บทนำ
วันนี้ก็อีกแล้ว
“พี่ช้าง ทิ้งขยะไว้ให้หนูเก็บอีกแล้วเหรอเนี่ย”
“เออ ทิ้งให้หน่อย” หนูมองไปทางผู้ชายตัวใหญ่ยังกับยักษ์ที่เปิดประตูห้องทิ้งไว้โดยไม่สนใจคนเดินผ่านไปผ่านมา เขานั่งใส่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวนั่งถ่างมือถือของตัวเองอยู่บนเตียงที่ติดกับครัวบิ้วอินสภาพเก่ากึกในห้อง ตามประสาอพาร์ทเม้นท์ที่ยืนหยัดอยู่โดยไม่โดนทุบรีโนเวทตามกระแสนายทุนได้มาเป็นยี่สิบกว่าปีกลางย่านบางพลีแลนด์ “พี่ดูมวยอยู่ ไม่เห็นเหรอไง”
“ชีวิตพี่ช้างจะมีแต่มวยเหรอคะ”
“ประมาณนั้น” หนูทำหน้ามุ่ยให้กับผู้ชายคนนี้ ที่ไม่ว่ายังไงก็ยังทำตัวเป็นคนไม่ได้เรื่องต่อหน้าหนูอยู่ดี ไม่รู้ว่าผู้หญิงกรี๊ดเขานักหนาได้ยังไงกันนะ
เขาชื่อควาญช้าง เป็นผู้ชายตัวใหญ่ อกผายไหล่ผึ่ง กล้ามแน่นบึกตามประสานักกีฬา สักเต็มตัวทั้งภาษาไทยและสากล เป็นนักมวยอยู่สโมสรใกล้คอนโด ค่อนข้างโด่งดังในหมู่สาวๆ ที่พักอาศัยอยู่ที่คอนโดนี้ ลงไปไหนก็มีแต่คนทัก เป็นที่รักมักจี่ของสาวน้อยสาวใหญ่หลายๆ คน
เขาเป็นรุ่นพี่หนูแต่ตอนนี้เลิกเรียนแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุ จบแค่ ม.6 ก็มาเข้าเป็นมวยเลย อายุ 21 แต่หน้าไปไกลจากอายุมากแล้ว ในขณะที่หนูเองตอนนี้ก็เพิ่งจะขึ้น ม.6 เหมือนกัน
แต่หนูกะจะเรียนมหาลัยนะ! ไม่ได้ใช้ชีวิตไม่เอาอ่าวแบบเขา
หนูขอแนะนำตัวก่อนนะคะ หนูชื่อน้องหนูค่ะ เป็นลูกคนเล็กของครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่ขาดความอบอุ่น พ่อกับแม่มีปัญหากันตั้งแต่อายุสิบหก พออายุสิบเจ็ดหนูเลยออกมาเช่าคอนโดอยู่คนเดียวเพราะครอบครัวไม่ได้ให้ความสนใจเราสองพี่น้องนัก แต่พี่ชายหนูบอกว่าเขามีเพื่อนที่สนิทมาก (เพราะพี่ชายเป็นคนเลือกคบคนจึงแทบไม่มีเพื่อนเลย ยิ่งเพื่อนผู้หญิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง) ฝากฝังให้ดูแลหนูด้วยนะ เขาหาคอนโดไม่ได้ พี่ชายเลยอาสาออกค่าห้องให้ทุกเดือนเพราะจะให้เขามาดูแลหนูนี่ล่ะ
เพื่อนคนที่ว่าก็พี่ช้างนั่นแหละ
ไม่รู้ว่าใครดูแลใครกันแน่นะเนี่ย
แล้วค่าห้องพี่ชายก็อาสาจะออกให้เขาไปอีก รวมๆ แล้วต่อเดือนไหนจะค่ามัดจำ ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ก็ปาไป 4000 กว่าบาทแล้ว เห็นบอกว่าอีกฝ่ายไม่มีใจจะทำงาน ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะไม่เอาอ่าวไปถึงไหน
ตอนนี้หนูปิดเทอมอยู่ค่ะ แต่พรุ่งนี้ก็เปิดเทอมจะเข้า ม.6 แล้ว ถึงตัวจะเด็กแต่สมองเป็นผู้ใหญ่นะ ไม่งั้นหนูจะมาดูแลคนตัวเท่ายักษ์นิสัยไม่ได้เรื่องชกแต่มวยคนนี้ได้ยังไง
“พี่ช้าง!” หนูแทบจะตะโกนพอทิ้งขยะแล้วเขาเดินตามมาด้วย เพิ่งเห็นว่าตามมา แล้วจะให้หนูลงมาทิ้งทำไมฮะ “ลงมาเองก็ได้นี่นา แล้วใช้หนูทำไม”
“ลงมาซื้อบุหรี่” เขาตอบหน้าตาเฉย “เออ ฝากทิ้งนี่ด้วย”
พูดแล้วก็พยักหน้าให้หนูเปิดถุง แล้วหยอดกระป๋องเบียร์ที่กินหมดแล้วลงมาอย่างไม่มีมารยาทสุดๆ
หนูเอ๋อ ก่อนที่เขาจะตบหัวหนูหนักๆ พร้อมฉีกยิ้มชั่ว
“ใจมาก”
ฮึ้ย ไอ้พี่คนนี้นิ
[พาร์ท : ควาญช้าง]
ณ ค่ายมวยกลางย่างบางพลีแลนด์แห่งหนึ่ง
ตึง!
คู่ซ้อมผมล้มลงไป เป็นรุ่นพี่ที่สนิท หลังจากผมงอศอกแล้วชกหมัดเข้าคางมันจนล้มทั้งยืน
“เชี่ย”
“เป็นไรปะพี่” ผมเดินไปยื่นมือให้มันดึงมือลุกขึ้นมา ปาดเหงื่อข้างขมับตัวเองผ่านผ้าพันมือ มันจับปากตัวเองนิดหน่อย แต่ไม่ได้มีอาการหน้างอคอหักเนื่องจากอีกฝ่ายก็เป็นมวย ฝึกมาดีเหมือนกัน
“หมัดหนักว่ะ” มันชมเชย “เมื่อกี้กูพลาดตรงที่ไม่ฟุตเวิร์ค”
“คนล่าสุดที่กูต่อยเสยแม่งเลือดออกปาก ดีที่พี่ยังไหว” ผมแค่นหัวเราะ ออกตัวเชิงโอ้อวดหน่อยๆ ตามนิสัย แล้วเอาผ้าขนหนูมาพาดบ่าตัวเอง
“มึงออมแรงให้กูใช่ปะไอ้ช้าง”
“นิดหน่อย” ผมยิ้มแล้วยักคิ้ว ก่อนที่จะหันไปสั่งเด็กข้างหลังที่แม่งชกลมอยู่เพราะคอเริ่มแห้ง “เฮ้ยไอ้ตี๋ แมนซั่มหน่อยดิ”
“ครับพี่” มันเดินไปที่หน้าค่ายที่มีตู้กดน้ำอยู่ ในขณะที่ผมจะลงมาจากเวทีมวยของค่าย ลอดเชือกลงไปข้างล่าง
ว่าจะวิดพื้นต่อ ไม่ก็ต่อยกระสอบทรายสักหน่อย
“เฮ้ยไอ้ช้าง เด็กมึงมาว่ะ” แต่เพื่อนในค่ายมวยก็พูดถึงเด็กคนนึงที่ผมมีอยู่ในอาณัติ เด็กส่งข้าวเวลาที่ผมลืมบ่อยๆ จนคนในค่ายเข้าใจว่าเด็กนี่แม่งเป็นแฟนผมจริงๆ ไปล่ะ
มันชื่อน้องหนู หรือที่ผมเรียกบ่อยๆ ว่านังหนู เหตุผลเพราะมันปากมากดี ขี้บ่นเหมือนเป็นแม่คนที่สอง เลยนึกหมั่นไส้เรียกมันแบบไม่ไพเราะซะเลย
“พี่ช้าง นี่ข้าวกะเพราหมูกรอบที่พี่สั่ง” ตอนนี้สี่โมงเย็น เด็กมันเลิกเรียนพอดีผมเลยใช้นิดหน่อย ไอ้เด็กนี่เป็นน้องสาวของเพื่อนสนิทผม มันฝากฝังให้ผมดูแลชนิดมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม พูดแบบชัดเจนก็คือกลัวมีผู้ชายที่ไม่น่าไว้ใจมาขายขนมจีบ แต่พอเอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้สนใจยัยหนูนี่เท่าไหร่ ค่อนข้างจะใช้งานเป็นเบ๊เลยด้วยซ้ำ
ถึงเด็กมันจะบ่นกระปอดกระแปดแต่ก็ทำให้อยู่ดี ผมเลยยิ่งได้ใจเข้าไปอีก
“ขอบใจ” ผมเอากล่องข้าวมาจากเด็กนักเรียน ม.ปลาย ปีนี้ไอ้เด็กนี่ก็เข้า ม.6 เป็นช่วงที่ผมเรียนจบแล้วไม่เรียนต่อพอดี พอเด็กมันโตรู้สึกมันเป็นสาวมากกว่าปีที่แล้ว
ดูมีน้ำมีเนื้อขึ้น หน้าตาดูโตเป็นสาว สัดส่วนแบบพอดิบพอดี
ผมหรี่ตามองตามมันที่ยืนกอดอก ไม่ยอมพูดไม่ยอมจากับเพื่อนในค่ายมวย เหมือนรอกล่องพลาสติกจากผมอยู่เหมือนทุกวัน
“น้ำปลาพริกอ่ะ” ผมถาม เมื่อเปิดกล่องแล้วไร้วี่แววของถุงน้ำปลาพริกที่เพิ่มรสชาติเหมือนทุกครั้ง
“แม่ค้าลืมอ่ะ หนูไม่อยากกลับไปเอาแล้ว” ไอ้เด็กนี่บ่นอุบอิบ “รีบๆ กินนะ หนูจะเอาไปทิ้งแล้วจะรีบกลับไปทำการบ้าน”
เอาจริงๆ ก็ไม่รู้ใครแม่งดูแลใครกันแน่ แต่ผมชอบแกล้งมัน สนุกดี
“พี่แดกครึ่งชั่วโมง”
“พี่ช้าง” เธอโอดครวญ รู้ตัวอยู่ว่าถูกผมแหย่ “วันนี้การบ้านหนูเยอะนะ”
“งั้นยี่สิบนาที”
“ผู้ชายกินข้าวไม่นานขนาดนั้นหรอก” ผมแค่นหัวเราะ ตอนเจอกันครั้งแรกนังหนูมันเพิ่ง ม.5 เองมั้ง เท่ากับว่าผมอยู่ข้างห้องมันในสถานะพี่เลี้ยงจำเป็นมาปีกว่าๆ แล้ว และเพราะผมไม่ได้ชอบเด็ก ม.ปลาย เหตุผลก็คือยังเด็กไป จะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์เอา ก็เลยแทบจะมองมันเป็นอากาศ
แต่จะว่าไปมันก็น่ารักดี แล้วมันก็เป็นนิสัยเสียที่ผมชอบแหย่ผู้หญิงบ่อยๆ
“อยากให้เร็วกว่านี้มั้ย”
“...”
“เรียกพี่ว่าแฟนดิ”
แต่เหมือนเด็กมันจะรู้ว่าผมหยอกเล่น ไม่จริงจัง ไอ้หนูทำหน้าบึ้งตึง กอดอกท่าทางไม่เล่นด้วย
“ไม่เรียกหรอก” มันคว่ำปาก “รีบกินเลยพี่ช้าง”
“น้องสาวมึงน่ารักว่ะไอ้ช้าง” เพื่อนผมเดินมากอดคอตอนที่ผมแดกข้าวอยู่ นังหนูไม่คุ้นกับคนอื่นเพราะเธอจะไม่คุยกับคนอื่นนอกจากผมเวลามาที่ค่าย แต่มาทีไรก็โดนแซวทุกวัน “ตัวเล็กสเป็คพี่เลย”
“เด็กกู” ผมหันไปพูดกับเพื่อน ตอนนั้นนังหนูมันหน้าแดงก่ำแล้วยืนกำมือแน่นเหมือนเขิน “พี่มันฝากให้กูเลย”
“ก็แค่ให้ดูแลเฉยๆ” เธอแย้งขึ้นมา
“แล้วพี่ได้ทำแค่ดูแล?” ผมย้อนกลับ
“พี่ไม่ทำอะไรเลยต่างหากล่ะ” ไอ้ตัวเล็กหน้าแดงจนถึงหู ก่อนที่มันจะหันหน้าหนีทำเป็นงอน “ทิ้งเองนะ หนูจะกลับไปทำการบ้าน”
“ได้” ผมลุกขึ้น นึกหมั่นไส้ก็เลยทิ้งจานข้าวไว้ที่เก้าอี้แล้วยกเธอขึ้นอุ้มพาดบ่าในทันที
“พี่ช้าง!” คนตัวเล็กดิ้นแล้วเอามือที่แทบไม่มีแรงมาทุบหลังผม แต่แค่เธอยืนก็ตัวเท่าแขนผมเอง ตัวเตี้ยขนาดนี้ไม่รู้ได้แดกอะไรบ้าง
“กลับบ้านกัน”
เพื่อนในค่ายผมโห่เฮกันใหญ่ ในระหว่างที่ผมอุ้มมันเดินออกไป
ก็มันเข้าใจว่าไอ้หนูนี่เป็นแฟนผมกันไปหมดแล้ว
“พี่รู้มั้ยว่าข้าวกระเพราหมูกรอบจานนั้นมันเท่าไหร่”
“เท่าไหร่วะ” ผมย้อนถามอย่างกวนประสาทตอนที่แวะสูบบุหรี่หน้าห้องเธอหลังจากที่มาส่ง แล้วทิ้งข้าวกล่องไว้ที่ค่าย ไอ้เด็กนี่บ่นใหญ่ เพราะมันออกค่าข้าวให้ผมไปก่อน
“หกสิบเลยนะ!” มันเดินออกมาทำหน้ามุ่ยใส่ผม “เงินไปโรงเรียนหนูตั้งวันนึงเลยนะรู้มั้ย”
“อ่า”
“พี่ได้ฟังหนูมั้ย”
“ฟังอยู่”
“ไม่พูดด้วยล่ะ หนูจะไปอาบน้ำแล้ว” มันตัดบทเสียงแข็ง ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องเหมือนเบื่อหน่ายที่จะคุยกับคนหน้าตายอย่างผมเต็มทน แต่ผมก็เบรกไว้ด้วยการเอาตัวใหญ่ๆ ไปบังประตูมันไว้
“เดี๋ยวดิ ยืมน้ำร้อนต้มมาม่าหน่อย” มันก็หิว แต่ตอนนั้นหน้ามึนอยากแกล้งมันเลยรีบมาโดยลืมข้าวเอาไว้ ป่านนี้เพื่อนผมแดกเรียบแล้วมั้ง
“ก็ข้าวไม่ยอมเอากลับมาเองอ่ะ”
“ขี้เกียจขับมอไซค์ไปค่าย จะกินมาม่า”
“กาน้ำร้อนหนูเสียค่ะ” มันอ้าง แล้วผมก็ตบหัวมันเบาะๆ ไปทีนึง
“ยังเห็นแกใช้อยู่เลยนังหนู” มันเอามือมาลูบหัวตัวเองป้อยๆ แล้วทำหน้าเหรอหรา เพราะเมื่อวันก่อนเห็นมันเปิดหน้าต่างบานเกล็ด ใช้กาน้ำร้อนต้มโอวัลตินกินช่วงเช้าๆ อยู่เลย
“พะ... พี่รู้ได้ยังไงอ่ะ” แต่มันคงไม่เห็นผมที่ไปค่ายมวยทุกเช้าแล้วต้องเดินผ่านห้องมันวันเว้นวันหรอกมั้ง เพราะปกติก็ไม่เห็นจะสนใจเท่าไหร่
“เก่ง” ผมยักคิ้ว แล้วมันก็ทำหน้ามุ่ย แล้วบ่นผมอีกดอกก่อนปิดประตู
“ค่อยมาตอนหกโมงเย็นนะ หนูจะอาบน้ำทำการบ้าน”
ปึง
ไอ้เด็กนี่ มันน่าแหย่จริงๆ
[จบพาร์ท : ควาญช้าง]
หนูหนีพี่ช้างไปอาบน้ำแต่งตัวอยู่ในห้องน้ำ แต่อาบอยู่ดีๆ น้ำก็ดันเปิดไม่ติดขึ้นมาซะอย่างนั้น
โชคดีที่ล้างตัวเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้แปรงฟันเลยนี่สิ
“ทำไงดี” หนูบ่นพึมพำแล้วใช้กำปั้นเล็กทุบๆ ก๊อกน้ำ วันนี้ใช้ฝักบัวไม่ได้เพราะฝักบัวหนูเสียตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ว่าจะเรียกช่างมาซ่อมแต่ก็ต้องรอพรุ่งนี้เลย
อาบได้ก็แค่วักน้ำมา แล้วน้ำก็ดันหมด ต้องเปิดก๊อกเติมไปอีก
ก๊อกก็ดันเปิดไม่ติดอีก โอ้ย
หนูเดินไปมาอยู่ในห้องน้ำ ผมก็เปียก หนาวก็หนาว แถมเสื้อก็ไม่ได้เอาเข้ามาด้วย มีแค่ผ้าเช็ดตัวลายทานูกิที่ยาวพอจะพันได้ทั้งตัว กับผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไว้เช็ดผมอีกหนึ่งผืน เนื่องจากอยู่คนเดียวแล้วคนดูแลก็ดันไม่เอาไหนจนต้องพึ่งพาความระแวดระวังของตัวเองแทน
หนูรวบรวมแรงฮึดสุดท้ายเดินออกไปข้างนอกเพราะคิดว่าจะเช็ดตัวเปลี่ยนชุดหรือไม่ก็ไปอาบห้องน้ำพี่สาวคนสวยที่ชั้นสาม
แต่พอออกไป หนูก็แทบล้มทั้งยืน
เพราะเห็นหลังใหญ่ๆ ของพี่ช้างกำลังนั่งกินมาม่าอยู่หน้าห้อง แล้วมันก็พอดีกับหน้าห้องน้ำเลย!
ขะ... เขาคงไม่เห็นใช่มั้ย ก็หันหลังอยู่ใช่มั้ยล่ะ
หนูคิดในใจอย่างลนลาน เอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาทับตรงส่วนอกไว้ แล้วค่อยๆ ย่องเบาไปทางตู้เสื้อผ้าที่อยู่ฝั่งซ้าย แต่ก็ดูเหมือนว่า...
“น้ำไม่ร้อน” คนตัวโตบ่นขึ้นมาเหมือนรู้ทันว่าหนูออกมาแล้ว แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือเขาหันมา แล้วชะงักไปครู่ใหญ่
หนูเองก็สะดุ้งแล้วนิ่งไปเหมือนกัน
เรามองหน้ากันอยู่อย่างนั้น พี่ช้างมองหนูตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่เขาจะตีหน้าตาย
“ช่วงนี้แดกเยอะอ่ะดิ” เขาพูดในสิ่งที่ทำให้หนูหน้าร้อนไปจนถึงขา “อ้วน”
“อะ... อีพี่บ้า!”
น่าอาย! น่าอายที่สุดเลยอ่ะ
“เฮ้ย ตีทำไม” พี่ช้างพูดตอนที่หนูรีบพุ่งหลาวเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนแล้วรีบกระโจนออกมาถือไม้กวาดไล่ทุบเขาทั้งๆ ที่หน้ายังแดงก่ำ คนแบบนี้ต้องโดนตีให้เข็ดเลย
“หนูบอกว่าอย่าเข้ามาจนกว่าจะหกโมงเย็นไง!”
“หิว” เขาพูดหน้าตายมากๆ “จะให้รอยันเย็นก็ไม่ไหวปะ”
“พี่ก็ต้องรอให้ได้ ก็หนูอาบน้ำอยู่ พี่จะเข้ามาแบบนี้ได้ยังไง!” หนูหลับตาตะเบ็งจนเจ็บคอ แล้วพี่ช้างก็เบี่ยงตัวหลบไม้กวาดหนูไป ก่อนที่เขาจะจับด้ามไม้ไว้แล้วกระชากเข้ามาหาตัว จนหนูที่สะดุ้งเผลอปล่อยไม้กวาดไปอยู่กับมือเขา
“เป็นเด็กอย่าคิดไปเอง” คนตัวใหญ่พูดเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ แต่เขากลับทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“...”
