ชีวิตผมมัน จะบัดซบไปถึงไหน โดนยึดรถ ลดค่าขนมลงครึ่งนึง จากที่เคยได้เงินเดือนละสองหมื่น ตอนนี้เหลือแค่หมื่นเดียว หมื่นเดียวมันจะไปพอกินอะไร แค่ค่ารถไปกลับระหว่างคอนโดกับมหาลัยก็เดือนละห้าพันกว่าแล้ว ไหนจะค่าข้าวเช้าเที่ยงเย็น ค่าเหล้า ค่าชีท ค่านู่นค่านี่ โห นี่แม่งจะฆ่ากันชัดๆ
“ทำหน้าเป็นตูดอีกแล้วนะมึง มาเที่ยวทั้งทีก็ดื่มๆ เข้าไป”
ไอ้ เบย์ ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการออกมาดื่มครั้งนี้ว่าพลางเทเหล้าใส่แก้วของผมจนเกือบเต็ม ไอ้ห่ารากเอ๊ย น้ำแข็งละลายเต็มแก้วก็ไม่รู้จักเทออก มันก็จางหมดสิวะ ช่วงนี้ทรัพย์มีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัด อะไรที่เคยฟุ่มเฟือยก็ต้องประหยัดไว้ก่อน ถึงเพื่อนจะบอกว่าการประหยัดที่ดีที่สุดคือการไม่ออกมาเที่ยวก็เถอะ แต่มันไม่ได้โว้ย
เพราะเสืออย่างผม ถ้าไม่ออกล่าก็ยอมเป็นหมาดีกว่า
“วันก่อนกูได้ยินว่ามึงเอารถไปลองเครื่องใหม่มา มันไม่เวิร์กหรือไงถึงได้ทำหน้างั้น”
พูดถึงรถแม่งโคตรเจ็บกระดองใจ ตอนนี้รถสุดที่รักถูกพี่ชายยึดกุญแจจอดเน่าอยู่ในโรงรถ ส่วนผมก็ต้องเอารถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของน้องเกล้า น้องสาวคนสุดท้องมาใช้แทน เป็นรถฟีโน่คันสีชมพูแปร๋นแบบผู้ญิ๊งผู้หญิงจนผมต้องนั่งวินมาเรียนสามวันแล้ว หวานขนาดนั้นใครมันจะไปกล้าขับ แต่จะนั่งวินตลอดก็ไม่ได้ เพราะเงินที่มีก็ไม่ค่อยจะพอกินอยู่แล้ว
“ไม่ใช่ไม่เวิร์ก แต่เอาไปชนมา ตอนนี้อยู่อู่”
ผมโกหกเพื่อนเพราะไม่อยากให้มีใครรู้เรื่องที่ชนไม้ประดับหน้าบ้านจนถูกยึดกุญแจ แต่พวกมันกลับทำหน้าไม่เชื่อกันใหญ่
“อย่ามาหลอกซะให้ยาก คนอย่างมึงอะนะจะเอาไปชน แล้วไอ้ชมพูที่จอดอยู่ลานจอดรถคอนโดมึงมันรถใคร โดนพี่ชายลงโทษก็ว่ามาเหอะว้า”
คนที่พูดคือ ไมเนอร์ ไอ้นี่มันรู้เรื่องในชีวิตผมดีกว่าชีวิตมันเองอีก โดยเฉพาะเรื่องน่าอายนะแม่งไวยิ่งกว่าป้าข้างบ้าน ก็มันจะไม่รู้เรื่องรถนั่นได้ยังไง เพราะคนที่เปิดประตูให้เฮียๆ ตอนเอารถเข้าไปจอดก็คือมันเอง คนที่อยู่คอนโดระเบียงติดกับผมแต่ดันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่ห้องผมแทนห้องตัวเองจนค่าไฟผมขึ้นเดือนละหลายพัน คนอย่างมันนี่แหละที่แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมอยู่แล้ว เหลือแค่มีเมียคนเดียวกันเท่านั้นแหละที่ยังไม่ได้ทำ
“รู้มากไอ้สัส”
“งั้นก็แสดงว่าตอนนี้มึงไม่ไปสนาม ไม่ได้ไปลงแข่งแล้วดิถ้ามึงไม่มีรถอะ”
เอลซ์ มันคือลูกชายนักแข่งรถชื่อดังที่มีชื่อเสียงของพ่อเอาไว้เสียเปล่า ทุกวันนี้มันเล่นเกมจนแทบจะตั้งทีมอีสปอร์ตของตัวเองได้อยู่แล้ว หลายครั้งผมแอบสงสัยว่ามันชอบคนหรือชอบตัวละครในเกมกันแน่ เพราะไม่เคยเห็นมันมีแฟนมาก่อนเลย
แต่พอมันถามอย่างนั้นผมเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยอารมณ์เซ็งเป็ด ไอ้เรื่องโดนลดค่าขนมไม่เท่าไหร่ แต่ไม่มีรถไปแข่งนี่เรื่องใหญ่เลยนะ สำหรับคนที่รายได้หลักคือการแข่งรถเอาเงินเดิมพันอย่างผม นี่คือเรื่องใหญ่ที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ไม่อย่างนั้นได้ทนกินแกลบไปทั้งเดือนแน่
“เชี่ยเอ๊ย แล้วกูต้องทำไงดีวะเนี่ย”
“งั้นเอางี้”
เอลซ์เงยหน้าขึ้นมาจากมือถือชั่วคราว ก่อนจะปิดเกมซึ่งเพิ่งแสดงตัวหนังสือ Victory ที่หน้าจอแล้วเปิดอินสตาแกรมของหญิงสาวคนหนึ่งยื่นมาตรงหน้าผม
“ใครวะ”
“ลลิส รุ่นน้องปีสองคณะท่องเที่ยว สวยปะ?”
เจ้าของโปรไฟล์สีดำที่มันยื่นมาให้ดูนั้นไม่ค่อยคุ้นหน้าผมสักเท่าไหร่ คงเพราะผมไม่ค่อยสนใจชาวบ้านด้วยมั้ง ทว่าดูจากภาพที่ลงไอจีกลับดึงดูดให้ผมหยุดมอง เป็นผู้หญิงที่ใบหน้าไม่ได้สวยโดดเด่นมาก แก้มยุ้ยๆ ตาโตแต่มีความเฉี่ยวอยู่ในแววตา ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วย และที่น่ามองคือหุ่น สะบึมสุดไรสุด ยิ่งยามปัดผ่านคลิปเต้นสั้นๆ ที่เธอลงเอาไว้ กางเกงเอวต่ำที่เธอสวมใส่โชว์กล้ามท้องน้อยๆ สไตล์สาวออกกำลังกาย มันทำให้หัวในเป้ากางเกงของผมผงกสู้ทันที
ใจเย็นไอ้สอง แค่รูปเว้ยไอ้เหี้ย นี่มันร้านเหล้าอย่าเพิ่งออกฤทธิ์เว้ย
“คนนี้มันทำไมวะ” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย
“เขาว่ากันว่าได้ยากมาก เป็นเด็กกิจกรรมแต่หยิ่งโคตรๆ หล่อปานเทพบุตรไปจีบก็ไม่เอา รวยล้นฟ้าก็ไม่เอา ขนาดที่ว่าหลอกเลี้ยงเหล้าเป็นหมื่นพาไปส่งถึงห้องก็ยังไม่เอา”
รู้ลึกรู้จริง รู้เหมือนโดนเองเลยนะไอ้เพื่อนรัก ฟังจากที่เล่าๆ มานี่คงไม่ใช่ เขาว่ากันว่า หรอก ดูทรงคงจะโดนเองมากกว่า
“เขาที่ว่านี่คือใครวะ”
“นู่นไง” มันพยักพเยิดไปทางดานหลังผม แล้วก็ตามคาด คนที่โดนไม่ใช่ใครแต่เป็นไอ้เบย์เพื่อนรักนั่นเอง
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าสนใจนะ คนอย่างผมมันชอบความท้าทาย ยิ่งได้ยากยิ่งอยากได้ ยิ่งเป็นอะไรที่เพื่อนอยากได้แล้วไม่ได้ ก็ยิ่งน่าลองเข้าไปใหญ่
“แล้วไง มึงจะให้กูทำอะไรล่ะ” ผมแสดงท่าทีสนใจทันที
“ไอ้เบย์ให้เลยห้าพัน ถ้ามึงสามารถพาน้องขึ้นห้องได้วันนี้”
แบบนี้ก็หวานสิครับ แต่ว่านะ...
