ตอนที่1 ทำให้ฉันพอใจ เหมือนขึ้นสวรรค์
เมื่อความร้อนของพระอาทิตย์
ไม่อาจต้านทานสายธารน้ำ
จึงมีแต่พ่ายแพ้ ยอมจำนน
พร้อมให้ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ
ตัวตนอันแท้จริง กลับมาเพื่อเธอ
Paradise Party สถานที่อันเป็นทั้งโรงแรมและคอนโด
เขา เหนื่อยและค่อนข้างล้ากับงานวันนี้ตั้งแต่บ่าย หลังจบวิชาเรียนภาคเช้าในช่วงฤดูร้อน จึงรีบเหยียบรถกลับคอนโดหวังว่าจะได้อาบน้ำพักผ่อนพร้อมทิ้งตัวลงนอน แม้แต่งานปาร์ตี้ในผับประจำกับกลุ่มเพื่อน เขายังต้องยกเลิกพร้อมปิดโทรศัพท์ไปเพื่อกันการโทรตาม ทว่าการกลับมาถึงโรงแรม กลับพบผู้เป็นพ่อพกเด็กสาวหน้าละอ่อน คาดว่าน่าจะเพิ่งพ้นมัธยมต้นมาด้วย เขาคุ้นเธอมาก โดยเฉพาะผมยาวๆดูลอนออกไปทางหยิกช่วงปลายเป็นธรรมชาติ และแววตาคมโตนั่น
“จำน้องได้หรือเปล่า” เมธาผู้พ่อตบบ่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเบาๆก่อนพากันนั่งลงบนโซฟาอันเต็มไปด้วยผ้าผ่อนใส่แล้ว วางระเกะระกะห้อยโหน ซึ่งดูเหมือนว่าคนเป็นพ่อจะชินตาเสียแล้ว
ขณะหญิงสาวผู้มาเยือนได้แต่มองสำรวจว่าตนนั่งลงตรงไหนได้บ้าง ทั้งที่ห้องรับแขกภายในห้องพักนี่กว้างใหญ่มาก แต่กลับยังไม่พอต่อการใช้วางข้าวของเครื่องใช้พร้อมทิ้งของเขา
ใช่ ส่วนใหญ่มันคือขยะพลาสติก
“หนูปันจะนั่งตรงไหนก็ได้นะลูก” คนรุ่นพ่อแต่ยังคงหนุ่มแน่นเอ่ยขึ้นพร้อมปรายมือ ก่อนหยิบชิ้นเสื้อและกางเกงซึ่งยังคล้องเข็มขัดของลูกชายหลายชุดเขวี้ยงออกไปจากพนักพิง หญิงสาวผู้ถูกเชื้อเชิญตัดสินใจนั่งบนพรมล่างโซฟาแทน ด้วยมันเป็นที่ซึ่งเธอพอหย่อนก้นลงไปนั่งได้อย่างสบายใจ
“ปันธารา” น้ำเสียงเข้มเอ่ยขึ้นพร้อมถลึงตาใส่เด็กสาว ผู้ที่เขาเคยเจอตั้งแต่น้อย ไม่สิต้องเรียกว่าเลี้ยงมาเองกับมือ ด้วยข้างบ้านไร่มีสวนติดกันเป็นเพื่อนบ้านสนิทตั้งแต่รุ่นปู่ จะมีแต่รุ่นเขาที่ทายาทกลายเป็นชายหญิงเสียอย่างนั้น...
“สวัสดีค่ะพี่ยะ” ทักพลางหลบตาด้วยอาการอึดอัด แน่ล่ะ ชายหนุ่มผู้ห่างกับเธอ 5 ปีคนนี้ เคยกลั่นแกล้งเธอจนเจ็บจำติดตา ติดความทรงจำมาโดยตลอด อย่างน้อยมันก็ช่วงเวลาหนึ่ง ยามเขากลายเป็นปีศาจเช่นนั้น
เวลาหนึ่งที่ตะวันดวงนี้ ไม่คิดถนอมจิตใจเธอ
“นั่นสินะลูกสองคนยังจำกันได้” น้ำเสียงชั่งดูภิรมย์ของฝ่ายผู้เป็นพ่อขณะลูบหลังลูกชายเบาๆ ทำให้สุริยะรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆ
“เด็กผู้หญิงขี้แย ที่ชอบร้องไห้อยู่ท้ายสวนจนต้องแห่กันไปตามหาใครจะจำไม่ได้ “ คนถูกทักแบบนั้นถอนหายใจ สุริยะเองเป็นคนหนึ่งดิ้นรนตามหาเธอด้วยไม่ใช่หรือ ที่สำคัญตอนนี้เธอเข้มแข็งขึ้นไม่น้อย
เขาควรพิจารณาเธอใหม่เสียเดี๋ยวนี้
“คุณลุงคะ ปันไปอยู่หอพักทั่วไปก็ได้ คอนโดนี่...” ไม่ทันที่เธอจะพูดจบชายรุ่นพ่อได้แทรกขึ้นมาทันที
“อยู่ที่นี่ดีที่สุด อย่างน้อยหนูมีตายะดูแล ลุงและพ่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” เขาเอ่ยอธิบายอย่างเมตตา
“ฮะ คุณพ่อหมายถึงอะไรครับ” ถามอย่างตะคอกด้วยอาการตกใจข้างใบหูพ่อตนซึ่งนั่งชิดติดกันจนคนเป็นพ่อต้องยกนิ้วขึ้นมาแคะหูเบาๆ
“แกจะพูดเสียงดังทำไม ที่พ่อพาหนูปันมาที่นี่ เพราะจะฝากแกดูแลน้อง”
“อะไรนะครับ” ครั้งนี้คนเป็นพ่อยกมือป้องการได้รับน้ำเสียงดังสาดเข้ามาของลูกชายทันที
“อาประวีร์ป่วยหนักจนประสบอุบัติเหตุไม่ฟื้น... คำอธิบายทำให้สุริยะไหวไหล่ขึ้น แววตาแม้จะไม่หลุกหลิกแต่ก็สื่อว่าเขาตกใจไม่น้อย... พ่ออยากให้ปันมาอยู่กับเราก่อน จนกว่าอาประวีร์จะฟื้น” เขาเข้าใจในสิ่งที่พ่อตนกำลังสื่อ ด้วยรู้ดีว่าหญิงสาวไม่มีญาติคนใดเหลือนอกจากพ่อตน และการจะให้อยู่กับแม่เลี้ยงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก... แต่ไม่เกี่ยวกับเขาไหม
“แล้วทำไมต้องเป็นผม จะให้ซุปตาร์อย่างผมดูแลเด็กกะโปโลนี่เหรอครับ... แววตาสีน้ำทะเลมองสำรวจหญิงสาวดูอ่อนกว่าเขานัก รูปร่างเธอไม่ผอมบาง แต่ไม่ได้ดูอ้วน สวมชุดเดรสกระโปรงเชิ้ตยีนส์นั่งมองตาแป๋วชั่งขัดใจเขานัก จนต้องเป็นฝ่ายเบือนหนีสายตาคู่นั้นไป... เธอดูโตแล้วแค่ให้เงินกับที่อยู่และเอาเข้าชั้นเรียนที่เธอศึกษา ไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลแล้ว หรือไม่คุณพ่อก็จ้างแม่บ้านมาดูแลเธอเลยเป็นไง” เขาสะบัดมือสองข้างขึ้นเพื่อย้ำวิธีที่ตนเสนอนั้นชั่งแสนเลิศประเสริฐและดีที่สุด
“แกอยากโดนหักเงินเดือนไหม” สุริยะมีท่าทีหูผึ่งขึ้นมาทันที สำหรับหนุ่มนักเที่ยวดื่มแบบเขามันไม่ง่ายเลยที่จะใช้เพียงเงินจากการทำงานอดิเรกแม้มันดูไม่ใช่งานอดิเรกก็เถอะ เพราะบางทีเขาไม่รับงานด้วยความขี้เกียจ นั่นคือท่าทีที่เขากำลังพยายามสื่อ
“แต่เธอจะเป็นภาระผมนะครับ” เขายังคงค้านหัวชนฝาหยัดยืนร่างตนเองออกจากโซฟาพร้อมกับถุงขนมที่ติดกางเกงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“คุณลุงคะ ปันอยู่โรงเรียนประจำก็ได้นะคะ หรือไม่ก็...” ไม่ทันจะได้อธิบายหรือเสนอแนะความคิดตนบ้าง ชายรุ่นพี่คิ้วขมวดมองตาเขียวถลึงใส่ตวาดขึ้น เธอไม่รู้ว่าเขาโกรธเกลียดเธอมาแต่ชาติปางไหน สุริยะเปลี่ยนไปมากหลังจากเจอครั้งล่าสุด ตอนนี้ก็ยิ่งไม่เหมือนพี่ยะของเธอ
“ผู้ใหญ่คุยกันอยู่ เด็กอย่างเธอไม่รู้จักมารยาทหรือยังไง”
“ตายะ ทำไมถึงว่าน้องแบบนั้น... ชายหนุ่มถูกตีก้นต่อหน้าหญิงสาวขึ้นมาทันที ภายใต้รูปลักษณ์แสนดีและขรึมเป็นบางขณะของหนุ่มซุปเปอร์สตาร์ เบื้องหลังบางทีเขาก็เป็นเพียงลูกชายกลัวพ่อตนยิ่งกว่าสิ่งใด ในบางสถานการณ์... เอาล่ะพ่อต้องบินไปเมืองนอกเครื่องออกสามทุ่ม ระหว่างช่วงหน้าร้อนนี้แกต้องจัดการเรื่องการเข้าเรียนต่อมัธยมห้าให้น้อง เสื้อผ้า ชีวิตการเป็นอยู่ การปรับตัว หนูปันไม่คุ้นชินกับกรุงเทพ ถ้าทำดีพ่อจะเพิ่มโบนัสค่าขนมให้แกสองเท่า... เขาตบบ่าลูกชายก่อนดึงเสื้อสูทจัดทรงให้เรียบร้อย ปัดผมหน้าเสยขึ้นนิดๆด้วยรอยยิ้ม... แต่ถ้าไม่ บัตรทั้งหมดได้ถูกระงับ แล้วแกก็หาเงินกับอาชีพอดิเรกของแกไปนะ ลูกรัก... และเป็นอีกครั้งที่สุริยะถูกแสดงเหมือนว่าตนเป็นเด็กในสายตาปันธารา เมื่อ เมธา พ่อชายหนุ่มจูบอย่างหนักแน่นไปยังหน้าผากของลูกชายตน... และถ้าแกทำอะไรแปลกๆกับหนูปัน พ่อจะทำให้แกไม่มีไอ้นั่นไว้ใช้งานแน่ๆ” เขากล่าวเบาๆกระซิบข้างหูลูกชาย ขณะปันธาราได้แต่ยิ้มปนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะดังลั่นเมื่อลุงเมธาเพื่อนสนิทพ่อของเธอพ้นจากห้องไป ทิ้งให้เธอกับสุริยะอยู่กันตามลำพัง โดยรวบรัดทุกสิ่งอย่างรวดเร็วจากบทสนทนาเมื่อครู่ ราวกับมัดมือชกทั้งเธอและเขา
เมธา หันหลังมองประตูห้องลูกชายด้วยรอยยิ้ม จริงหรือว่าเงินไม่พอ งานอดิเรกในฐานะซุปเปอร์สตาร์ ที่ทั้งในและต่างประเทศรู้จัก เจ้าชายแห่งตะวัน เงินแต่ละยอด ไหนจะการบริหารโรงแรมนี้ร่วมกับเพื่อนสนิทอีกครึ่งหนึ่ง เงินเดือนของเขาแทบไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำ
จะปากแข็งได้แค่ไหนกันเชียว
“ยาย... เขากัดฟันก่อนถอนหายใจ มือไม้สั่นพลางชี้นิ้วไปยังคนนั่งห่างกับตน... นี่เธอ”
“คะ” เธอรีบตอบรับทันทีเพราะดูท่าอีกฝ่ายจะปั้นปึง สายตาคมดุจพญาเหยี่ยวมองซ้ายขวาเลิกลักราวกับหมาติดเชื้อพิษสุนัขบ้า
“จะมีผู้ปกครองแบบฉันทำใจหน่อยนะ... เขาพาร่างสูงลิบของตนเองราว 180กว่ามาหยุดอยู่ตรงหน้าคนนั่งพับเพียบบนพรม... เอาล่ะงานแรกคืนนี้เธอต้องทำให้ฉันพอใจ เหมือนขึ้นสวรรค์...” ปันธาราเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่ใช่อะไรแต่เธอพยายามตรองสิ่งที่สุริยะเอ่ยออกมายังงงงวย
อะไรจะทำให้เขาพอใจได้กัน
ตั้งแต่เรื่องราวคราวนั้นพี่ชายคนนี้ก็เปลี่ยนไป แล้วยิ่งสุขแบบขึ้นสวรรค์ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่การฟัดฝีปากกับเขาไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากเธอรับไม่ไหวกับเขาเท่านั้น อย่างน้อยชายรุ่นพี่ผู้นี้ก็เคยช่วยชีวิตเธอไว้...
สิ้นเสียงทุ้มเข้มจากใบหน้าไม่พอใจ สุริยะเดินสะบัดผ่านปันธาราไปอย่างแรง หายไปไหนไม่รู้ เนื่องจากสถานที่กว้างราวกับอยู่บ้าน เพราะคอนโดมีลักษณะเป็นสองชั้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงประตูห้องหนึ่งปิดดังลั่น ปันธาราไหวไหล่เล็กน้อย และสะดุ้งโหยงเมื่อคนหนีหายไปเปิดประตูพร้อมตะโกนดังๆผ่านหลังเล็กๆของเธอ
“นั่งเซ่อทำไม เก็บกวาดห้องสิ จะให้กลิ่นขยะมันรมตัวกับหัวหยองๆของเธอหรือไง” คนฟังถอนหายใจแรง
เขาบอกความต้องการของตนเองมาตั้งแต่แรกก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ และเมื่อเข้าใจความต้องการของชายรุ่นพี่เธอจึงรีบลงมือ มือเล็กๆรวบมวยผมขึ้นพลางมองหาตะกร้า วางกระเป๋าเสื้อผ้าลงเพื่อทำความสะอาดตามที่สุริยะขอ
ตอนนี้เธอกลายเป็นผู้มาอาศัยตามคำฝากดูแลของพ่อให้เชื่อฟังเมธาและสุริยะ จึงหลีกหนีจะไม่ทำตามไม่ได้
ไม่สิเธอทำได้
เพียงแค่เอ่ยปากกับเมธา แต่ไม่ทำ อาจเพราะเธอไม่อยากมีปัญหาหรือปากเสียงกับสุริยะในภายหลัง กระนั้นแล้ว ใช่ว่าจะไม่ทำอะไรเลย เธอคว้ากระดาษเอสี่จากมุมห้องหนึ่งส่วนชั้นหนังสือ เขียนตัวใหญ่พอประมาณว่า
หากมีสิ่งใดเพื่อความพอใจ กรุณาเขียนลงกระดาษ เพื่องด มลพิษทางเสียง
ปันธาราแบ่งกระดาษแผ่นเล็กในกระเป๋าสัมภาระ มอบติดหน้าประตูห้องนอนบริเวณชั้นสองของสุริยะ ใต้แผ่นกระดาษเอสี่ที่หยิบมาจากห้องหนังสือของเขา
ไม่นานขณะกำลังถูพื้นห้องอันเกือบจบสิ้นภารกิจทำความสะอาด เสียงดังลั่นของประตูห้องพร้อมกับบรรดากระดาษบันทึกได้ถูกปาลงมา ส่งผลให้มือหยุดก่อนเงยหน้ามอง
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาใสสะอาดหลังอาบน้ำมองลงมาของผู้ครอบครองอารมณ์โมโห ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยใจเพราะรู้ว่าเขาคงส่งแรงแห่งเสียงมาอีก
“เธอ อยากตายหรือไง...” วินาทีนั้นปันธารายกมือป้องกันการรับรู้ทางเสียงไว้ทันที และยืนมองฝีปากเอาแต่พร่ำพูดไปเรื่อยของสุริยะ อย่างน้อยเธอยังมีมารยาทในการยืนรับฟัง ยืนมองเขาโดยไม่ได้หลีกหนีไปไหน