ตอนที่1 : ความไม่เท่าเทียม
บ้านศิวะโสภาพาณิช
เช้าตรู่ตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าร่างบางของหญิงสาวที่มีนามว่า อรุณรักต้องตื่นขึ้นมาทำความสะอาดบ้านไม่ต่างกับคนรับใช้คนอื่นๆ เพียงแต่ว่าเธอนั้นไม่ได้เงินเดือนเหมือนคนอื่นๆ
"หนูอ้ายวันนี้วันเสาร์นะทำไมตื่นเร็วจัง" ป้าแม่บ้านที่เห็นเธอมาตั้งแต่เด็กเอ่ยถาม
"อ้ายก็ตื่นแต่เช้าทุกวันนี่คะป้า" อรุณรักเป็นเด็กบ้านนอกที่พ่อแม่เสียตั้งแต่3ขวบ จากนั้นเธอก็ได้รับอุปการะจากนักธุรกิจ เธอดีใจมากที่จะได้มาอยู่ในบ้านหลังใหญ่แต่ความจริงแล้วเธอก็ไม่ต่างจากคนใช้เลยสักนิด คนที่อุปการะเธอมาไม่อนุญาตให้เธอเรียกท่านว่าพ่อและแม่ ไม่ให้ใช้นามสกุลเดียวกับพวกท่านและที่สำคัญเธอต้องทำตามทุกอย่างที่พวกท่านสั่ง
"มาค่ะเดี๋ยวอ้ายช่วยนะคะ" ร่างบางก้มลงหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดอย่างเคยชิน เธอเคยมีความคิดที่อยากจะไปจากบ้านหลังนี้แต่เธอไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้วญาติพี่น้องของเธอก็ไม่มีใครให้เธอไปอยู่ด้วยเพราะทุกคนบอกว่าเธอเป็นภาระ
"แล้วเรื่องเรียนต่อล่ะหนูอ้าย คุณหญิงท่านว่ายังไง"
"คุณหญิงท่านบอกไม่อนุญาตจ้ะป้า แต่อ้ายว่าก็ดีแล้วนะคะเรียนไปก็เปลืองเปล่าๆ" อรุณรักเรียนจบแค่ม.6 เธอพยายามขอคุณหญิงเรียนต่อมาตลอดหลายปีที่ผ่านแต่ท่านไม่อนุญาตเธอก็ไม่ได้เรียน
"ถ้าเรื่องเงินป้าให้ยืมก่อนได้นะ" ป้าแม่บ้านที่เห็นอรุณรักมาตั้งแต่เด็กๆ รู้ว่าหญิงสาวตั้งใจเรียนแค่ไหนเพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงไม่อยากให้เธอพลาดโอกาส
"ป้าให้อ้ายยืมแล้วอ้ายจะเอาที่ไหนมาใช้คืนล่ะจ๊ะ ป้าเก็บเอาไว้เถอะ" เธอปฏิเสธเพราะเธอไม่มีรายได้จากที่อื่นเพราะคุณหญิงไม่อนุญาตให้เธอไปทำงานที่ไหน อรุณรักก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อไปจนถึงช่วงสาย อาหารเช้าสำหรับผู้เป็นนายถูกยกขึ้นมาเรียงรายบนโต๊ะอาหารโดยมีเหล่าแม่บ้านช่วยกันจัดเตรียม
"นี่! ลูกแพรยังไม่ลงมาอีกเหรอเนี่ย"
"ก็เล่นกลับมาตอนตี3 คงจะตื่นลงมาหรอกครับคุณแม่" เสียงทุ้มของผู้เป็นลูกชายกล่าวถึงน้องสาวให้ผู้เป็นแม่ฟัง
"อ้ายแกไปตามลูกแพรลงมากินข้าวเช้าสิ" คุณหญิงวาสนา ภรรยาของท่านอดิศร ผู้เป็นเจ้าของบ้านและผู้ที่รับเธอมาเลี้ยงสั่งให้เธอขึ้นไปตามคุณหนูแพรพรรณ ลูกสาวคนเล็กของตระกูลที่มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและชอบกลั่นแกล้งอรุณรักมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะทั้งคู่มีอายุเท่ากัน