“พูดเป็นการ์ตูนไปได้ อยู่ดีๆ เดินไปล่อเค้าง่ายมากมั้ง อยู่ไหนก็ไม่รู้”
สิ้นคำพูดของผม เอลซ์ก็ชี้ไปยังอีกฟากของร้านซึ่งเป็นทางเข้า
“อยู่นู่นไง”
ผมหันไปตามที่เพื่อนบอก ก่อนจะเจอกับหญิงสาวที่เดินเข้ามาพร้อมกับแก๊งเพื่อนของเธออีกสองคน ที่ตรงนั้นแสงไม่ได้จ้ามากเนื่องจากเป็นทางเข้าร้าน ทว่าใบหน้านิ่งของเธอกลับดึงดูดสายตาจนผมอดมองไม่ได้
ในรูปในคลิปที่เธอลง เธอดูเป็นผู้หญิงแพรวพราวเล่นหูเล่นตาเก่งมากๆ ทว่าท่าทางที่เดินเข้าร้านมากลับไม่ใช่อย่างนั้น เธอมีสีหน้าที่เรียบเฉยไม่มองซ้ายไม่มองขวา ไม่ยิ้มตอบแม้ว่าจะมีชายหนุ่มมากมายเข้ามาสนใจ หนำซ้ำยังมีความหงุดหงิดเล็กๆ เจืออยู่บนใบหน้าทำให้เธอดูสวยคมกว่าในรูปมาก ไหนจะเสื้อสายเดี่ยวหนังสีดำเอวลอยที่ใส่คู่กับกางเกงทรงลุงเอวต่ำ ตัวเดียวกับในคลิปที่ลงล่าสุดเด๊ะ เมื่อบวกกับผมสีน้ำตาลส้มที่ทำให้เธอโดดเด่นมากๆ ในกลุ่มเพื่อน มันยิ่งทำให้หัวใจของผมเต้นรัว
สวยมากครับ อยากได้
“เอาไง ทำได้ปะ”
เอลซ์ถามย้ำอีกครั้ง เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผมก็ต้องรับไว้อย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องผู้หญิงนี่ไว้ใจผมเถอะ เห็นอย่างนี้ผมก็ได้ฉายาว่า กัณฐ์ ขยันซอย ตัวตึงแห่งแก๊งท้ายห้องวิศวะ ผู้หญิงทุกคนจะต้องคลานเข่าเข้ามาหาเพียงแค่ผมกระดิกนิ้วเท่านั้น กับอีแค่เด็กคนเดียวไม่คณามือผมหรอก
“รอดูฝีมือได้เลย”
[End Kant’s part]
[Lalis’s part]
ย้อนกลับไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว
ชาวเน็ต 1 : ทีมนี้เก่งกันมากเลยอะ เต้นเก่งสุดไรสุด
ชาวเน็ต 2 : เนอะ ฉันก็ว่า ยิ่งหัวหน้าทีมนะ อย่างเปรี้ยวอะ
ชาวเน็ต 3 : แต่ทำไมหน้าหัวหน้าทีมกับหน้ากรรมการเหมือนกันเลยอะ ล็อกมงหรือเปล่าวะแก ฉันว่าอีกทีมเต้นดีกว่าตั้งเยอะ
ฉันต้องรู้สึกยังไงกับคอมเม้นพวกนี้กันนะ หลังจากที่เพิ่งจบการแข่งขัน Cover Dance ไปหมาดๆ ด้วยชัยชนะของทีมเรา ก็มีคอมเม้นมากมายที่ส่วนใหญ่ไปในทางเดียวกัน...
คือวิจารณ์หน้าตาของฉันกับ อลิตา ดาราสาวชื่อดังวัยสามสิบปลายๆ ที่กำลังมีกระแสมากๆ ช่วงนี้ เนื่องด้วยซีรี่ส์ที่หล่อนเล่นนั้นดังเป็นพลุแตกทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ทุกคนต่างก็ชื่นชอบและให้ความสนใจ
แต่กับฉัน...ที่เป็นลูกสาวแท้ๆ กลับรู้สึกว่ายิ่งเธอดังมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งตัวเล็กมากเท่านั้น
[เอารูปพ่อแม่แกไปโพสต์ซะสิ อย่าให้คนอื่นเข้าใจว่าแกคือลูกฉัน ตอนนี้ฉันกำลังไปได้ดี อย่ามาขัดแข้งขัดขาฉันนะ]
ฉันเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนสามารถให้กำเนิดลูกได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะเป็นแม่ ถ้าเก่งแค่ทำลูกแล้วเลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่สู้ทำแท้งไปตั้งแต่ฉันยังไม่รู้ความจะดีซะกว่า
ถึงจะเจ็บปวดกับเรื่องนั้นมาตลอด แต่สุดท้ายแล้วฉันก็ใช้ชีวิตโตมาจนอายุ 20 จนได้นั่นแหละ
“ถ้าแม่คิดว่าตัวเองจะมาถูกขัดขาง่ายๆ เพราะแค่มอบรางวัลให้เด็กมหาลัยคนหนึ่ง งั้นก็ไม่สมควรเป็นดาราหรอกค่ะ”
[นังลิส แกอย่ามายอกย้อนฉันนะ ลืมไปแล้วหรือไงว่าเงินที่แกใช้ทุกวันนี้น่ะ...]
“...มาจากน้ำพักน้ำแรงของแม่ ทำไมต้องย้ำด้วย หรือกลัวคนอื่นเขาไม่รู้ว่ามีลูกแล้วไม่เลี้ยง แต่ก็ยังให้เงินมาถลุงทุกเดือน?”
ปลายสายถึงกับเงียบไปราวกับรับไม่ได้ในสิ่งที่ฉันพูด แต่ฉันก็พูดถูกใช่ไหมล่ะ ทุกคนที่รู้เรื่องนี้มักจะบอกว่าฉันคือความผิดพลาดของพ่อแม่ การมีฉันมันทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ ฉันไม่สมควรที่จะอยู่บนโลกใบนี้ งั้นทำไมพวกเขาไม่ไปถามคนสองคนที่มันผลิตลูกคนนี้ออกมาบ้างล่ะ ว่าจะรักสนุกกันไปตั้งแต่แรกทำไมให้คนคนหนึ่งต้องเกิดมาอย่างเจ็บปวด
ถามฉันสักคำสิ ว่าฉันอยากเป็นลูกพวกเขาหรือเปล่า?
“โทรมาบ่นแค่นี้ใช่ไหม? บ่นจบหรือยัง ถ้าจบแล้วก็โอนเงินมาด้วยสองหมื่น”
ฉันไม่สนหรอกว่าคำพูดตัวเองจะทำให้คนที่ขึ้นชื่อว่าบุพการีเจ็บปวดยังไง ตอนนี้ฉันอาจจะยังต้องง้อเพราะยังเรียนอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่ฉันเรียนจบมีงานทำ พวกเขาจะต้องเสียใจที่ไม่ได้ให้ความรักกับฉันตั้งแต่ต้น
[สองหมื่น? แกนี่ใช้เงินเป็นน้ำเลยนะ คิดว่าฉันเป็นเอทีเอ็มหรือยังไง]
“ก็ประมาณนั้นแหละ”
อันที่จริงก็แย่กว่าเอทีเอ็มนิดหน่อย ตรงที่เอทีเอ็มมันทำลายชีวิตฉันไม่ได้
[ทำไมไม่รู้จักไปขอพ่อแกบ้าง ไม่เห็นเหรอว่าทุกวันนี้เขาเอาลูกสาวอีกคนออกสื่อมีหน้ามีตา แล้วทำไมยังปล่อยให้แกมาไถเงินฉันอยู่แบบนี้]
ฉันถึงกับถอนหายใจให้กับความคิดที่เน่าเฟะของผู้เป็นแม่ นี่เหรอที่สามารถเรียกตัวเองว่าแม่ได้ ก็ถ้าเขาไม่ได้มีลูกสาวคนนั้น ฉันจะมาเป็นลูกในความลับต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ อย่างทุกวันนี้ไหม แม้แต่ชื่อพ่อแม่ในใบเกิดก็ยังเป็นพ่อแม่บุญธรรมที่ได้รับการว่าจ้างมา มันไม่น่าเจ็บปวดเลยใช่ไหม?
“ขอมาแล้วค่ะ แต่ก็ใช้หมดแล้ว คิดว่าไม่เกินอาทิตย์ก็คงไปขอเพิ่ม”
ฉันพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าในใจจะอยากกรี๊ดใส่คนในสายมากแค่ไหนก็ตาม
[แกใช้เงินทำอะไรนักหนาฮะ ฉันถามจริงๆ เถอะ เดือนนี้แค่แกขอจากฉันไปก็จะล้านนึงแล้วนะ]
นั่นมันน้อยมากๆ เลย ถ้าเทียบกับสิ่งที่พวกเขาสองคนทำ ใช้ความสนุกของตัวเองทำลายชีวิตเด็กคนหนึ่ง แค่เดือนละล้านมันยังน้อยไปด้วยซ้ำ
“หนูก็เอาไปทำเหมือนแม่นั่นแหละ”
[...]
“กิน...ดื่ม แล้วก็เปย์ผู้ชาย”
[นังลิส!!!]
“แค่นี้นะคะ ผู้ชายโทรตามแล้ว อย่าลืมโอนมาล่ะ”
พูดจบฉันก็ตัดสายทิ้งในทันที ทิ้งความหงุดหงิดไว้ให้ที่ปลายสายโดยไม่ให้โอกาสเธอได้ระบายออกมา ส่วนฉันก็นั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่สามารถกวนอารมณ์แม่ตัวเองได้สำเร็จ แต่ความอารมณ์ดีนั้นก็อยู่ได้เพียงชั่วครู่ เพราะต่อมาก็มีข้อความเข้ามาจากพ่อ...
เฮ้อ...พวกเขาจะต้องทำให้ฉันอยู่อย่างทุกข์ใจไปตลอดชีวิตให้ได้เลยสินะ
ท่าน สส. : จะทำอะไรกับแม่แกก็อย่าให้มันมากระทบถึงฉัน ไอ้คอมเม้นที่บอกว่าแกกับแม่หน้าเหมือนกันก็ไปลบซะ
เหอะ พวกน่าสมเพชอีกคนแล้ว เขาอายที่มีแม่ฉันเป็นเมียน้อย แล้วก็อายที่มีฉันเป็นลูกมากขนาดนั้น แล้วจะมีฉันมาตั้งแต่แรกทำไมนะ เท่าที่ฉันรู้จากพี่เลี้ยงที่เลี้ยงฉันมาจนท่านจากไปเมื่อหลายปีก่อน ฉันได้รู้ว่าเมื่อก่อนภรรยาของพ่อแท้งลูก หมอวินิจฉัยว่าอาจจะท้องไม่ได้อีกแล้ว พ่อกับแม่ฉันเลยมีความสัมพันธ์กันเพื่อที่จะมีฉันมาเป็นทายาท โดยที่ภรรยาของพ่อเองก็รับรู้เรื่องนี้ แต่ไม่นานภรรยาของพ่อกลับตั้งท้อง คลอดน้องสาวฉันออกมา ทำให้ฉันถูกทิ้งไว้กับพี่เลี้ยงตั้งแต่อายุเพียงขวบเศษเท่านั้น
มันน่าเศร้าใช่ไหมล่ะ ถูกพ่อทิ้งมันคงไม่เจ็บปวดเท่าไหร่ แต่แม่ก็ดันทิ้งฉันเพราะกลัวรบกวนการทำงานในวงการ ฉันเลยกลายเป็นส่วนเกินที่ครอบครัวนี้ไม่ต้องการ
แต่ถามว่าฉันต้องการพวกเขาไหม...ก็ไม่ ที่ฉันต้องการมีแค่เงินเท่านั้นแหละ