพลินเดินไปนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินในตอนนี้ลูกพีชยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง
“ชาลีลูก ฮึก...” ชาลีนั่งอยู่ข้างพลอยไพลิน ส่วนวาโยนั่งข้างชาลี พวกเขาทั้งคู่ต่างก็นั่งรอฟังเรื่องราวอย่างเงียบ ๆ กว่าพลอยไพลินจะหยุดร้องไห้ก็ปาไปเกือบชั่วโมง
“ลุงเกื้อล่ะ”
“ไปรอรับน้องพายครับ” พลอยไพลินพยักหน้า ก่อนกลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดกับลูกชายถึงเรื่องราวที่เธอได้ยินมาจากผู้เห็นเหตุการณ์
“ลูกพีชไปรอน้องนารากับน้องอิงอิงที่ห้างก่อน ฮึก ตะ แต่ยังไม่ทันถึงห้างก็มีรถยนต์คันหนึ่งมาปาดหน้า แท็กซี่คันที่ลูกพีชนั่งเบรกกะทันหัน ฮึก... คะ คนขับเสียชีวิตคาที่ สะ ส่วนลูกพีชก็ ฮึก กระเด็นออกมานอกรถ ฮึก...”
“แล้วรถคันนั้น...” วาโยถามน้ำเสียงสั่นเครือ ไอ้นั่นมันต้องรับผิดชอบ
“คะ คันนั้น หนีไปแล้ว ปะป๊าไปโรงพักเพราะต้องการให้ตำรวจเร่งมือตามตัวมารับผิดชอบ”
มือหนาของเด็กหนุ่มกำแน่นมือขาวของเขามีเส้นเลือดสีเขียวขึ้นปูดโปนใครได้เห็นก็รู้ได้ทันทีเลยว่ากำลังโมโห สายตาของเขาจ้องมองไปทางประตูห้องฉุกเฉินอย่างเป็นห่วงแต่เขาแสดงออกมากไม่ได้ไม่อย่างนั้นจะเป็นการเกินหน้าเกินตาน้องชายของเธอ เธอที่เขาแอบชอบมาตั้งนานแล้ว อาจเป็นเพราะเขาเข้าออกบ้านของชาลีบ่อย ๆ จนได้เห็นความใจดีของเธอที่มีต่อน้องชาย และน้องสาวของเธอ เขาเฝ้ามองเธอมาตั้งแต่เด็กแล้วแต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวว่าเธอจะไม่เหมือนเดิมกับเขา และรู้ดีแก่ใจว่าเธอเห็นเขาเป็นเหมือน ‘น้องชาย’ ของเธอคนหนึ่งก็เท่านั้น
ตึก... ตึก... ตึก...
“คะ คุณน้า~ ฮึก ฮึก” เสียงวิ่งดังใกล้เข้ามา ใบหน้าของสองสาวเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ระหว่างทางที่มาเธอทั้งสองคนต่างก็รู้สึกผิด และโทษตัวเอง
“ถะ ถ้าเรามาพร้อมพีชก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ ฮึก...”
“นะ นาราขอโทษนะคะคุณน้า” พลอยไพลินก้มตัวลงไปโอบกอดเพื่อนลูกสาวทั้งสองคน เธอรู้ดีว่าเด็กทั้งสองคนนี้ไม่ได้หวังให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา
“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไรเลยนะ ทั้งสองคนไม่ผิด ไม่ต้องโทษตัวเอง”