แรกพบ
บรรยากาศเทศกาลหยวนเซียวในค่ำคืนนี้คึกคักนัก รอบเมืองหลวงถูกประดับไปด้วยโคมไฟสีแดงสว่างไสวไปทั่วเมือง บรรดาคู่หนุ่มสาวต่างก็เดินชมงานเป็นคู่ๆพาลให้คนโสดเจ็บปวดใจนัก เห็นจะมีก็แต่เด็กสาววัยแปดขวบคนหนึ่งเท่านั้นที่ดูจะตื่นเต้นกับสิ่งรอบกายนอกจวนเป็นพิเศษ
“เร็วเข้าเจินเจิน ข้าอยากกินน้ำตาลปั้น” หลินเหมยฟางวัยแปดขวบชี้ไปที่ร้านน้ำตาลปั้นหัวมุมถนนพลางพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นกับสาวใช้คนสนิท นานมากแล้วที่นางจะได้ออกจากจวน ไม่รู้ว่าหลินฮูหยินไปกินสิ่งใดมาวันนี้ถึงได้ใจดีปล่อยนางออกมาเที่ยวเล่น
“คุณหนูอย่าวิ่งสิเจ้าคะหากพลัดหลงขึ้นมาจะทำอย่างไร” เจินเจินดุเสียงเบาแต่ก็ควักเงินจ่ายค่าน้ำตาลปั้นรูปลิงให้เจ้านายตัวน้อย
“ก็ข้ากลัวมันหมดนี่นา เจ้าอยากกินด้วยหรือไม่” เด็กน้อยยื่นน้ำตาลปั้นที่เลียไปหมดแล้วไปให้คนสนิท
“คุณหนูกินเถอะเจ้าค่ะบ่าวไม่หิว” เจินเจินเอ่ยยิ้มๆ วันนี้นางและคุณหนูมีโอกาสได้ออกมาเดินชมงานเทศกาลหยวนเซียวด้วยกันครั้งแรก แม้นางจะรู้สึกตงิดใจอยู่บ้างว่าเหตุใดฮูหยินใหญ่ถึงอนุญาตให้พวกเราออกมาเที่ยวเล่นง่ายๆ หวังว่านางจะไม่ได้คิดมากไปเอง
“อื้อ เช่นนั้นข้าจะกินให้หมดเลยนะ” เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆพลางจูงมือคนสนิทไปชมการแสดงกายกรรมข้างถนนไปด้วย
“คุณหนูบ่าวว่าเรากลับจวนกันเถอะเจ้าค่ะ ยิ่งดึกคนก็ยิ่งเยอะบ่าวกลัวว่าจะพลัดหลงกับคุณหนูเจ้าค่ะ” เจินเจินเอ่ยอย่างเป็นกังวล ยามนี้ท้องถนนเต็มไปด้วยฝูงชนหากไม่จับมือกันไว้ดีๆเห็นทีจะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ
หลินเหมยฟางเคี้ยวซาลาเปาในปากจนหมดแล้วจึงเอ่ยตอบ “ไม่เป็นไรหรอกน่า นานๆข้าจะได้ออกมาเที่ยวข้างนอกขออยู่เล่นอีกสักหน่อยเถิด” นางยัดซาลาเปาลูกที่เหลือไว้ในอกเสื้อเพราะกินไม่หมด กลับจวนไปก็ไม่รู้ว่าจะได้กินอะไรอร่อยๆแบบนี้อีกหรือเปล่า สู้คืนนี้นางกินให้อิ่มจนหายอยากไปเลยไม่ดีกว่ารึ แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้หลินฮูหยินถึงใจดีเป็นพิเศษทั้งยังให้เงินค่าขนมกับนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เช่นนั้นบ่าวให้เวลาคุณหนูเที่ยวอีกหนึ่งก้านธูปนะเจ้าคะ” เจินเจินพยายามต่อรอง
“ก็ได้ๆ เจ้านี่ก็กังวลเกินไปไม่มีอะไรหรอกน่า”
“ก็บ่าวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรก็ไม่รู้น่ะสิเจ้าคะ นายท่านก็ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าฮูหยินใหญ่จะมีแผนอันใดอีกหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า เช่นนั้นข้าจะจับมือเจ้าให้แน่นเลยจะได้ไม่หลงกันดีหรือไม่” นางเอ่ยจบก็ยื่นมือเล็กนุ่มนิ่มไปจับมือของสาวใช้คนสนิทที่มีอายุมากกว่านางหกปี
“หนึ่งก้านธูปเท่านั้นนะเจ้าคะ”
