bc

ท่านคือสุดที่รักของข้า

book_age16+
362
ติดตาม
1.0K
อ่าน
จบสุข
ดราม่า
นักสืบ
like
intro-logo
คำนิยม

การรักท่านมันผิดมากอย่างนั้นรึ?

ข้าไม่ดีตรงไหนกันท่านถึงไม่รักข้า?

เหตุใดยามที่ข้าพูดความจริงท่านกลับไม่เชื่อคำพูดของข้า?

หากข้าไม่รักท่าน ข้าคงไม่ยอมทนเจ็บปวดเช่นนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

เขาเป็นผู้ช่วยชีวิตนางจากเงื้อมมืออำมหิตของแม่เลี้ยงใจร้าย ตั้งแต่นั้นมาหัวใจของนางก็ตกเป็นของเขา

นางมีเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้นที่จะเกี้ยวมนุษย์หินเช่นเขามาเป็นสามี

หาไม่แล้วนางก็จะได้แต่งออกไปกับบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกันกับบิดา!

นางไม่มีวันยอมเด็ดขาด นางจะต้องเกี้ยวเขาให้ได้ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีไร้ยางอาย

แต่หากได้ท่านมาเป็นสามีหลินเหมยฟางคนนี้ก็ขอสู้ตาย!