"ค่ะ คุณหญิง" ร่างบางตอบรับก่อนจะเดินคอตกไปยังห้องของคนที่เธอพยายามอยู่ห่างให้มากที่สุด เธอไม่อยากโดนกระทำอีกแล้วต่อให้เป็นฝ่ายถูกกระทำแค่ไหนเธอตอบโต้ได้เพียงยกมือไหว้ขอร้องให้อีกฝ่ายหยุดเท่านั้น
"คุณหนูแพรวาคะ คุณหญิงให้อ้ายมาตามไปทานข้าวเช้าค่ะ" อรุณรักยืนเรียกคนในห้องเสียงดังแต่ได้กลับมาเพียงความเงียบ
"คุณหนูคะ ขออ้ายเข้าไปนะคะ" ร่างบางขออนุญาตก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องให้เสียงเบาที่สุดกลัวคนในห้องจะโมโหแล้วพาลมาลงที่เธออีก
"คุณหนูคะ สายแล้วนะคะตื่นไปทานข้าวเช้าเถอะนะคะ" ร่างบางสะกิดเบาๆ ที่ไหล่ของคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียงกว้าง
"คุณหนูคะ คุณหนู"
"อะไร!! เรียกอยู่ได้น่าโมโห!" เสียงตวาดอันน่ากลัวของคนที่โดนปลุกทำให้คนที่ทำหน้าที่ปลุกถึงกับสะดุ้งตัวโยน
"คุณผู้หญิงให้อ้ายมาตามคุณหนูไปทานข้าวเช้าค่ะ"
"อย่ามายุ่ง!! ไสหัวไป!
"แต่ว่า..."
"บอกให้ไสหัวออกไป!!!" อรุณรักยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำใดต่อก็โดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมาอีกตามเคย ร่างบางจึงเดินคอตกกลับมาที่โต๊ะอาหาร
"แล้วลูกแพรล่ะ"
"คุณหนูเธอไล่อ้ายลงมาค่ะ" อรุณรักตอบไปตามความจริง เธอโดนไล่ตะเพิดแถมยังโดนตะคอกใครจะไปกล้าอยู่ต่อให้โดนตบกัน
"ไม่ได้เรื่อง แค่นี้ยังทำไม่ได้ดีนะที่ฉันไม่เสียเงินส่งคนโง่ๆ อย่างแกเรียนต่อ" คุณหญิงวาสนาก่นด่าเธอก่อนจะทำหน้าไม่พอใจใส่เธอจนทำให้อรุณรักรู้สึกผิด ร่างบางก้มหน้าสำนึกผิดก่อนจะหันไปสบตาอย่างบังเอิญกับอรรถพลลูกชายคนโตของบ้านศิวะโสภาพาณิชและเขาเป็นคนที่เธอแอบรักมาตลอดโดยที่เธอไม่ได้บอกใคร
ห้างสรรพสินค้า
ช่วงบ่ายของวันอรุณรักถูกเรียกตัวมาให้มีหน้าที่ถือของให้คุณหนูของบ้านอย่างแพรพรรณ
"นี่นังอ้ายเดินเร็วๆ ได้มั้ย" หญิงสาวที่ทั้งตัวมีแต่แบรนด์เนมหันไปตะคอกใส่คนข้างหลังที่เสื้อเสื้อผ้าที่มีขายตามตลาดนัดซึ่งผิดกันอย่างสิ้นเชิง
"ค่ะคุณหนู" อรุณรักรีบถือถุงเสื้อผ้าที่แพรพรรณซื้อแล้วก้าวขาตามให้ทัน สายตาของคนที่มองมาที่เธอไม่ต่างจากเธอเป็นตัวตลก สมัยที่เรียนตอนประถมเธอก็ต้องคอยทำตามที่แพรพรรณสั่งแถมเพื่อนในห้องก็มักจะหัวเราะเยาะเธออยู่ตลอดจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเธอไปแล้ว
"แกรอข้างนอกแล้วกัน เข้าไปก็เกะกะ"
"ค่ะ" อรุณรักตอบรับอย่างง่ายดายก่อนจะหาที่นั่งหน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่คนอย่างเธอไม่มีวันได้ใส่
"ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะซื้อได้นะ" นั่งบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า เธออยากลองใส่เสื้อผ้าสวยๆ แบบนั้นบ้างแต่ชนชั้นอย่างเธอตัวละ199ยังว่าแพงเลย
"ทำไมอยากได้หรือไง?"
