บทที่ 1 ปรีชากุล

2706 คำ
[Kant’s part] ซวยแล้วๆ ทำไงดี แม่งเอ๊ย...ร้อยวันพันปีไม่เคยขับรถชนแม้แต่ยอดหญ้า ไงวันนี้มาชนเข้าอย่างจังได้วะเนี่ย “เฮีย...แย่แล้วผมขับรถชน...ตายเกลื่อนเลย...” เมื่อทำความผิดผมจึงตัดสินใจโทรไปบอกเฮียกฤต[1] พี่ชายคนโตซึ่งอยู่เชียงใหม่กำลังจะกลับมาที่นี่ ตอนนี้ปัญหาที่ผมก่อมันยุ่งยากเกินที่จะแก้ ดื้อปิดเฮียไปก็มีแต่จะยิ่งแย่ลง ไม่สู้ยอมรับไปตรงๆ เลยจะง่ายกว่า แต่ไม่คิดว่าพูดยังไม่ทันจบ สายก็ได้ถูกตัดไปทั้งอย่างนั้น “เชี่ยเอ๊ย รับสิวะเฮีย” ผมพยายามต่อสายหาเฮียอีกครั้ง แต่คราวนี้นอกจากจะไม่มีการตอบรับ ยังโทรไม่ติดอีกด้วย เห็นเฮียเกรท[2] พี่ชายคนรองของผมบอกว่าที่นั่นไม่ค่อยมีสัญญาณ แต่เมื่อกี้ก็ยังคุยกันอยู่ดีๆ มาไม่มีสัญญาณเอาตอนสำคัญเนี่ยนะ ตาย ตายแน่ๆ วันนี้รับรองว่ามีการสิ้นชื่อเกิดขึ้นแน่นอน หมดแล้วชื่อไอ้กัณฑ์ บุตรชายคนเล็กของตระกูลปรีชากุล งานนี้ตายหยังเขียด เตรียมจองศาลาล่วงหน้าเอาไว้ได้เลย “เสียงเอะอะโวยวายอะไรวะ...” เฮียเกรท เจ้าของเรือนผมสีเทาควันบุหรี่สุดเท่ที่สุดในสามโลกได้เดินออกมาจากบ้านในสภาพที่มีเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำปกปิดร่างกายอยู่ ผมเฮียเปียกอยู่นิดหน่อยทำให้ผมรู้ว่าเฮียเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จมาหมาดๆ ไอ้กล้ามอกใหญ่ๆ ที่มีหยดน้ำพรมอยู่นิดหน่อยสาวที่ไหนเห็นแล้วก็เป็นต้องร้องกรี๊ด บางทีผมก็แอบอิจฉาพี่ชายตัวเองอยู่หน่อยๆ ที่สามารถหุ่นดีทั้งที่งานยุ่งขนาดนี้ได้ แต่จะว่าไปเรื่องดูแลหุ่นยอมรับว่าสู้ไม่ได้จริงๆ แค่มีกล้ามน้อยๆ ไว้ล่อสาวแค่นี้ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเทียบหุ่นกันนะโว้ย “ไอ้กัณฑ์...” ทันทีที่เฮียออกมาเห็นสภาพข้างนอกผมก็รู้สึกได้ถึงลมเย็นๆ ที่วิ่งผ่านแผ่นหลังทำเอาขนลุกซู่ไปหมด ใบหน้าค่อยๆ หันไปมองหน้าเฮียเกรทก่อนจะยิ้มแห้งๆ ให้แก่พี่ชายด้วยความสำนึกผิด “เฮีย คือว่าผม...” “ทำอะไรของมึงไอ้เหี้ย นี่ต้นไม้ของเฮียกฤตนะโว้ย!!” เท่านั้นแหละครับ ชั่วโมงนรกแห่งการโดนบ่นก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผมได้อัพเกรดสกิลหูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากที่ผมได้รับสกิลหูทองคำจากการถูกบ่นมาทั้งชีวิต วันนี้ได้กลายเป็นระดับเพชรเป็นที่เรียบร้อย “มึงนี่มันจริงๆ เลยนะ กูบอกแล้วใช่ไหมไอ้เรื่องซิ่งเข้าบ้านไม่ดูตาม้าตาเรืออะ นั่นต้นไม้ที่เฮียมึงรักนักรักหนา รักเหมือนเมนประเคนเหมือนลูก ทำอย่างนี้หาที่ตายชัดๆ ไอ้น้องเวรเอ๊ย” แค่ขับรถชนต้นไม้ผมต้องมานั่งฟังเฮียบ่นร่วมสามพันชั่วโมงได้ แทนที่จะไปช่วยกันทำลายหลักฐานก่อนที่เฮียกฤตจะกลับมา เอาแต่บ่นไฟแล่บ จนสะเก็ดไฟจะกระเด็นไปโดนผ้าม่านไหม้บ้านกันหมดแล้ว หยุดทีเถอะครับถือว่าขอร้องงงง “แล้วนี่ถ้าเฮียรู้เข้านะมึงเอ๊ยยยยย” เคยได้ยินไหมครับที่เขาบอกว่าอย่าพูดอะไรที่มันเป็นลาง เพราะทันทีที่เฮียเกรทพูดอย่างนั้น เสียงกัมปนาทก็ดังมาจากข้างหลังของผมในทันที “ทำบ้าอะไรกัน แล้วไหนอะไรที่ตายเกลื่อน!!” เสียงที่ดังมาจากหน้าประตูบ้านทำให้ผมถึงกับสะดุ้งเฮือก สายตาของผมกวาดมองไปยังจุดนั้นด้วยความรู้สึกเย็นวาบที่มากกว่าตอนแรกมากนัก ภาพของเฮียกฤตพี่ชายคนโตยืนทำหน้าถมึงทึงฉายแบบสโลว์โมชั่นอยู่ต่อหน้าผม ความโกรธจากน้ำเสียงของเฮียนั้นทำให้ผมเห็นควันที่ลอยออกมาจากหัว งานนี้บอกเลยว่า ตาย ลูก เดียว “กัณฑ์ มึงขับรถชนอะไร” ใบหน้าขึ้นสีแดงจัดของเฮียกฤตทำให้ผมถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความตอบไม่ถูก แล้วเฮียก็แจกจ่ายความขนลุกไปยังเฮียเกรทที่ยืนบ่นผมอยู่ก่อนหน้านี้ แต่พอเจอพี่ใหญ่มาเฮียเกรทถึงกับเงียบกริบไม่กล้าปริปาก ส่วนผมก็ได้แต่หลุบตาลงต่ำในขณะที่หัวใจเต้นรัวไปกับความผิดที่ได้ก่อ “ตอบ!” เสียงดุๆ ของพี่ชายคนโตทำให้เฮียเกรทไม่รอช้าชี้นิ้วไปยังเป้าหมายที่กองอยู่หน้าบ้านทันที ต้นไม้เหล่านั้นที่ผมชนเละ แต่กลับได้บอกเฮียแค่คำว่า...ตายเกลื่อน จะว่าไปเฮียบอกว่าจะมาตอนค่ำๆ ไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เพิ่งจะบ่ายสามเท่านั้นเอง อย่าบอกนะว่าที่โกรธขนาดนี้เพราะคำพูดนั้นของผม ถ้าเป็นอย่างนั้นการเงียบคงจะมีแต่เร่งให้ตายเร็วกว่าเดิม ผมจึงได้อ้าปากยอมรับไปอย่างเสียไม่ได้ “ต้นไม้เฮียเกรทครับเฮียที่ผมชน แฮร่” รอยยิ้มแห้งๆ ถูกส่งให้พี่ชายคนโตผู้เป็นเสาหลักของบ้าน แต่นั่นกลับทำให้เฮียควันออกหูยิ่งกว่าเดิม “ไอ้กัณฐ์! มึงนี่มัน…” “เฮียๆๆๆ อ้ากกกก” ผมถูกดึงไปนั่งจุมปุ๊กอยู่ตรงหน้าเฮียสภาพไม่ต่างอะไรจากลูกหมาที่โดนหิ้วคอเลยสักนิด ก่อนที่เฮียจะเริ่มสวดต่อทั้งที่เสียงเฮียเกรทซึ่งบ่นยาวหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังติดอยู่ในหูผมอยู่เลย “แค่ชนกระถาง แต่บอกว่าตายเกลื่อน มึงกล้าเล่นแบบนี้ได้ไงวะ รู้ไหมว่ากูตกใจแค่ไหน ต้องทิ้งงานรีบมาหามึงก็เพราะกลัวว่ามึงจะทำใครตาย แล้วนี่อะไร?” ผมได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิดไม่กล้าต่อล้อต่อเถียง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาเฮียด้วยซ้ำ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเฮียกฤตนั้นทั้งโมโหร้ายทั้งขี้โวยวาย ยิ่งกับต้นไม้ที่แกรักยิ่งชีพ อย่าว่าแต่ด่าเลย