“รู้แล้วน่า” หลินเหมยฟางเข้าใจในความกังกลของสาวใช้ดี ตัวนางเป็นบุตรสาวของฮูหยินรองผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้วหลังจากที่นางเกิดมาได้ไม่นาน นางรู้แต่ว่านางเติบโตขึ้นมาได้จากความดูแลของแม่นมหวังและเจินเจิน นางรักและเคารพแม่นมหวังคล้ายกับแม่แท้ๆของนางแต่สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างนางเสียเลย แม่นมหวังตายจากนางไปเมื่อนางมีอายุครบหกปี แม้นางจะมีบิดาแท้ๆอยู่ก็ตามแต่ทว่าเขาก็ไม่ค่อยสนใจนางนัก เขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่านางต้องถูกฮูหยินใหญ่และบรรดาลูกๆของนางรังแก ต่อหน้าบิดาทำตัวเป็นแม่เลี้ยงที่ดีแต่ลับหลังนั้นกลับหาเรื่องกลั่นแกล้งนางสารพัด โชคยังดีอยู่บ้างที่นางมีสหายที่ดีอย่างไป๋ซูมี่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนางเกรงว่านางคงจะไม่ได้เติบโตมาถึงเพียงนี้
ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆหลินเหมยฟางยืนรอ
เจินเจินที่อาสาไปซื้อน้ำขิงอุ่นๆมาให้ ฉับพลันก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมา “ช่วยด้วย! ขโมยเจ้าค่ะ ขโมย” ท่านป้าผู้นั้นยืนร้องไห้โวยวายอยู่กลางถนน ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นจึงมองไปที่นางอย่างสนใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก นางเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าร้านขายน้ำขิง ท่ามกลางฝูงชนมากมายมีบุรุษสองสามคนวิ่งตามจับบุรุษคนแรกที่นางคิดว่าน่าจะเป็นหัวขโมย แต่ไม่รู้ว่าวิ่งกันอย่างไรข้อมือเล็กของนางก็ถูกบุรุษผู้หนึ่งคว้าเอาไว้ นางไม่ทันจะได้ส่งเสียงร้องคนผู้นั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาปิดปากและจมูกนาง จากนั้นนางก็หมดสติไปทันที
หลินเหมยฟางค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนที่นางจะหมดสติไปนางรู้แต่ว่าตัวเองโดนเล่นงานเข้าเสียแล้ว นางค่อยๆลุกขึ้นนั่งจากฟูกนอนสกปรกๆอย่างยากลำบากกลิ่นเหม็นอับคละคลุ้งไปทั่วห้อง นางอยู่ที่ไหนกันแน่เจินเจินจะรู้หรือไม่ว่านางถูกจับตัวมา ยามนี้ความกลัวกำลังกัดกินหัวใจนาง นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลินฮูหยินถึงปล่อยนางออกมาง่ายๆเช่นนี้ ยามนี้ท่านพ่อไม่อยู่ที่จวนจึงเป็นโอกาสทองที่หลินฮูหยินจะจัดการกับนาง กว่าจะรู้ว่าตกหลุมพรางของสตรีใจมารก็สายไปเสียแล้ว นางนั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้ออกมาเงียบๆ นางมันตัวคนเดียวจะมีผู้ใดยื่นมือมาช่วย นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลินฮูหยินถึงได้เกลียดนางนัก
“เด็กน้อยตื่นแล้วรึ” บุรุษรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในห้องพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเหี้ยม
“ท่านจับข้ามาทำไมปล่อยข้าไปเถิดนะเจ้าคะ” เด็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนช้อนตามองบุรุษตรงหน้าด้วยน้ำตาอาบแก้ม
“ทนอีกหน่อยเดี๋ยวก็ได้กลับ” คราวนี้บุรุษชุดดำเอ่ยอย่างใจดีพร้อมทั้งวางตะเกียงลงบนโต๊ะและก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มที่นางมองแล้วดูไม่น่าไว้ใจยิ่งนัก
“ทะ ท่านจะทำอันใดหรือเจ้าคะ” หลินเหมยฟางเอ่ยพลางขยับตัวถอยหลังช้าๆจนแผ่นหลังเล็กบอบบางชนติดผนัง
“ดูๆไปแล้วเจ้าเองก็รูปร่างหน้าตางดงามเกินวัยอยู่นะ” มันเอ่ยพลางเลียริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงหื่นกระหายพร้อมทั้งกระโจนตัวเข้ามาหานางและผลักนางลงบนฟูกนอน
“ไม่นะ อย่านะ ท่านจะทำอันใด ปล่อยข้านะ”
หลินเหมยฟางเอ่ยอย่างหวาดกลัวน้ำตาไหลอาบทั่วใบหน้างามพร้อมทั้งตีคนที่กำลังคร่อมกายนางอย่างบ้าคลั่ง
“พี่ใหญ่ท่านจะทำอันใด!” ทันใดนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งเข้ามาในห้องและเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ออกไปซะห้ามรบกวน!”
“แต่ว่า...ผู้ว่าจ้างให้เราจับนางมาขังไว้เฉยๆนะขอรับ”
“ข้าจะทำอันใดมันก็เรื่องของข้า ออกไป!”
“แต่ว่านางยังเป็นเด็กนะขอรับ”
“ออกไปก่อนที่ข้าจะบั่นคอเจ้าซะ”
“ไม่ๆ ไม่นะ ช่วยข้าด้วย ได้โปรด อย่าเพิ่งไป”
หลินเหมยฟางมองไปที่บุรุษคนนั้นที่เป็นความหวังสุดท้ายของนางพร้อมทั้งเอ่ยขอร้องอ้อนวอนเขา แต่มันก็ไร้ประโยชน์ เมื่อเขาคนนั้นเดินออกไปตามคำสั่งของคนบนตัวข้าทันทีที่ได้รับคำสั่ง
“เอาล่ะ คราวนี้ก็เหลือแค่ข้ากับเจ้าแล้วสาวน้อย เรามามีความสุขกันเถอะ” มันเอ่ยจบก็ก้มลงตรงซอกคอของนาง
“ไม่นะ! ได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย ไม่นะ ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” หลินเหมยฟางตะโกนออกมาเสียงดังหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วยนาง หนวดเคราของคนบนร่างกำลังเสียดสีกับผิวบอบบางของนาง นางรู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน
“ร้องไปก็ไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าหรอก หึหึ กลิ่นกายเจ้าหอมนัก” เอ่ยจบมันก็ก้มลงสูดดมกลิ่นกายนางที่ซอกคอขาวหอมกรุ่นพร้อมทั้งไล้เลียอย่างช้าๆ
“ไม่นะ ได้โปรด อย่าทำข้า ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
หลินเหมยฟางตะโกนออกมาเสียงดังพร้อมทั้งก้มลงกัดไหล่หนาของคนด้านบน
“โอ๊ย นังเด็กบ้า ร้ายนักนะ”
เพี๊ยะ
หลินเหมยฟางร้องไห้สะอึกสะอื้นแม้จะเจ็บใบหน้ามากแค่ไหนก็ตามแต่มันก็คงไม่เจ็บเท่ากับการกระทำของชายตรงหน้า
“ช่วยข้าด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”
“หุบปากซะ” มันฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางออกซาลาเปาที่แอบซ่อนไว้ก็หล่นลงมา “หึ ข้าว่าเจ้าคงจะไม่ได้กินมันแล้วล่ะ”
“ลูกพี่ๆแย่แล้วขอรับ” เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้ชายตรงหน้านางหยุดสิ่งที่ทำอยู่
“เกิดอันใดอีกวะ” มันพูดยังไม่ทันได้จบประโยคประตูห้องก็ถูกใครบางคนถีบจนประตูพังลงมา ร่างหนาของบุรุษชุดดำผู้หนึ่งเข้ามา ใบหน้าของเขาถมึงทึงพร้อมทั้งแผ่ไอสังหารไปทั่วห้อง
“ช่วยข้าด้วย” หลินเหมยฟางเอ่ยอย่างมีความหวังพลางลุกขึ้นนั่งเมื่อโจรชั่วปล่อยตัวนาง
“เจ้าเป็นใคร...” โจรชั่วพูดพลางใช้นิ้วชี้ไปที่ผู้บุกรุก เขาพูดไม่ทันจบประโยคดีแขนข้างที่ชี้นิ้วไปที่ผู้มาใหม่ก็ถูกตัดขาดทันทีด้วยดาบเดียว
กรี๊ดดดดด
หลินเหมยฟางกรีดร้องเสียงดังด้วยความตกใจกับภาพสยองตรงหน้า โจรชั่วทรุดตัวลงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนที่บุรุษชุดดำคนอื่นจะพาตัวมันไปออกไปข้างนอกห้อง ทิ้งให้นางอยู่กับบุรุษที่เพิ่งจะฟันแขนคนไปหมาดๆด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขาสลัดเลือดที่ดาบของเขาออกก่อนจะใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดอย่างใจเย็นและเก็บเข้าฝักก่อนที่เขาจะเดินมาหานางช้าๆ เฉินจิ๋นอวี่หยุดยืนมองเด็กน้อยเงียบๆจากนั้นก็ปลดเสื้อคลุมและโยนมาให้นางที่กำลังนั่งตัวสั่นงกๆคล้ายลูกนกหลงทาง
“คลุมไว้ซะ” เสียงทุ้มเอ่ยท่ามกลางความเงียบสงัด
“ขะ ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงสั่นพลางจัดการนำเสื้อคลุมที่เขาให้มาคลุมร่างกายตัวเอง
“ลุกไหวหรือไม่” น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“คิดว่าไหวเจ้าค่ะ” ทันทีที่ปลายเท้าของนางแตะลงที่พื้นร่างทั้งร่างของนางก็อ่อนยวบลงไปนั่งกองกับพื้น
“หึ” ตัวเล็กเท่านี้ยังทำเป็นเก่ง เฉินจิ๋นอวี่ส่ายหัวเบาๆให้กับเด็กน้อยตรงหน้าจากนั้นเขาก็ก้มลงช้อนตัวนางไว้ในอ้อมแขน
“ขออภัยเจ้าค่ะ ว้าย” หลินเหมยฟางร้องออกมาเสียงดังเมื่อจู่ๆก็ถูกคนตัวโตตรงหน้าอุ้มขึ้นแนบอก
“ไม่ต้องกลัว เจ้าปลอดภัยแล้ว”
แม้จะเป็นน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์แต่เพราะประโยคนั้นของเขาทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างประหลาด ความหวาดกลัวเมื่อครู่ค่อยๆจางหายไปหลังจากที่ได้รับไออุ่นจากเขา
“ขอบคุณท่านมาก ขอบคุณท่านจริงๆเจ้าค่ะ”
หลินเหมยฟางเอ่ยเสียงสะอื้นมือเล็กกำสาบเสื้อบุรุษที่กำลังกอดนางแน่น หากไม่ได้เขาช่วยไว้เกรงว่าชีวิตนางหลังจากนี้คงเหมือนตกนรกทั้งเป็น
“ข้าจะพาเจ้ากลับจวน ไม่ต้องกลัว” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะส่งนางขึ้นนั่งบนหลังม้าก่อนที่เขาจะกระโดดขึ้นมาตามหลัง
“ท่านมาช่วยข้าได้อย่างไรเจ้าคะ” หลังจากที่สติเริ่มกลับมาแล้วนางก็ไม่รอช้าที่จะถามเขา
“ข้าผ่านมาเห็นสาวใช้ของเจ้าที่กำลังตามหาเจ้าอยู่ท่าทางกระวนกระวาย ทั้งข้าก็ได้รับรายงานเรื่องกลุ่มคนที่ดูมีพิรุธนอกเมืองจึงได้ออกมาตรวจสอบและก็ได้พบเจ้าที่นี่”
“ท่านมีนามว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“เฉินจิ๋นอวี่” เสียงทุ้มตอบกลับพลางควบม้าไปข้างหน้า
“ข้าน้อยหลินเหมยฟางติดหนี้ท่านแล้ว บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม หากท่านต้องการสิ่งใดขอให้บอกข้า”
“หึ ตัวเล็กเท่านี้เจ้าจะทำอันใดให้ข้าได้”
“ท่านบอกข้ามาเถิดเจ้าค่ะ”
“รักษาตัวเองให้ปลอดภัยก็พอแล้ว”
“แต่ว่า...”
“ช่างมันเถิดน่า นี่เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องคอยดูแลปกป้องประชาชนและบ้านเมือง”
สกุลเฉิน...เฉินจิ๋นอวี่ เขาคงจะเป็นทหารสินะ บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก นางไม่มีวันลืมเขาแน่นอน!
“คุณหนู คุณหนู ทำสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ”
“หือ” หลินเหมยฟางตื่นจากภวังค์ในมือของนางมีผ้าคลุมผืนใหญ่ถืออยู่
“โธ่ คุณหนูล่ะก็ นั่งใจลอยคิดถึงท่านแม่ทัพอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“เจินเจิน เจ้าก็อย่าพูดไป หากผู้ใดได้ยินเข้าจะทำอย่างไร”
“เฮ้อ คุณหนูของบ่าวก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากได้ออกเรือนไปกับท่านแม่ทัพคงจะดีไม่น้อย”
“เจินเจิน! เจ้านี่มัน” หลินเหมยฟางถลึงตาใส่คนสนิท
“บ่าวขอโทษเจ้าค่ะ”
“เรื่องออกเรือนของข้า เจ้าเองก็รู้ไม่ใช่รึว่าหลินฮูหยินคงต้องหาทางขายข้าออกไปเร็วๆนี้แน่”
“โธ่คุณหนูของบ่าว”
“ช่างมันเถิด เจ้าออกไปเถอะข้าอยากอยู่คนเดียว”
“เจ้าค่ะ หากคุณหนูอยากได้สิ่งใดก็เรียกบ่าวนะเจ้าคะ”
“อือ”
หลินเหมยฟางนั่งมองไปที่เสื้อคลุมในมือ ‘ท่านจะจำข้าได้หรือไม่นะ’ แม้เสื้อคลุมตัวนี้จะทำให้นางคิดถึงเหตุการณ์ร้ายเมื่อหลายปีก่อนแต่ว่าในทางกลับกันมันก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางนึกถึงคนผู้นั้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาหัวใจของนางก็ถูกเขาขโมยไปเสียแล้ว วันนั้นเขาพานางมาส่งที่เรือนของนางอย่างปลอดภัยโดยที่คนในจวนไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่านางถูกโจรลักพาตัวไปจะมีก็แต่ผู้ที่ว่าจ้างเท่านั้นที่รู้
แม้ว่าคนร้ายจะถูกจับแต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานจับตัวคนบงการที่แท้จริงได้และเนื่องจากกลัวว่าชื่อเสียงของนางจะด่างพร้อยหากมีข่าวว่านางถูกโจรลักพาตัวไป คดีนี้จึงถูกจัดการอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีใครรู้
ยามที่นางสิ้นหวังในตอนนั้นเขาเหมือนวีรบุรุษขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยนางได้ทันเวลา แม้เขาจะไม่ได้ปลอบประโลมนางด้วยถ้อยคำอ่อนโยนแต่นางก็รู้สึกถึงความห่วงใยของเขา
นางอยากจะอยู่ในอ้อมกอดแสนอบอุ่นของเขาอีกครั้ง...จะมีวันเป็นจริงหรือไม่? ยามนี้เขาเป็นถึงแม่ทัพส่วนนางเป็นเพียงแค่บุตรสาวเจ้ากรมพิธีการที่ถูกทอดทิ้งไร้คนไยดี นางจึงทำได้แต่เพียงชื่นชมเขาอยู่เงียบๆแม้แต่เพื่อนสนิทของนางอย่างไป๋ซูมี่ก็ยังไม่รู้ความในใจของนาง