chap-preview
อ่านตัวอย่างฟรี
แรกพบ
บรรยากาศเทศกาลหยวนเซียวในค่ำคืนนี้คึกคักนัก รอบเมืองหลวงถูกประดับไปด้วยโคมไฟสีแดงสว่างไสวไปทั่วเมือง บรรดาคู่หนุ่มสาวต่างก็เดินชมงานเป็นคู่ๆพาลให้คนโสดเจ็บปวดใจนัก เห็นจะมีก็แต่เด็กสาววัยแปดขวบคนหนึ่งเท่านั้นที่ดูจะตื่นเต้นกับสิ่งรอบกายนอกจวนเป็นพิเศษ            “เร็วเข้าเจินเจิน ข้าอยากกินน้ำตาลปั้น” หลินเหมยฟางวัยแปดขวบชี้ไปที่ร้านน้ำตาลปั้นหัวมุมถนนพลางพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นกับสาวใช้คนสนิท นานมากแล้วที่นางจะได้ออกจากจวน ไม่รู้ว่าหลินฮูหยินไปกินสิ่งใดมาวันนี้ถึงได้ใจดีปล่อยนางออกมาเที่ยวเล่น            “คุณหนูอย่าวิ่งสิเจ้าคะหากพลัดหลงขึ้นมาจะทำอย่างไร” เจินเจินดุเสียงเบาแต่ก็ควักเงินจ่ายค่าน้ำตาลปั้นรูปลิงให้เจ้านายตัวน้อย            “ก็ข้ากลัวมันหมดนี่นา เจ้าอยากกินด้วยหรือไม่” เด็กน้อยยื่นน้ำตาลปั้นที่เลียไปหมดแล้วไปให้คนสนิท            “คุณหนูกินเถอะเจ้าค่ะบ่าวไม่หิว” เจินเจินเอ่ยยิ้มๆ วันนี้นางและคุณหนูมีโอกาสได้ออกมาเดินชมงานเทศกาลหยวนเซียวด้วยกันครั้งแรก แม้นางจะรู้สึกตงิดใจอยู่บ้างว่าเหตุใดฮูหยินใหญ่ถึงอนุญาตให้พวกเราออกมาเที่ยวเล่นง่ายๆ หวังว่านางจะไม่ได้คิดมากไปเอง            “อื้อ เช่นนั้นข้าจะกินให้หมดเลยนะ” เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆพลางจูงมือคนสนิทไปชมการแสดงกายกรรมข้างถนนไปด้วย            “คุณหนูบ่าวว่าเรากลับจวนกันเถอะเจ้าค่ะ ยิ่งดึกคนก็ยิ่งเยอะบ่าวกลัวว่าจะพลัดหลงกับคุณหนูเจ้าค่ะ” เจินเจินเอ่ยอย่างเป็นกังวล ยามนี้ท้องถนนเต็มไปด้วยฝูงชนหากไม่จับมือกันไว้ดีๆเห็นทีจะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ            หลินเหมยฟางเคี้ยวซาลาเปาในปากจนหมดแล้วจึงเอ่ยตอบ “ไม่เป็นไรหรอกน่า นานๆข้าจะได้ออกมาเที่ยวข้างนอกขออยู่เล่นอีกสักหน่อยเถิด” นางยัดซาลาเปาลูกที่เหลือไว้ในอกเสื้อเพราะกินไม่หมด กลับจวนไปก็ไม่รู้ว่าจะได้กินอะไรอร่อยๆแบบนี้อีกหรือเปล่า สู้คืนนี้นางกินให้อิ่มจนหายอยากไปเลยไม่ดีกว่ารึ แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้หลินฮูหยินถึงใจดีเป็นพิเศษทั้งยังให้เงินค่าขนมกับนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน            “เช่นนั้นบ่าวให้เวลาคุณหนูเที่ยวอีกหนึ่งก้านธูปนะเจ้าคะ” เจินเจินพยายามต่อรอง            “ก็ได้ๆ เจ้านี่ก็กังวลเกินไปไม่มีอะไรหรอกน่า”            “ก็บ่าวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรก็ไม่รู้น่ะสิเจ้าคะ นายท่านก็ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าฮูหยินใหญ่จะมีแผนอันใดอีกหรือเปล่า”            “ไม่มีอะไรหรอกน่า เช่นนั้นข้าจะจับมือเจ้าให้แน่นเลยจะได้ไม่หลงกันดีหรือไม่” นางเอ่ยจบก็ยื่นมือเล็กนุ่มนิ่มไปจับมือของสาวใช้คนสนิทที่มีอายุมากกว่านางหกปี            “หนึ่งก้านธูปเท่านั้นนะเจ้าคะ”            “รู้แล้วน่า” หลินเหมยฟางเข้าใจในความกังกลของสาวใช้ดี ตัวนางเป็นบุตรสาวของฮูหยินรองผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้วหลังจากที่นางเกิดมาได้ไม่นาน นางรู้แต่ว่านางเติบโตขึ้นมาได้จากความดูแลของแม่นมหวังและเจินเจิน นางรักและเคารพแม่นมหวังคล้ายกับแม่แท้ๆของนางแต่สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างนางเสียเลย แม่นมหวังตายจากนางไปเมื่อนางมีอายุครบหกปี แม้นางจะมีบิดาแท้ๆอยู่ก็ตามแต่ทว่าเขาก็ไม่ค่อยสนใจนางนัก เขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่านางต้องถูกฮูหยินใหญ่และบรรดาลูกๆของนางรังแก ต่อหน้าบิดาทำตัวเป็นแม่เลี้ยงที่ดีแต่ลับหลังนั้นกลับหาเรื่องกลั่นแกล้งนางสารพัด โชคยังดีอยู่บ้างที่นางมีสหายที่ดีอย่างไป๋ซูมี่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนางเกรงว่านางคงจะไม่ได้เติบโตมาถึงเพียงนี้            ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆหลินเหมยฟางยืนรอ เจินเจินที่อาสาไปซื้อน้ำขิงอุ่นๆมาให้ ฉับพลันก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมา “ช่วยด้วย! ขโมยเจ้าค่ะ ขโมย” ท่านป้าผู้นั้นยืนร้องไห้โวยวายอยู่กลางถนน ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นจึงมองไปที่นางอย่างสนใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าร้านขายน้ำขิง ท่ามกลางฝูงชนมากมายมีบุรุษสองสามคนวิ่งตามจับบุรุษคนแรกที่นางคิดว่าน่าจะเป็นหัวขโมย แต่ไม่รู้ว่าวิ่งกันอย่างไรข้อมือเล็กของนางก็ถูกบุรุษผู้หนึ่งคว้าเอาไว้ นางไม่ทันจะได้ส่งเสียงร้องคนผู้นั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาปิดปากและจมูกนาง จากนั้นนางก็หมดสติไปทันที            หลินเหมยฟางค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนที่นางจะหมดสติไปนางรู้แต่ว่าตัวเองโดนเล่นงานเข้าเสียแล้ว นางค่อยๆลุกขึ้นนั่งจากฟูกนอนสกปรกๆอย่างยากลำบากกลิ่นเหม็นอับคละคลุ้งไปทั่วห้อง นางอยู่ที่ไหนกันแน่เจินเจินจะรู้หรือไม่ว่านางถูกจับตัวมา ยามนี้ความกลัวกำลังกัดกินหัวใจนาง นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลินฮูหยินถึงปล่อยนางออกมาง่ายๆเช่นนี้ ยามนี้ท่านพ่อไม่อยู่ที่จวนจึงเป็นโอกาสทองที่หลินฮูหยินจะจัดการกับนาง กว่าจะรู้ว่าตกหลุมพรางของสตรีใจมารก็สายไปเสียแล้ว นางนั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้ออกมาเงียบๆ นางมันตัวคนเดียวจะมีผู้ใดยื่นมือมาช่วย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลินฮูหยินถึงได้เกลียดนางนัก            “เด็กน้อยตื่นแล้วรึ” บุรุษรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในห้องพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเหี้ยม            “ท่านจับข้ามาทำไมปล่อยข้าไปเถิดนะเจ้าคะ” เด็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนช้อนตามองบุรุษตรงหน้าด้วยน้ำตาอาบแก้ม            “ทนอีกหน่อยเดี๋ยวก็ได้กลับ” คราวนี้บุรุษชุดดำเอ่ยอย่างใจดีพร้อมทั้งวางตะเกียงลงบนโต๊ะและก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่นางมองแล้วดูไม่น่าไว้ใจยิ่งนัก            “ทะ ท่านจะทำอันใดหรือเจ้าคะ” หลินเหมยฟางเอ่ยพลางขยับตัวถอยหลังช้าๆจนแผ่นหลังเล็กบอบบางชนติดผนัง            “ดูๆไปแล้วเจ้าเองก็รูปร่างหน้าตางดงามเกินวัยอยู่นะ” มันเอ่ยพลางเลียริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงหื่นกระหายพร้อมทั้งกระโจนตัวเข้ามาหานางและผลักนางลงบนฟูกนอน            “ไม่นะ อย่านะ ท่านจะทำอันใด ปล่อยข้านะ” หลินเหมยฟางเอ่ยอย่างหวาดกลัวน้ำตาไหลอาบทั่วใบหน้างามพร้อมทั้งตีคนที่กำลังคร่อมกายนางอย่างบ้าคลั่ง            “พี่ใหญ่ท่านจะทำอันใด!” ทันใดนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งเข้ามาในห้องและเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก            “ออกไปซะห้ามรบกวน!”            “แต่ว่า...ผู้ว่าจ้างให้เราจับนางมาขังไว้เฉยๆนะขอรับ”            “ข้าจะทำอันใดมันก็เรื่องของข้า ออกไป!”            “แต่ว่านางยังเป็นเด็กนะขอรับ”            “ออกไปก่อนที่ข้าจะบั่นคอเจ้าซะ”            “ไม่ๆ ไม่นะ ช่วยข้าด้วย ได้โปรด อย่าเพิ่งไป” หลินเหมยฟางมองไปที่บุรุษคนนั้นที่เป็นความหวังสุดท้ายของนางพร้อมทั้งเอ่ยขอร้องอ้อนวอนเขา แต่มันก็ไร้ประโยชน์ เมื่อเขาคนนั้นเดินออกไปตามคำสั่งของคนบนตัวข้าทันทีที่ได้รับคำสั่ง            “เอาล่ะ คราวนี้ก็เหลือแค่ข้ากับเจ้าแล้วสาวน้อย เรามามีความสุขกันเถอะ” มันเอ่ยจบก็ก้มลงตรงซอกคอของนาง            “ไม่นะ! ได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย ไม่นะ ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” หลินเหมยฟางตะโกนออกมาเสียงดังหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วยนาง