ตีน้องคนนี้เพราะต้นไม้เฮียก็ทำมาแล้ว นี่ถ้าในใบสูติบัตรไม่ได้เขียนชื่อพ่อแม่คนเดียวกัน ผมคงคิดว่าผมถูกเก็บมาจากกอไผ่ข้างบ้านแหงๆ “สนุกมากเลยใช่ไหม!” นั่นคือคำสุดท้ายที่ผมฟังเฮียรู้เรื่องเพราะสติหลุดไปช่วงหนึ่ง จนเฮียเกรทที่ก่อนหน้านี้บ่นผมเป็นวรรคเป็นเวรต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยให้ “เฮียอย่าด่ามันเลย มันแตกไปแล้วก็แค่ซื้อใหม่ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง” ทว่านั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการฝังตัวเองลงกับหลุมข้างๆ ผม ขิตคู่แบบไม่ต้องสืบ “มึงก็อีกคนไอ้เกรท เฮียส่งมาเป็นชาติแล้วยังไม่ได้เอาลงดินอีกหรือไง หรือว่าจะรอให้มันงอกในกระถางเล็กๆ พวกนี้ซะก่อน” บอกแล้วว่างานนี้ตายหยังเขียด ไม่ได้ตายคนเดียวด้วยแต่เป็นตายคู่ ตอนแรกถูกด่าคนเดียวผมก็กลัวอยู่หรอก แต่พอรู้ว่ามีคนถูกด่าเป็นเพื่อน จู่ๆ มันก็เหมือนมีคนมาหารความผิด ไม่ต้องแบกรับคนเดียวอีกต่อไป ก็เลยสามารถยิ้มได้ขึ้นมานิดหน่อย “โดนด่าแค่นี้เป็นใบ้กันเลยหรือไง” “ก็เฮียเล่นพูดคนเดียว ใครมันจะแทรกทัน” เพราะความชิลจากการมีผู้ร่วมชะตากรรม ทำให้ผมเผลอพูดล้อเล่นออกไป แต่ครั้งนี้เฮียกฤตไม่ได้ทำหน้าถมึงทึงเหมือนเดิมแล้ว แค่กอดอกแล้วพูดเสียงเรียบตอบกลับมาเท่านั้น “ปากดีจังนะไอ้ตัวแสบ” “ผมเปล่าน้าเฮีย แค่เป็นคนตรงๆ เองครับ” “เดี๋ยวตบกบาลแยกเลย” “เอาแบบนี้นะเฮีย เราเข้าบ้านกันก่อนดีไหม ใจจะได้ร่มๆ” เฮียเกรทว่าพลางหันมาพยักพเยิดให้ผมเชิงบอกว่ารีบเนียนด่วนๆ ก่อนที่เฮียกฤตจะพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วเดินนำเข้าบ้านไป ผมเลยได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก “เกือบไปแล้วไหมล่ะไอ้กัณฐ์เอ๊ยยย” ผมรีบเดินตามเฮียๆ เข้าไปในทันที ทว่าเมื่อเดินตามหลังมา กลับพบเฮียกฤตที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้องนั่งเล่น ที่ก่อนหน้านี้ผมและเฮียเกรทได้จัดเตรียมทั้งเค้กทั้งลูกโป่งเอาไว้เพื่อเซอร์ไพรส์วันเกิดพี่ชายคนโตคนนี้ ใช่แล้ว วันนี้คือวันเกิดของเฮีย ผมตั้งใจว่าจะทำให้เฮียดีใจเลยรีบกลับบ้านเอาของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์กลับมาจนชนเข้ากับต้นไม้หน้าบ้าน เห็นเป็นไอ้ตัวแสบอย่างนี้แต่ผมก็มีมุมน่ารักนะ ไม่ใช่ว่าอยากจะทำดีป้องกันโดนด่าหรอก ไม่ใช่จริงๆ “นี่มัน…” เห็นเฮียกฤตพูดไม่ออก เฮียเกรทก็เดินไปหยิบเอาหมวกปาร์ตี้มาสวมให้ ทว่านั่นไม่ได้ทำให้เจ้าของวันเกิดมีท่าทีดีใจเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ากลับแสดงอาการขุ่นเคืองออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ไอ้เกรท ไอ้กัณฑ์ ทำบ้าอะไรกันวะ” ทันใดนั้นสัญญาณอันตรายก็ทำให้เราสองคนเริ่มโบ้ยใส่กัน มือชี้ไปที่กันและกันอย่างพร้อมเพรียง “ให้มันได้อย่างนี้สิ พวกแกลืมไปแล้วหรือไงว่าวันนี้วันตายของใคร” วันตายของพ่อกับแม่...