“แม่งไม่ได้ดึงดูดอะไรเลย”
[พาร์ท : พี่ช้าง]
เออ ที่พูดไปนั่นโกหก
มันก็ค่อนข้าง... น่ารักอยู่
ในหัวผมยังมีแต่ภาพของไอ้เด็กนั่นกับผ้าขนหนูลายทานูกิ ผิวขาวจัดที่โผล่มาจากขอบผ้านิดหน่อย พาลให้คิดไปถึงไหนต่อไหน
จริงๆ ว่ะ มีแต่เรื่องมันในหัวทั้งนั้น
เอาจริงๆ ผมมาเจอไอ้เด็กนี่เมื่อปีที่แล้ว ช่วงนั้นมีแฟนเลยไม่คิดอะไรมาก อีกอย่าง ม.5 ยังเด็กไป
ผมชอบแบบวัยมหาลัย ผมยาว อกใหญ่ สักวัยยี่สิบต้นๆ
แต่ตอนนี้โสดมาสามเดือนตอนมันปิดเทอม อยู่ด้วยบ่อยๆ ใจแม่งหวั่นๆ คล้ายจะอยากคบเด็ก เพราะเท่าที่อยู่ด้วยทุกวันแล้วเป็นเพศแม่ ก็คงมีแต่มันคนเดียวในช่วงนี้
สิบแปดก็คงไม่เป็นไรมั้ง เด็กไปหน่อย แต่ก็ไม่น่าเสียหาย
จะจีบเพราะเกิดหวั่นใจ มันน่าจะใช่ความรู้สึกผม
แต่ไม่ได้ถึงกับรักอะไร แค่อยากลอง
“อะไรอ่ะ จะไปส่งหนูเหรอ” มันหน้าดำหน้าแดงตอนที่เห็นผมขับมอเตอร์ไซค์มาจอดรอข้างล่างตอนมันเดินเตาะแตะลงมา นังหนูมันแปลคำพูดจากหน้าผมได้ตลอดเหมือนคลานตามกันมา
ผมนั่งเก๊กตั้งนาน มีแต่สาวทัก จะเผลอไปกับเขาหน่อยแต่ช่วงนี้มันไม่ใช่ ผมเบื่อคนอื่นอยู่ กำลังสนใจเด็ก
“ขึ้นดิ” มันสะดุ้งเฮือก หน้าแดงกว่าเก่า คงอับอายเรื่องเมื่อวาน
“ปกติไม่เป็นงี้นิ”
“...”
“ปกติหนูต่อรถเมล์ไปเองตลอด พี่ไม่เห็นจะเคยไปส่งเลย”
“เบาะหลังพี่มันมีไว้ให้เด็กพี่ซ้อนเท่านั้น” ผมพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม มันคือการเชิญชวนมาเป็นแฟนแบบเนียนๆ มีแต่คนบอกว่าผมเป็นพวกหน้ามึน ทำอะไรไม่เคยแคร์คนอื่น คิดอะไรทำแม่งเลย ชอบคิดตื้นๆ แถมฉลาดในเรื่องที่มันไม่น่าฉลาด
ก็น่าจะใช่
“หนูไม่ใช่เด็กพี่นะ” มันท้วงหน้าตื่น
“รำคาญ จะขึ้นปะ” ผมขี้เกียจอธิบายมาก เอาเป็นว่าวันนี้อยากไปส่งมัน ก็ต้องได้ส่ง “วันนี้เข้าค่ายมวยเที่ยงๆ ว่าง”
“หนูไม่ได้ถาม” ไอ้ตัวเล็กเถียงแล้วปีนขึ้นมานั่งซ้อนหลังผม ไอ้นี่มันไม่มีความอ่อนหวานแบบผู้หญิงเลยว่ะ ไม่แคร์ด้วยว่าซ้อนท้ายผมแบบนี้มันเหมือนหลวมตัว เอาจริงๆ มันก็คงคิดแต่มันเด็กไง
“นั่งท่าผู้หญิงไม่เป็น?”
“หนูไม่อยากเอาขาออกแล้วนี่” ผมเซ็ง แต่ก็ช่างมัน ออกรถเลยแล้วกัน
“พี่เป็นอะไรเปล่าอ่ะ” มันถามตอนที่ผมหยุดจอดตรงหน้าถนนใหญ่ข้างหน้าอพาร์ทเม้นท์เก่าๆ ที่เราสองคนอยู่ ถึงจะเป็นอพาร์ทเม้นท์เก่าแก่ แต่ก็เดินทางสะดวกดี “อยู่ๆ ก็จะไปส่งหนูที่โรงเรียน แปลกนะเนี่ย”
“ก็ปกติ” ผมพูด แล้วมันก็ทำหน้าเหวอ “อยากไปส่ง ก็เลยไปส่ง แค่นั้น”
“ไม่เข้าใจอ่ะ” มันเอียงหน้ามาพูดด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ส่วนผมก็ใช้หลังมือดันหน้ามันถอยกลับไป เพราะบังกระจกมองหลัง
“อยากไปส่งในฐานะคนดูแล พอใจยัง”
ก็ตามนั้น