หนวดเคราของคนบนร่างกำลังเสียดสีกับผิวบอบบางของนาง นางรู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน            “ร้องไปก็ไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าหรอก หึหึ กลิ่นกายเจ้าหอมนัก” เอ่ยจบมันก็ก้มลงสูดดมกลิ่นกายนางที่ซอกคอขาวหอมกรุ่นพร้อมทั้งไล้เลียอย่างช้าๆ            “ไม่นะ ได้โปรด อย่าทำข้า ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” หลินเหมยฟางตะโกนออกมาเสียงดังพร้อมทั้งก้มลงกัดไหล่หนาของคนด้านบน            “โอ๊ย นังเด็กบ้า ร้ายนักนะ” เพี๊ยะ            หลินเหมยฟางร้องไห้สะอึกสะอื้นแม้จะเจ็บใบหน้ามากแค่ไหนก็ตามแต่มันก็คงไม่เจ็บเท่ากับการกระทำของชายตรงหน้า            “ช่วยข้าด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”            “หุบปากซะ” มันฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางออกซาลาเปาที่แอบซ่อนไว้ก็หล่นลงมา “หึ ข้าว่าเจ้าคงจะไม่ได้กินมันแล้วล่ะ”            “ลูกพี่ๆแย่แล้วขอรับ” เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้ชายตรงหน้านางหยุดสิ่งที่ทำอยู่            “เกิดอันใดอีกวะ” มันพูดยังไม่ทันได้จบประโยคประตูห้องก็ถูกใครบางคนถีบจนประตูพังลงมา ร่างหนาของบุรุษชุดดำผู้หนึ่งเข้ามา ใบหน้าของเขาถมึงทึงพร้อมทั้งแผ่ไอสังหารไปทั่วห้อง            “ช่วยข้าด้วย” หลินเหมยฟางเอ่ยอย่างมีความหวังพลางลุกขึ้นนั่งเมื่อโจรชั่วปล่อยตัวนาง            “เจ้าเป็นใคร...” โจรชั่วพูดพลางใช้นิ้วชี้ไปที่ผู้บุกรุก เขาพูดไม่ทันจบประโยคดีแขนข้างที่ชี้นิ้วไปที่ผู้มาใหม่ก็ถูกตัดขาดทันทีด้วยดาบเดียว            กรี๊ดดดดด            หลินเหมยฟางกรีดร้องเสียงดังด้วยความตกใจกับภาพสยองตรงหน้า โจรชั่วทรุดตัวลงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนที่บุรุษชุดดำคนอื่นจะพาตัวมันไปออกไปข้างนอกห้อง ทิ้งให้นางอยู่กับบุรุษที่เพิ่งจะฟันแขนคนไปหมาดๆด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขาสลัดเลือดที่ดาบของเขาออกก่อนจะใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดอย่างใจเย็นและเก็บเข้าฝักก่อนที่เขาจะเดินมาหานางช้าๆ เฉินจิ๋นอวี่หยุดยืนมองเด็กน้อยเงียบๆจากนั้นก็ปลดเสื้อคลุมและโยนมาให้นางที่กำลังนั่งตัวสั่นงกๆคล้ายลูกนกหลงทาง            “คลุมไว้ซะ” เสียงทุ้มเอ่ยท่ามกลางความเงียบสงัด            “ขะ ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงสั่นพลางจัดการนำเสื้อคลุมที่เขาให้มาคลุมร่างกายตัวเอง            “ลุกไหวหรือไม่” น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง            “คิดว่าไหวเจ้าค่ะ” ทันทีที่ปลายเท้าของนางแตะลงที่พื้นร่างทั้งร่างของนางก็อ่อนยวบลงไปนั่งกองกับพื้น            “หึ” ตัวเล็กเท่านี้ยังทำเป็นเก่ง เฉินจิ๋นอวี่ส่ายหัวเบาๆให้กับเด็กน้อยตรงหน้าจากนั้นเขาก็ก้มลงช้อนตัวนางไว้ในอ้อมแขน            “ขออภัยเจ้าค่ะ ว้าย” หลินเหมยฟางร้องออกมาเสียงดังเมื่อจู่ๆก็ถูกคนตัวโตตรงหน้าอุ้มขึ้นแนบอก            “ไม่ต้องกลัว เจ้าปลอดภัยแล้ว”            แม้จะเป็นน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์แต่เพราะประโยคนั้นของเขาทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างประหลาด ความหวาดกลัวเมื่อครู่ค่อยๆจางหายไปหลังจากที่ได้รับไออุ่นจากเขา            “ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณท่านจริงๆเจ้าค่ะ” หลินเหมยฟางเอ่ยเสียงสะอื้นมือเล็กกำสาบเสื้อบุรุษที่กำลังกอดนางแน่น หากไม่ได้เขาช่วยไว้เกรงว่าชีวิตนางหลังจากนี้คงเหมือนตกนรกทั้งเป็น            “ข้าจะพาเจ้ากลับจวน ไม่ต้องกลัว” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะส่งนางขึ้นนั่งบนหลังม้าก่อนที่เขาจะกระโดดขึ้นมาตามหลัง            “ท่านมาช่วยข้าได้อย่างไรเจ้าคะ” หลังจากที่สติเริ่มกลับมาแล้วนางก็ไม่รอช้าที่จะถามเขา            “ข้าผ่านมาเห็นสาวใช้ของเจ้าที่กำลังตามหาเจ้าอยู่ท่าทางกระวนกระวาย ทั้งข้าก็ได้รับรายงานเรื่องกลุ่มคนที่ดูมีพิรุธนอกเมืองจึงได้ออกมาตรวจสอบและก็ได้พบเจ้าที่นี่”            “ท่านมีนามว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”            “เฉินจิ๋นอวี่” เสียงทุ้มตอบกลับพลางควบม้าไปข้างหน้า            “ข้าน้อยหลินเหมยฟางติดหนี้ท่านแล้ว บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม หากท่านต้องการสิ่งใดขอให้บอกข้า”            “หึ ตัวเล็กเท่านี้เจ้าจะทำอันใดให้ข้าได้”            “ท่านบอกข้ามาเถิดเจ้าค่ะ”            “รักษาตัวเองให้ปลอดภัยก็พอแล้ว”            “แต่ว่า...”            “ช่างมันเถิดน่า นี่เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องคอยดูแลปกป้องประชาชนและบ้านเมือง”            สกุลเฉิน...เฉินจิ๋นอวี่ เขาคงจะเป็นทหารสินะ บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก นางไม่มีวันลืมเขาแน่นอน!            “คุณหนู คุณหนู ทำสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”            “หือ” หลินเหมยฟางตื่นจากภวังค์ในมือของนางมีผ้าคลุมผืนใหญ่ถืออยู่            “โธ่ คุณหนูล่ะก็ นั่งใจลอยคิดถึงท่านแม่ทัพอีกแล้วหรือเจ้าคะ”            “เจินเจิน เจ้าก็อย่าพูดไป หากผู้ใดได้ยินเข้าจะทำอย่างไร”            “เฮ้อ คุณหนูของบ่าวก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากได้ออกเรือนไปกับท่านแม่ทัพคงจะดีไม่น้อย”            “เจินเจิน! เจ้านี่มัน” หลินเหมยฟางถลึงตาใส่คนสนิท            “บ่าวขอโทษเจ้าค่ะ”            “เรื่องออกเรือนของข้า เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่รึว่าหลินฮูหยินคงต้องหาทางขายข้าออกไปเร็วๆนี้แน่”            “โธ่คุณหนูของบ่าว”            “ช่างมันเถิด เจ้าออกไปเถอะข้าอยากอยู่คนเดียว”            “เจ้าค่ะ หากคุณหนูอยากได้สิ่งใดก็เรียกบ่าวนะเจ้าคะ”            “อือ”            หลินเหมยฟางนั่งมองไปที่เสื้อคลุมในมือ ‘ท่านจะจำข้าได้หรือไม่นะ’ แม้เสื้อคลุมตัวนี้จะทำให้นางคิดถึงเหตุการณ์ร้ายเมื่อหลายปีก่อนแต่ว่าในทางกลับกันมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางนึกถึงคนผู้นั้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหัวใจของนางก็ถูกเขาขโมยไปเสียแล้ว วันนั้นเขาพานางมาส่งที่เรือนของนางอย่างปลอดภัยโดยที่คนในจวนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่านางถูกโจรลักพาตัวไปจะมีก็แต่ผู้ที่ว่าจ้างเท่านั้นที่รู้            แม้ว่าคนร้ายจะถูกจับแต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานจับตัวคนบงการที่แท้จริงได้และเนื่องจากกลัวว่าชื่อเสียงของนางจะด่างพร้อยหากมีข่าวว่านางถูกโจรลักพาตัวไป คดีนี้จึงถูกจัดการอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีใครรู้            ยามที่นางสิ้นหวังในตอนนั้นเขาเหมือนวีรบุรุษขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยนางได้ทันเวลา แม้เขาจะไม่ได้ปลอบประโลมนางด้วยถ้อยคำอ่อนโยนแต่นางก็รู้สึกถึงความห่วงใยของเขา            นางอยากจะอยู่ในอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขาอีกครั้ง...จะมีวันเป็นจริงหรือไม่? ยามนี้เขาเป็นถึงแม่ทัพส่วนนางเป็นเพียงแค่บุตรสาวเจ้ากรมพิธีการที่ถูกทอดทิ้งไร้คนไยดี นางจึงทำได้แต่เพียงชื่นชมเขาอยู่เงียบๆแม้แต่เพื่อนสนิทของนางอย่างไป๋ซูมี่ก็ยังไม่รู้ความในใจของนาง

editor-pick
Dreame - ขวัญใจบรรณาธิการ

bc

เชลยรักท่านอ๋องอำมหิต

read
17.3K
bc

รักต้นฉบับ(ไม่ลับ)แม่มดมนตรา

read
1K
bc

คุณหนูสิบเจ็ดตระกูลเจียง

read
10.6K
bc

แม่หมอแห่งซูโจว

read
7.5K
bc

วิญญาณตามรัก

read
1K
bc

หยุดหัวใจไม่รักดี

read
4.4K
bc

โซ่รัก ใยปรารถนา

read
6.5K

สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook