บทที่ 1 ซานซาน (1)
บทที่ 1
ซานซาน (1)
เรือนกายเปลือยเปล่าที่ยืนอยู่กลางห้องประดุจหยกมันแพะซึ่งเจียระไนอย่างพิถีพิถัน ผิวพรรณขาวผ่องเปล่งปลั่งไร้ไฝฝ้า ขนทุกแห่งบนร่างล้วนถูกกำจัดจนหมดจด ลำคอระหง ท่อนแขนอ่อนช้อย เมื่อยกขยับก็ดูเสมือนกิ่งหลิวยามลมรำเพย ทรวงอกอวบดั่งดอกบัวตูมซึ่งเพิ่งโผล่พ้นธาร พิสุทธิ์ผุดผาดและยังไม่ได้แย้มบานรับแสงแรกอรุณ ยอดเชิดชันแรสีทับทิม บั้นเอวคอดเล็กรับกับหน้าท้องแบนราบ เนินเนื้อนุ่มเกลี้ยงเกลาแทรกอยู่ระหว่างปลีขาเรียวยาว มือเท้าเต่งตึงเนียนละเอียด
ท่ามกลางแสงเทียนซึ่งวูบไหว ทั่วร่างนางคล้ายมีกลิ่นอายเย้ายวนอันลึกลับลอยอวล ประหนึ่งว่าภายใต้ทรวดทรงอันเพริศพริ้งราวกับสลักเสลาจากหัตถ์ของเทพเซียน แท้จริงแล้วกลับเป็นวิญญาณของนางปิศาจผู้หวังจะลวงล่อผู้คนด้วยราคจริต
เพ่งคราแรกชวนให้คนตะลึงนึกชื่นชม ครั้นพิศคราต่อมาก็กลับชวนให้คนเผลอไผลคลุ้มคลั่ง
สตรีบนเบาะรองนั่งมองเรือนร่างนั้นเพียงชั่วครู่ก็เบือนหน้าหนี หยาดน้ำรื้นขอบตาขึ้นมาอีกครา ถามขึ้นเสียงเบาหวิวท่ามกลางความเงียบว่า
“หลัน...ซานซาน เจ้าแน่ใจแล้วหรือ”
โฉมสะคราญวัยสิบแปดปีเพียงหลุบเปลือกตาลงซ่อนรอยขมขื่น ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ข้าตัดสินใจดีแล้วเจ้าค่ะ ขอท่านอาหญิง...ขอกัวฮูหยินโปรดอย่ากังวล” ร่างของนางสะท้านเล็กน้อยยามมีสายลมโบกโชยเข้ามาจากนอกหน้าต่าง “ต่อให้ไม่เลือกเส้นทางนี้ ชีวิตของข้าก็หาได้มีทางเลือกที่งดงามไปกว่านี้สักเท่าใด ไม่สู้ยอมทอดกายเป็นหญิงบำเรอของผู้อื่นเพื่อทำการใหญ่ให้ลุล่วงเสียดีกว่าเจ้าค่ะ”
ห้าเดือนก่อนศีรษะของบิดานางหลุดออกจากบ่า
สิบวันถัดมานางถูกลากตัวออกจากเมืองซูโจวและถูกขับไสสู่หอคณิกาแย้มบุปผาในเมืองสวีโจวซึ่งอยู่เกือบสุดชายแดนทางตะวันออก เคราะห์ดีที่อาหญิงของนางกลายเป็นคหบดีหญิงหม้ายที่ร่ำรวยมากผู้หนึ่ง ฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกล อำนาจเงินตราของเหอสุ่ยเจินช่วยยับยั้งการต้องถูกชำเราจากเครื่องไม้เครื่องมือและการรับลูกค้าไปได้ชั่วคราว
เหอชิงหลันจึงรีบตั้งสติคิดแผนการ จากนั้นอาศัยเงินทองและเส้นสายของเหอสุ่ยเจินอีกครั้ง หาคนมาแปลงโฉม สร้างเอกสารทางราชการปลอม แล้วลอบเดินทางไกลกลับมาเพื่อสับเปลี่ยนตนเองกับนางคณิกาหน้าใหม่แห่งหอหยาดวสันต์ของเมืองซูโจวแทน ซานซานตัวจริงจึงถูกแปลงโฉมให้กลายไปเป็นเหอชิงหลันแห่งหอแย้มบุปผา ส่วนเหอชิงหลันก็กลับกลายมาเป็นซานซานแห่งหอหยาดวสันต์
ไม่ว่าดีร้ายอย่างไร อำนาจเงินของเหอสุ่ยเจินก็ช่วยได้เพียงเท่านี้ ไม่อาจช่วยให้นางหลบเร้นสายตาทางการ หนีหายไปตลอดทั้งชีวิตได้ นางจึงเลือกหนทางที่จะยังคงเป็นนางคณิกาต่อไปเพื่อให้ได้ล้างมลทินแก่บิดาเสียดีกว่า
ตลอดสองสามเดือนมานี้นางถูกเคี่ยวกรำถึงศาสตร์ศิลป์ในการบำเรอกามกิจ ร่างกายที่ไม่เคยเปิดเปลือยต่อสายตาผู้อื่นนอกจากสาวใช้คนสนิทกลับถูกมือของผู้อื่นนับไม่ถ้วนสัมผัสลูบไล้ นางร่ำไห้จนไร้น้ำตา ตัวสั่นครั้งแล้วครั้งเล่าจนค่อย ๆ กลายเป็นความนิ่งขึงแข็งทื่อ ที่สุดจึงแปรเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวอ่อนพลิ้วราวกับไร้กระดูก
“ซานซานคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว” แม่เล้าแห่งหอหยาดวสันต์ซึ่งเรียกตนเองว่า ‘หมู่ตัน’ ลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง แล้วเดินไปยังร่างแบบบางกลางห้อง
หลายปีก่อนหมู่ตันเคยปกป้องนางคณิกาของตนที่ถูกขุนนางท้องถิ่นผู้หนึ่งทำร้ายทุบตี ขุนนางผู้นั้นเดือดดาลยิ่งนักจึงถึงขั้นหาคดีความมาใส่ร้ายป้ายสี ทว่าเหอสุ่ยหมิงซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเจ้าเมืองพิจารณาคดีให้อย่างเป็นธรรม หมู่ตันจึงผ่านคราเคราะห์ไปได้ครั้งหนึ่ง ขุนนางผู้นั้นกลับไม่ยอมรามือด้วยรู้สึกเสียหน้า จ้างคนให้ปล่อยข่าวลือเสียหายไปทั่วจนทำให้กิจการของหอหยาดวสันต์ง่อนแง่นเต็มที เหอสุ่ยเจินเกิดเห็นใจจึงช่วยร่วมทุนเข้าหุ้น ในที่สุดหอหยาดวสันต์จึงกลับมาดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
หนี้บุญคุณนี้เป็นผลให้หมู่ตันตกปากรับคำทันทีที่เหอสุ่ยเจินขอความช่วยเหลือมา แม้จะรู้ว่าการลอบทำความผิดครั้งนี้อาจทำให้ชีวิตของตนจบสิ้นได้เลยก็ตาม
หมู่ตันช้อนปลายนิ้วรองใต้เต้าอวบชูชันข้างหนึ่งขึ้น แม้กางนิ้วออกกว้างเพื่อรองรับน้ำหนัก ก้อนเนื้องามแอร่มกลับยังล้นอุ้งมือออกมา
“ข้าเป็นแม่เล้ามาร่วมสิบกว่าปี เคยเห็นรูปร่างสตรีมามากมาย” นางจุปาก “รูปร่างของซานซานนับได้ว่าชั้นยอดเหลือเกิน ยังไม่ต้องพูดถึงบุรุษ เพียงสตรีด้วยกันก็ยังรู้สึกอดไม่ได้ที่จะอยากเสพสมเจ้าดูสักครั้ง”
เหอสุ่ยเจินนิ่วหน้ากับถ้อยคำระคายหู เหอชิงหลันกลับหน้าไม่เปลี่ยนสี กระทั่งหมู่ตันสะกิดเขี่ยปลายนิ้วลงบนยอดถันหลายหน นางจึงตัวกระตุกเล็กน้อย หลายวันมานี้ไม่เพียงถูกฝึกอบรม ร่างกายนางยังได้รับการจัดแจงให้อ่อนไหวง่ายกว่าปกติ หากแตะต้องถูกจุดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะทำให้คลื่นรัญจวนแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กายนางได้แล้ว
“ลองคิดว่าข้าเป็นท่านเจ้าเมืองคนใหม่สิ” หมู่ตันสั่งยิ้ม ๆ เหอชิงหลันพลันเข้าใจ นางเผยอริมฝีปาก ปรือตาพร้อมร้องเสียงหวาน
“อ๊ะ...ท่านเจ้าเมือง” นางลูบกายตน บีบขยำหน้าอกอีกข้างพลางแหงนหน้าครวญคราง “อ๊า ได้โปรด...”
เหอสุ่ยเจินหลับตาไม่ยอมมอง เพียงฟังเสียงหลานสาวก็ยังน้ำตาร่วงรินเป็นทาง
แต่ไหนแต่ไรมา พี่ชายนางคอยประคับประคองบุตรีเพียงคนเดียวไว้ในอุ้งมือมาโดยตลอด วันก่อนเหอชิงหลันเคยเป็นถึงยอดบุปผาแห่งเมืองซูโจว เป็นคุณหนูแห่งจวนเจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์จนผู้อื่นได้แต่แหงนคอมอง บุรุษแทบจะเว้าวอนขอความรักจากนางอยู่หน้าธรณีประตูทุกคืนวัน วันนี้กลับร่วงหล่นกลายเป็นนางคณิกาบุตรีของขุนนางต้องโทษ ทำได้เพียงนอนปรนเปรอรสสังวาสแก่บุรุษอยู่ใต้ร่าง
ไม่ว่าอย่างไรความอัปยศนี้นางก็ทนแบกรับไม่ไหวจริง ๆ
หมู่ตันปล่อยมือออก มีสีหน้าพออกพอใจ
“เยี่ยมมาก เจ้าทั้งมีรูปร่างเย้ายวนเหนือผู้อื่น ไหวพริบฉับไว เรียนรู้ได้เร็ว เจ้าพร้อมสำหรับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้แล้ว ซานซาน”
เมื่อตอนกลางวันกองทัพของอวี้อ๋องยาตราทัพกลับจากชายแดนทางใต้ผ่านมาพักที่เมืองซูโจว ถังหยุนมู่ผู้เป็นเจ้าเมืองคนใหม่จึงจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยในค่ำนี้ สาวงามจากหอคณิกาทุกแห่งในเมืองซูโจวและเมืองใกล้เคียงจึงถูกเกณฑ์มาเพื่อปรนนิบัติเหล่าทหารหาญ
สองอาหลานจึงคิดฉวยใช้โอกาสในคืนนี้ เหอชิงหลันจะต้องแฝงตัวเข้าไปเป็นสตรีของถังหยุนมู่ให้ได้เพื่อจะได้ลอบขโมยเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีของเหอสุ่ยหมิง
เหอชิงหลันปรับลมหายใจของตนให้คงที่ เดินไปหยิบเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พาดอยู่บนราวมาสวม จากนั้นจึงเดินไปนั่งลงเคียงใกล้เหอสุ่ยเจิน ทอดแขนออกไปโอบกอดและเอียงซบหน้าลงบนไหล่อีกฝ่าย ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง[1]แห้งผากปราศจากน้ำตา ถึงกระนั้นความรวดร้าวที่เพียรข่มกลั้นก็ยังเผยร่องรอยออกมา
“ท่านอาหญิง เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ในหอคณิกาสองสามเดือนมานี้ ข้าจึงเพิ่งตระหนักบางอย่างได้เจ้าค่ะ” นางกล่าวเสียงค่อย รับรู้ได้ถึงร่างที่ยังสั่นเทิ้มเพราะอาการสะอึกสะอื้นของอีกฝ่าย “ท่านอาจมองว่านี่เป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่งของการเป็นสตรี แต่แท้จริงแล้วคุณค่าของข้าและนางคณิกาคนอื่นก็ยังคงอยู่เจ้าค่ะ ข้าไม่เคยคิดว่าเกียรติศักดิ์ศรีของข้ายามนี้จะต้อยต่ำกว่าข้ายามเป็นคุณหนูเลย ท่านเองก็อย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลยนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นข้าก็คงจะรู้สึกเหมือนท่านเห็นว่าข้ากลายเป็นตัวน่าอับอายไปด้วย”
นางรู้สึกได้ว่าเหอสุ่ยเจินหยุดสั่นแล้วจึงยิ้มบาง ๆ “อย่างไรเสียข้าในวันนี้และวันหน้าก็จะยังคงเป็นหลานสาวของท่าน เป็นบุตรสาวของท่านพ่อ เป็นหลันหลันที่พวกท่านเอ็นดูคนเดิมเจ้าค่ะ”
เหอสุ่ยเจินพลันน้ำตาไหลพรากอีกครา หันมาคว้าหลานสาวไปกอดไว้แน่น แล้วสะอื้นไห้หนักหน่วง เสียงขานชื่อเกือบคล้ายเค้นคั้นออกมาจากอกอันหลั่งโลหิต
“หลันหลัน...หลันหลันของอา”
เหอชิงหลันปิดเปลือกตาลง ลูบปลอบโยนลงบนแผ่นหลังของเหอสุ่ยเจินอย่างแผ่วเบา ดวงใจเสียดร้าวปานจะปริแตก ดวงตาพานแสบเคือง
“เจ้าค่ะ” ลำคอของนางตีบตัน แทบเปล่งเสียงออกมาไม่ไหว “เป็นหลันหลันเอง”
ค่ำคืนนี้หากนางทำให้เจ้าเมืองซูโจวคนใหม่ต้องตาจนกลายไปเป็นสตรีของเขาได้ หลังจากนี้นามที่ผู้อื่นเรียกขานตนก็จะเหลือเพียง ‘ซานซาน’
นาม ‘หลันหลัน’ ที่เคยถูกบิดากับอาหญิงเรียกขานอย่างรักใคร่ ครั้งนี้คงจะได้ยินเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
[1] ซิ่ง คือ แอปริคอต