ทำไมผมจะจำไม่ได้ แต่เรื่องมันเกิดตอนที่ผมยังเด็กมากจนผมจำความรู้สึกนั้นไม่ได้แล้วมั้งนะ ตอนนั้นผมอายุแค่ 9 ขวบ รู้แค่ว่าหลังงานศพก็ถูกจับเข้าโรงเรียนประจำ เลยไม่ได้มีความทรงจำที่เจ็บปวดกับเรื่องนั้นเท่าไหร่ “รู้ครับ แต่ว่า…มันก็คือวันเกิดของเฮียนะ” “นั่นสิเฮีย พวกเราไม่เคยลืมหรอกว่าวันนี้เราสูญเสียคนที่รักมากไป แต่เราที่ยังอยู่ก็ควรเดินหน้าต่อ เฮียช่วยรับความหวังดีจากน้องชายได้ไหม ให้พวกเราพี่น้องได้ทำอะไรให้เฮียบ้าง” “ใช่ๆ เฮียเกรทพูดโดนใจมาก ถูกทุกอย่างเลย มาๆ เฮียนั่งลงก่อน” ผมทำเป็นกลบเกลื่อนแล้วดันพี่ชายคนโตให้เข้าไปนั่งบนโซฟา ทว่าเฮียเกรทกลับถามถึงน้องสาวคนเล็กที่วันนี้ไม่ได้มาด้วย “แล้วอาหมวยเล็กล่ะ ไม่มาด้วยเหรอเฮีย” ผมเองก็มัวแต่กลัวหัวหดจนลืมน้องสาวอย่าง เกล้า ไปเลย ปกติแล้วเฮียกฤตหวงน้องสาวคนเล็กจะตายชัก ไม่ว่าไปไหนก็ต้องหนีบไปด้วย ขนาดที่ว่าไม่ยอมให้ลงมาเรียนกรุงเทพฯเพราะกลัวไกลหูไกลตา ไอ้ผมเองนี่อายุห่างจากน้องเกล้าแค่ปีเดียวเองเถอะ ไม่เห็นเฮียจะห่วงอย่างนี้บ้าง ถ้าหากเป็นคนอื่นคงคิดน้อยใจที่พี่ชายรักน้องไม่เท่ากัน แต่สำหรับผมแล้วนั่นถือเป็นข้อดีมากกว่า อยู่ที่นี่โคตรจะมีอิสระ ไม่ต้องถูกบังคับให้ทำนั่นทำนี่ แค่จะมีช่วงเทศกาลที่ต้องพบปะครอบครัวบ้างจึงต้องทำตัวเรียบร้อยให้เฮียเห็น แต่ก็ไม่ถือว่าลำบากลำบนอะไร “ถ้ามาก็เห็นแล้วดิ” เฮียกฤตตอบอย่างกวนๆ “ป่วยอีกตามเคยสิ” เฮียเกรทว่าต่อ “งั้นก็ช่างยัยหมวยเล็กเถอะ เรามาฉลองกันดีกว่า” ผมไม่รอช้าเริ่มรินเหล้าแล้วส่งให้เฮียๆ ในทันที “แด่เฮียผู้เป็นที่รักยิ่งของผม ผมขอให้เฮียอยู่ดุด่าผมไปอีกนานแสนนานเลยนะครับ แล้วก็ขอให้เฮียมีเมียเร็วๆ จะได้เลิกวุ่นวายกับชีวิตน้องๆ เป็นบางโอกาส” พอผมพูดจบ เฮียเกรทก็พูดต่อ “งั้นก็แด่เฮีย ผู้เป็นที่รักยิ่งของผมเช่นกัน ผมขอให้เฮียอย่าส่งต้นไม้ดอกไม้ของเฮียมาที่บ้านอีกเลย เพราะคราวหน้าผมไม่มั่นใจว่านอกจากไอ้ตัวแสบจะขับชนแล้วนั้น รอบหน้าผมคงได้เป็นคนชนเองแน่” ปึก! จู่ๆ เฮียกฤตก็กระแทกแกล้วเหล้ากับโต๊ะทำเอาผมสะดุ้งเล็กน้อยเพราะยังหลอนเรื่องก่อนหน้านี้ แรงกระแทกนั้นทำเอาเหล้าในมือเฮียกระจายเป็นวงกว้างจนผมต้องกระถดหลบเป็นการใหญ่ “งั้นเฮียก็ต้องอวยพรพวกแกกลับด้วย รับพรกันให้ดีๆ เลยแล้วกัน” “อย่าเฮีย!” เฮียเกรทรีบท้วงทันควัน ส่วนผมนี่รีบวิ่งเข้าไปนวดไหล่เฮียด้วยความลนลาน “เฮียกฤต วันเกิดเฮียพวกเราอวยพรให้น่ะถูกต้องแล้ว เอาไว้รอวันเกิดเฮียเกรทนะ ผมจะไม่ห้ามเฮียอวยพรเลย” “เอ้าไอ้เวรนี่ โยนขี้มาให้ซะงั้น” สำหรับคนอื่นแล้วคำอวยพรจากพี่ชายคงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่กับบ้านผมนั้นไม่ใช่ ได้ยินว่าจะอวยพรนี่เตรียมฉิบหายกันถ้วนหน้าได้เลย “เอาน่าเฮียใจร่มๆ ขืนเครียดไปหน้าแก่หาเมียไม่ได้นะ...” ประโยคหาตีนแบบนี้ไม่ได้ออกมาจากผมหรอกครับ ทว่าพอเฮียกฤตทำท่าจะหน้าบึ้ง เฮียเกรทก็เบนความสนใจไปที่แมวเหมียวผู้มาใหม่แทน “โอ๊ะ นั่นลูกพ่อ” เรื่องความทาสแมวต้องยกให้พี่ชายคนรองคนนี้ของผมเลย ถ้าเกิดว่าเฮียกฤตถูกเรียกว่าคนที่รักต้นไม้มากกว่าพี่น้อง เฮียเกรทก็คงจะมีแมวนี่แหละที่รักมากกว่าน้องชายอย่างผม แต่ละคนนี่จะคลั่งรักน้องชายที่น่ารักอย่างผมมันไม่ได้เลยหรือไงนะ “ว่าไงคะลูกหิวหรือยังวันนี้อยู่ในห้องนะคะ เพราะตัวร้ายมารวมตัวกันเดี๋ยวหนูจะโดนลูกหลงนะคะลูก” พูดจาคะขาดูแล้วน่าขนลุก เวลาอยู่กับน้องกับนุ่งไม่เห็นจะพูดอย่างนี้เลย น่าหมั่นไส้ไอ้แมวนี่ เดี๋ยวพ่อก็จับต้มซะเลย “ไอ้เกรทเอ็งต่างจากเฮียตรงไหน ผู้ชายอะไรคุยกับแมวเสียงสอง” “เฮียกฤตไม่รู้เหรอครับว่าเฮียเกรทเขาใจดีแค่กับแมว ส่วนเด็กสตรีมีครรภ์คนแก่ชรา เฮียเตะไม่เลี้ยง” ผมพูดกลั้วหัวเราะ “ไอ้นี่วอนซะแล้ว ค่าเทอมปีนี้หามาจ่ายเองนะ” ทว่าคำพูดของเฮียเกรททำให้ผมหัวเราะไม่ออก เรื่องอะไรก็ช่างผมไม่สน แต่เรื่องเงินนี่เรื่องใหญ่ ชีวิตวุ่นๆ ของวัยรุ่นยังเกาะพี่ชายแดกก็แบบนี้แหละครับ และผมรู้ด้วยว่าเฮียไม่ได้พูดเล่น "​เฮียกฤตช่วยผมด้วย" "ไม่รู้เรื่องของใครก็เคลียร์กันเอาเอง" "เฮียเกรท ผมสำนึกผิดไปแล้ว" "เดือนนี้หักค่าขนมครึ่งนึง ไอ้รถที่ชอบไปชนก็ไม่ต้องขับ เอารถฟีโน่ยัยเกล้าไปขับแทน" “โห่เฮีย...” “ไม่ต้องมาโห่เลย แค่กูไม่ไล่มึงไปนอนวัดก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว” เพราะไม่อยากไปนอนวัดผมเลยต้องหุบปากทั้งที่ไม่ได้เต็มใจนัก เพราะรู้ว่าคนอย่างเฮียเกรทแม่งเอาจริงแน่ๆ “เอ้อ แล้วก็ไอ้ผมรากไทรนี่ขอได้ปะ ไปตัดซะ ถือว่าเฮียขอ” รถก็แล้ว ห้องก็แล้ว ยังจะลามมาที่ผมอีก อย่างอื่นผมทำให้ได้หมด แต่นี่ของรักของหวง ไม่ได้อย่างเด็ดขาด “ไม่เอาอะ ไม่ตัด” “เห็นแล้วทุเรศลูกตา” แม่งเอ๊ย โคตรจะหงุดหงิด ชีวิตผมมันจะมีอะไรซวยกว่านี้อีกไหมเนี่ย [1] พระเอกจากเรื่อง ถึงจะชั่วก็ผัวเธอ โดย เรดเลดี้ [2] พระเอกจากเรื่อง เดิมพันรักผัวชั่วคราว โดย แอดมินตัวกลม
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม