ร่างบางเดินถือร่มฝ่าแดดออกไปยังร้านกาแฟหน้าปากซอย เพราะโดนคเชนทร์เรียกใช้ให้ออกมาซื้อชีสเค้กที่ร้านประจำ พอถึงหน้าร้าน ‘เบเกอรี่แอนด์คอฟฟี่คาเฟ่’ เธอก็หุบร่มลงแล้วผลักเปิดประตูเข้าไปด้านใน พอร่างกายได้ปะทะกับแอร์เย็นๆ ก็พอได้หายใจโล่งขึ้นมาหน่อย
“วันนี้รับอะไรดีครับ”
อดิศรเห็นเด็กสาวยืนสูดลมหายใจอยู่นานสองนานจึงได้ชิงทักก่อน
“อ้าว...คุณหมอต้น วันนี้อยู่ร้านเองเลยเหรอคะ?”
อัปสรสุดารีบยิ้มทักทาย ก่อนจะยกมือไหว้อย่างคนมีมารยาท
“พอดีเพิ่งลงเวรมา ดอกแก้วเรียกฉันว่าพี่หมอก็ได้นะ เราก็คนกันเองทั้งนั้น”
อัปสรสุดาเป็นเด็กน่ารัก และมารยาทงาม ไม่ว่าใครที่รู้จักต้องเอ็นดู
“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณหมอเป็นเพื่อนกับคุณคชินทร์ ดอกแก้วไม่กล้า...”
“ตกลงตามนี้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะไม่ขายชีสเค้กให้เธอ”
เขาตัดบท พร้อมกับทำหน้าดุใส่
“อุ๊ย!...รู้ได้ยังไงคะ ว่าดอกแก้วจะสั่งชีสเค้ก”
เธอเผยอปากตกใจ
“ลูกค้าขาประจำของร้าน ทำไมจะไม่รู้ล่ะ”
ใบหน้าเรียบนิ่งค่อยๆเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม นอกจากจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งแล้ว เขายังมีธุรกิจร้านกาแฟเล็กๆ ด้วยไลฟ์สไตล์ความชอบส่วนตัว
“อ่อ...ค่ะ ดอกแก้วเอาสองชิ้นนะคะ”
สาวน้อยพยักหน้าหงึกๆ แล้วชูสองนิ้วให้หมอหนุ่มประกอบกับคำพูดจา
“นั่งรอก่อนสิ เดี๋ยวฉันใส่กล่องให้”
“ค่ะ คุณ...”
เธอกำลังจะเรียกเขาด้วยสรรพนามที่เคยชิน แต่ก็โดนเสียงคำรามในลำคอหนาขัดจนได้
“หืมมม...”
อดิศรมองเด็กสาวด้วยแววตาคบกริบ
“ค่ะ พี่หมอต้น”
เธอจำต้องเรียกในแบบที่เขาต้องการ
“ดีมาก”
พอเอ่ยปากชมเสร็จ คุณหมอในคราบบาริสต้าหนุ่มก็ลงมือจัดแจงชีสเค้กสูตรพิเศษของทางร้านลงกล่องอย่างประณีต พอหันไปมองอัปสรสุดาที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกร้าน เขาจำได้ว่าเธอชอบสั่งชาเขียวปั่น เลยแอบทำให้โดยไม่บอก ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากเขา
อัปสรสุดากำลังครุ่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แต่ในหัวก็มักจะมีแต่เรื่องราวของคนใจร้ายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งเผลอถอนหายใจดังเฮือกใหญ่
“สมนาคุณพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ”
อดิศรวางแก้วชาเขียวปั่นใกล้ๆกับกล่องเค้กสีชมพูอ่อน
“ให้ดอกแก้วหรือคะ?”
เสียงทุ้มทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“ลองชิมดูสิ แก้วนี้ฉันลงมือทำเองเลยนะ”
เขาเพียงแต่พยักหน้า
“โห...ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ทั้งหมดเท่าไหร่คะ”
สาวน้อยไร้เดียงสาทำท่าจะควักเงินออกมาจากกระเป๋าใบเก่าสีครีมที่ใช้เป็นประจำ
“ไม่เป็นไร เอาไปเถอะ”
การกระทำของอัปสรสุดาเรียกเสียงหัวเราะจากเขา
“ไม่ได้หรอกค่ะ ของซื้อของขาย ดอกแก้วจะจ่ายเองค่ะ”
เธอยังยืนยันคำเดิม ก่อนจะยื่นธนบัตรหนึ่งร้อยสองใบให้กับอดิศร
“เธอนี่ยังไงนะ ผู้ใหญ่มีน้ำใจให้ เป็นเด็กเป็นเล็กก็ควรรับไว้ถึงจะถูก”
“ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวร้านจะขาดกำไร”
อัปสรสุดาเถียงหัวชนฝา เธอยืนยันว่าจะจ่ายค่าเค้กและค่าน้ำเอง พออดิศรไม่รับเงิน เธอก็พยายามจะยัดเยียดให้กับมือเขาเอง
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของคเชนทร์ตลอด เขาแอบขับรถตามดูพฤติกรรมของเธอ แล้วจอดซุ่มอยู่หน้าร้าน การที่เธอทำตัวระริกระรี้กับอดิศรอทำให้เขาต้องกัดกรามแน่น แค่นั้นยังไม่พอ ยังมีการจับมือถือแขนเกิดขึ้นอีกด้วย
“อยากให้คุณแม่มาเห็นจริงๆ ว่าเธอบ้าผู้ชายแค่ไหน”
คเชนทร์เค้นเสียงรอดไรฟัน มือใหญ่จับพวงมาลัยจนแน่น คิดไม่ผิดที่เขาตามออกมาดู
ร่างใหญ่ตัดสินใจลงจากรถและเดินตรงเข้าไปในร้าน เขามองเด็กสาวผ่านแว่นตากันแดดสีดำ เก็บซ่อนความโกรธไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง
“กลับบ้านได้แล้ว”
มือหนากระชากต้นแขนเล็ก ทำให้ร่างบางถลาขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“คุณคเชนทร์!”
อัปสรสุดาอุทานออกมาเพราะตกใจ เขามาที่นี่ได้ยังไง
“เอ่อ...สวัสดีครับ”
อดิศรรีบไหว้พี่ชายของเพื่อน แต่เขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำอุกอาจกับเด็กสาวแบบนี้ ถึงจะเป็นคนในปกครองก็ตาม
“วันนี้ไม่ทำงานเหรอหมอต้น”
เขากระชากร่างบางไปด้านหลัง แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของ เพราะอัปสรสุดาเป็นคนของอัครหิรัญ
“ผมเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลครับ เลยแวะมาตรวจความเรียบร้อยที่ร้าน”
อดิศรทำหน้าไม่ถูก เขารู้ดีว่าคเชนทร์เป็นคนอารมณ์ร้อน
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวก่อน” คเชนทร์รีบตัดบท
“ดอกแก้วลานะคะ”
พอพูดจบเธอก็รีบคว้าแก้วชาเขียวกับถุงเค้ก ก่อนจะโดนคนตัวใหญ่ลากมาจนถึงรถยุโรปราคาแพง เขาเปิดประตูผลักเธอเข้ามาในรถ แล้วเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ
อัปสรสุดามองชีสเค้กเพราะตอนนี้คงเละไม่เป็นท่า เป็นผลมาจากการฉุดกระชากที่รุนแรง ยังดีที่ชาเขียวปั่นในมือไม่กระฉอกออกมาให้เลอะเทอะเบาะหรู
ในระหว่างที่เขากำลังขับรถมีเพียงแต่ความเงียบจนเธอเริ่มรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำด่าทอใดๆออกมาจากริมฝีปากหยักลึก ดวงตากลมช้อนขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาคมคายภายใต้แว่นดำสีเข้ม
“สรุปว่าเธอจะไม่เกรงกลัวคำสั่งของฉันเลยใช่ไหม?”
จู่ๆเขาก็เป็นฝ่ายถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบรอบกาย
“ดอกแก้วทำอะไรผิดคะ”
เธอลองถามเขาดูบ้าง แต่ผลที่ตามมาคือ...
เอี๊ยดดด!!!
เสียงเหยียบเบรกดังไปทั่วท้องถนน ก่อนที่รถเมอร์เซเดสเบนซ์จะรีบเลี้ยวจอดเข้าข้างทาง ทั้งเค้กทั้งแก้วน้ำชาเขียวตกลงไปอยู่ที่เท้าอย่างไม่ทันได้ตัว
“ยังจะมาถามอีก ฉันต้องพูดกับเธออีกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจ”
คนอารมณ์ฉุนเฉียวโดนยั่วโมโห ดึงร่างบอบบางมานั่งเกยบนตักด้วยแรงที่ไม่เบานัก
“ดอกแก้วเจ็บ...อ๊ะ”
ปึก!
พอแผ่นหลังกระทบพวงมาลัยอย่างแรง เสียงแตรก็ดังลั่น เขาออกแรงกดเธอไว้อยู่อย่างนั้นก่อนจะคลายมือออก แต่ยังกดร่างบางเอาไว้แน่น พอให้เสียงแตรที่ดังได้ดับลง
“ถ้าฉันไม่รับปากคุณแม่ไว้ก่อนท่านจะเสีย อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่ในบ้าน”
กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน
“ดอกแก้วก็ไม่อยากอยู่หรอกค่ะ อื้อ...”
พอเธอออกปากเถียงกลับบ้าง ก็โดนมือหนาตะปบเข้าตรงกลางหน้าอกแล้วบีบขยำหนักหน่วง
“ทำไม นัดกับผู้ชายคนไหนไว้อีก”
ความนุ่มหยุ่นเด้งรับแรงนวดบีบล้นฝ่ามือใหญ่ เขารู้ดีว่าอัปสรสุดาโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว
“อ๊ะ...เจ็บ”
เด็กสาวนิ่วหน้าขมวดคิ้วรับความเจ็บปวด มือเล็กยกขึ้นมาปัดป้องตามสัญชาตญาณ ร่างบางดิ้นขลุกขลักอยู่บนร่างใหญ่หวังเอาตัวรอด ก่อนที่เขาจะทำอะไรอย่างที่เธอไม่คาดคาดคิดมาก่อน
ใบหน้าคมคายก้มลงซุกไซร้ร่องอกอวบผ่านเสื้อยืดตัวเก่า กลิ่นกายหอมอ่อนๆจากครีมอาบน้ำแทบไม่ต้องปรุงแต่ง ทำให้กายชายแข็งขึงขึ้นมาจนน่าอึดอัด
“คุณคเชนทร์...อ๊ะ...อย่าค่ะ...ฮือ...กลัว...ดอกแก้ว...กะ...กลัวแล้ว”
ร่างสาวสั่นเทิ้มไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์อุกอาจมาก่อน เธอไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะหยุดความรู้สึกเสียวซ่านนี้ได้
หนุ่มใหญ่ไม่เพียงแต่ซุกจมูกสูดดมกลิ่นกายสาวเท่านั้น วูบหนึ่งของความต้องการสั่งให้เขาขบเม้มเนื้อนุ่มผ่านเสื้อผ้า ก่อนจะเข้าครอบครองยอดถันอย่างแม่นยำ
“อ๊า...อื้อ....อึก!...ฮึก!”
อัปสรสุดาเปล่งเสียงออกมาจากความรู้สึกเสียวจี๊ดที่ปลายหัวนม เมื่อเขาทั้งเลียทั้งดูด น้ำลายจากอุ้งปากใหญ่เปียกชุ่มทั้งเนินอก
“อืม...อือ”
เสียงครางฮือดังลอดออกมาจากลำคอหนา หนุ่มใหญ่หลงมัวเมาอยู่กับความอวบอัดนิ่มเด้งสู้มือ จนหลงลืมความเกลียดชังที่มีต่อเธอ เสียงครางหวานยิ่งยั่วอารมณ์เขาเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน ฝ่ามือสากบีบเคล้นก้อนซาลาเปาลูกโต ส่วนปากก็ทำหน้าที่ดูดกลืนเม็ดบัวเข้าปากอย่างหิวกระหาย
สาวน้อยนั่งเกร็งกัดริมฝีปากล่างของตัวเองจนเป็นรอย เธอแทบจะกรี๊ดลั่นเมื่อยอดอกเสียดสีกับบราและลิ้นร้อนชื้นครั้งแล้วครั้งเล่า
Rrrr Rrrr Rrrr
เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาขัดจังหวะ พลันให้เขาได้สติก่อนรีบผลักร่างบางออกห่าง ในขณะที่อัปสรสุดายังมึนงง ทำอะไรไม่ถูก
เธอล้มตัวลงมาตรงเบาะฝั่งซ้าย เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้สมองตีบตันไปชั่วขณะ พอหันไปมองคนใจร้ายก็เห็นว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบาคนอยู่
“ผมยังไม่ว่าง”
คเชนทร์รีบกดวางสายก่อนที่จะโดนนางแบบสาวคู่ขาคนล่าสุดกรี๊ดใส่หูด้วยความเอาแต่ใจ หากไม่ติดว่าหล่อนสวยเซ็กซี่ลีลาเด็ด เขาคงจะเขี่ยทิ้งไปตั้งนานแล้ว
เขาถอนหายใจ ก่อนจะหันไปมองเด็กสาวที่เอาแต่นั่งตัวงอก้มหน้างุด บ้าเอ้ย! นี่เขาทำอะไรลงไป
รถเมอร์เซเดสเบนซ์ออกตัวกระชากตามความใจร้อนของคนขับ เขามุ่งตรงไปยังคฤหาสน์หลังงามท้ายซอยอย่างไม่ลังเล
พอรถจอดสนิทอัปสรสุดาก็รีบเก็บแก้วน้ำและกล่องขนมเค้กที่หล่นกระจัดกระจาย เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองเขาอีกเลย ทั้งยังกลัวที่ทำรถราคาแพงเปื้อนไปหมด
“เธอไปได้ละ”
หนุ่มใหญ่บอกเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อเหลามองตรงไปข้างหน้าคล้ายว่าไม่สนใจ
“แต่ว่ารถคุณเลอะ ดอกแก้วจะไปเอาผ้ามาเช็ดให้ค่ะ”
คราบน้ำชาเขียวเหนียวเหนอะหนะ เธอคิดว่าอาจต้องใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ด
“ไม่ต้อง”
มือใหญ่กำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือดขึ้นตามท่อนแขนแข็งแรงด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง
“แต่ดอกแก้ว...”
ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย เธอก็โดนเขาตะคอกเสียงกลับมาจนหน้าหงาย
“ฉันบอกว่าไม่ต้อง ก็ไม่ต้องไง”
ดวงตาคมมองร่างบางเพียงครู่ก่อนจะหันกลับ
“ค่ะ”
คนฟังน้ำตาซึม ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหายเข้าไปในบ้าน เธอเจ็บทุกการกระทำของเขา คนใจร้าย...
ในความเรียบนิ่งของใบหน้าหล่อเหลา กลับมีบางอย่างซึ่งอยู่ตรงกลางร่างที่มันกำลังเหยียดขยายเป็นลำยาวหลบตัวซ่อนความอลังการภายใต้กางเกงสแล็คสีดำ หรือเขาควรต้องระบายความอึดอัดให้ตัวเองบ้าง บ้าฉิบ! เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงจืดชืดคนนั้น
“อ่า...”
เพียงแค่ใช้ฝ่ามือลูบไล้ลำกายจากด้านนอก เขาก็เสียวจนร่างกายกระตุก บรรยากาศภายในรถชวนให้ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
“ดอกแก้วจ๊ะ ช่วยเอาผ้าไปตากให้พี่หน่อยสิ พอดีพี่ทำอาหารในครัวค้างเอาไว้”
พิไลเดินหอบตะกร้าผ้าออกมามาเจออัปสรสุดาเข้าพอดี
“เอ่อ...ได้ค่ะ”
เธอจำใจรับมาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับอารมณ์เรียกสติให้กับตัวเอง
“ขอบใจนะ”
หล่อนเดินหายกลับเข้าไปในครัว โดยไม่รู้เลยว่ากำลังสร้างความลำบากใจให้กับเด็กสาวรุ่นน้อง
ดวงตากลมมองออกไปยังคนยุโรปคันงามที่เธอเพิ่งจากมา ‘เขายังไม่ออกมาจากรถ’ แล้วยังจะต้องเดินเอาผ้าไปตากที่ลานกว้างใกล้ๆโรงรถ ทำยังไงดี ไม่อยากเจอกับเขาเลย แล้วไหนจะร่องรอยที่เขาฝากไว้อีก
“อุ๊ย!”
มือบางวางทาบหน้าอกตัวเอง รอยน้ำลายจากปากเขายังติดอยู่พอให้ชุ่มมือ ใหญ่คิดแล้วก็อายจนหน้าแดงซ่าน
“ยังไม่ไปอีกหรือดอกแก้ว เดี๋ยวผ้าก็ไม่ทันแห้งหรอก”
อัปสรสุดามัวยืนชักช้า จนได้รับการตำหนิจากพิไล
“ค่ะ ไปแล้วค่ะพี่พิไล”
ร่างบางรีบเดินออกมา พอถึงรถของคเชนทร์เธอก็ก้มหน้าก้มตาผ่านไป เธอไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ถึงไม่ยอมลงมา เพราะกระจกรถทุกด้านติดด้วยฟิล์มสีดำมืดสนิท
อัปสรสุดาตากผ้าไปก็ยังระแวดระวังกลัวว่าตัวเองจะโดนดุอีก และเธอไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ได้แต่เฝ้านับวันให้ถึงสิ้นเดือน เธอจะไม่อยู่ขวางหูวางตาเขาอีก