"เปล่าค่ะคุณหนู อย่างอ้ายไม่มีปัญญาซื้อหรอกค่ะ" อรุณรักรีบปฏิเสธเมื่อถูกจับได้
"หึ! รู้ตัวก็ดีล่ะนังเด็กบ้านนอก อย่าลืมกำพืดตัวเองล่ะว่ามาจากไหน" คำพูดแสนเจ็บปวดเข้าแทงลึกในใจของเธอเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ อรุณรักทำได้แค่ยิ้มบางๆ แทนคำตอบและเป็นการสมเพชตัวเอง
"รีบตามมาสิฉันหิวข้าวแล้ว"
"ค่ะ" อรุณรักยิ้มร่าเพราะคิดว่าจะได้ไปกินข้าวเสียทีหลังจากที่ต้องเดินมาหลายชั่วโมง
"รอข้างนอก" เมื่อถึงร้านอาหารราคาแพงคำสั่งเด็ดขาดก็ถูกเอ่ยขึ้น
"คะ?"
"ฉันบอกให้แกรอข้างนอก ฉันจะไปกินข้าว"
"แต่ว่า..อ้ายก็ยังไม่ได้กินข้าวนะคะ"
"แล้วไง? ฉันจำเป็นต้องให้แกมานั่งร่วมโต๊ะกับฉันหรือไง ถ้าหิวก็ไปหากินที่อื่นสิ" ว่าจบก็เดินก้าวขาเข้าร้านอาหารไปโดยไม่สนใจคนที่กำลังยื่นทำหน้างงๆ อยู่หน้าร้าน
"ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้ ดีนะมีแซนด์วิชอยู่ในกระเป๋า" ร่างบางหยิบแซนด์วิชที่ถูกทับจนลีบแบนออกมาจากกระเป๋าผ้าสีขาวที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองตามกาลเวลาออกมาเปิดกินอย่างไม่รู้สึกอาย
ประเทศจีน บริษัท เฉิง คาร์
บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่มียอดขายอันดับ1ติดต่อกันมานานหลายปี เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงมีรายได้ต่อปีหลายพันล้านหยวนและยังมีบริษัทย่อยอีกหลายประเทศในเครื่อของเฉิง คาร์
"คุณเฉิงคะ บ่ายวันนี้มิสเตอร์สตีฟจะเข้ามาคุยเรื่องสัญญานะคะ"
"อืม" คำตอบสั้นๆ ของผู้บริหารเป็นอันว่าเข้าใจที่เลขาบอก เขาคือเฉิงฟาหยางหรือฟาหยาง นันทกุลวิโรจน์ ลูกครึ่งไทยจีนและเป็นลูกเสี้ยวอังกฤษโดยมีแม่เป็นคนไทยแท้และมีพ่อเป็นลูกครึ่งจีน-อังกฤษ เขาสามารถพูดได้มากกว่า5ภาษา ทั้งอังกฤษ ไทย จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น เขาคือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังไม่ถึง25 แม้ปัจจุบันเขาจะอายุ30แล้วก็ตาม
"คุณเฉิงคะ เรื่องประชุมบริษัทที่ไทยคุณเฉิงจะไปเองหรือว่าจะส่งคนไปคะ" เลขาวัยกลางถามผู้เป็นนายด้วยความอยากรู้
"มีประชุมวันไหนนะ?"
"สัปดาห์หน้าค่ะ" ชายหนุ่มเหลือบมองปฏิทินบนโต๊ะทำงานก่อนจะชั่งใจคิดสักครู่หนึ่ง
"อืม...ผมไปเองดีกว่าอยากไปดูผู้บริหารที่นั่นด้วย"
"ได้ค่ะ ดิฉันจะจัดการเรื่องตารางงานให้นะคะ" ผู้บริหารหนุ่มพยักหน้ารับรู้ก่อนจะนั่งทำงานต่อให้เสร็จ เขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญที่ชอบใช้เงินแก้ปัญหา อยากได้อะไรก็แค่เสนอราคาให้อีกฝ่ายพอใจก็เป็นอันจบ เพราะเขาคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งความสุข