ตอนที่11/2เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน(มือ)

2065 คำ
เนื้อหานิยายเพิ่มเติมจากตอนที่หนึ่งนะคะ มาต่ออีกนิดหนึ่งค้าบบบ หลังจากงานประมูลเพชรจบลง นักข่าวหลายสำนักมายืนรอสัมภาษณ์เจ้าของบริษัทเพชรและอัญมณีหลายเจ้า ที่มาร่วมงานประมูลใหญ่นี้รวมทั้งพวกไฮโซ เซเลปหรือแม้ดาราชื่อดัง ก็มาร่วมงานนี้ด้วยและดาราหนึ่งในนั้นคือดาวประกายนางเอกสาวสวยของช่องโทรทัศน์ช่องดังอย่างเดอะวันไนท์ แน่นอนว่าถ้าใครพูดถึงดาราสาวคนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเพราะเธอทั้งสวย เก่ง ฉลาดรอบด้าน นอกจากเธอจะฉลาดรอบด้านแล้ว หน้ากับใจยังด้านพอๆ กันอีกด้วย “ช่วงนี้มีกระแสข่าวว่าคุณฐากูรกับคุณอรปรียากำลังจะเลิกกันจริงหรือเปล่าคะ” “บางสำนักข่าวก็ออกมาแฉว่าขาเตียงหักแล้ว เรื่องนี้มันยังไงกันคะคุณฐากูร แล้วมีข่าวออกมาว่าคุณแอบคบกับนักแสดงสาวคนหนึ่งอยู่ มันจริงหรือเปล่าคะ” นักข่าวหลายสำนักจอไมค์ยื่นมาตรงหน้าฐากูรกับฉันที่กำลังยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ภายในงานประมูล ฉันคิดไว้แล้วว่าต้องเจอนักข่าวและถูกถามเรื่องนี้เพราะมันเป็นเรื่องอือฉาวในสังคมที่ใครๆ ก็อยากรู้คำตอบและการที่เขาพาฉันมางานนี้ ก็เพื่อมาช่วยตอบคำถามนักข่าว เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์จากคำครหาพวกนั้น ฉันรู้สันดานของผัวตัวดีคนนี้ดีที่สุดว่าคิดอะไรอยู่และเขาจะตอบนักข่าวว่ายังไง “ผมกับอรเราสองคนรักกันดีครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ส่วนเรื่องผู้หญิง ผมเลิกหมดแล้วครับ ผมยอมรับนะว่าผมเคยเจ้าชู้ แต่ตอนนี้ผมรักแค่ภรรยาผมคนเดียวครับ” คนพูดเอื้อมมือโอบไหล่หันหน้ามาทางฉัน แล้วจรดปลายจมูกลงมาที่แก้มฉัน หอมแก้มโชว์นักข่าวกลบข่าวพวกนั้นให้จมลงไป ฉันไม่ได้รู้สึกสัมผัสถึงคำว่ารักใดๆ จากเขาเลยสักนิด ถ้าเขารักเขาจะไม่มีวันทำให้ฉันเสียใจ ถ้าเขารักจริง เขาจะไม่ทำให้ฉันกลายเป็นคนเงียบในความสัมพันธ์ของเรา ทุกครั้งที่ฉันเงียบ ฉันนิ่ง นั่นแปลว่าความอดทนของฉันมันหมดลงแล้ว รอเพียงวันหย่าร้าง “อรตอบนักข่าวไปสิว่าเราสองคนรักกันดี ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน” มือหนาที่โอบไหล่ฉันอยู่ ค่อยๆ บีบไหล่ฉันแรงขึ้นราวกับกำลังบังคับให้ฉันพูด ฉันอยากพูด อยากประจานความชั่วของเขาต่อหน้านักข่าวให้รู้กันไป ในเมื่อไม่มีอะไรต้องเสีย ฉันจะเสียดายอะไรอีก อยากทำให้ทุกอย่างมันพังลงไปในตอนนี้ แต่ทว่าฉันกลับเลือกที่จะไม่ทำเพราะไม่ต้องการให้ลูกเห็นปัญหาในครอบครัวผ่านสื่อโชเชียล ไม่อยากให้ลูกถูกเพื่อนล้อเรื่องพ่อแม่ทะเลาะกันและไม่อยากทำลายตระกูลโชคทรัพย์อนันต์ในตอนนี้ ถ้าจะพัง ฉันจะทำให้ทุกอย่างมันพังพินาศให้เงียบที่สุดและพาลูกสาวออกมาจากพ่อของลูกที่ไม่เคยแม้แต่จะรักษาคำว่าครอบครัวไว้ได้เลย เอาแต่เห็นแก่ตัวไปวันๆ แล้วครอบครัวของเขา ก็ไม่เคยจัดการเรื่องนี้ ทั้งยังเห็นดีเห็นงามยอมให้ฐากูรทำผิด หึ! ตระกูลประสาทแตก ฉันนึกอยากเห็นเวรกรรม มันตามทันครอบครัวนี้จริงๆ “ค่ะ เราสองคนรักกันดีค่ะ ไม่มีเรื่องเตียงหัก เตียงร้าวอะไรทั้งนั้น” ฉันฝืนยิ้มทั้งๆ ที่ภายในใจมักขมขื่นเหลือเกิน นี่สินะที่เขาเรียกว่าอาการหน้าชื่นอกตรม มันทุกข์ใจเพียงใด ก็ต้องทนเก็บอาการเอาไว้ให้ลึกที่สุด นี่ถ้าตอนนี้ฉันไม่มีลูก ฉันไม่ต้องแคร์ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ยอมให้ทุกอย่างมันพัง มันแหลกไปตอนนี้เลยก็ได้ แต่พอมีลูกฉันจะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ฉันทั้งรักและห่วงใยความรู้สึกของลูกที่สุด แม้ว่าลูกจะอายุเพียงสี่ปี เขารับรู้ทุกอย่างได้ดี เพียงแค่ฉันร้องไห้ให้เห็น เจ้าเด็กขี้อ้อนมักจะเข้ามากอดและถามความรู้สึกของฉันตลอด ดีกว่าหมาใหญ่ตัวผู้บางตัวเสียอีก “เรารักกันมากค่ะ อรกับคุณภาคแต่งงานกันมาตั้งห้าปีแล้วนะคะ เราสู้อดทนและลำบากมาด้วยกันกว่าจะมีวันนี้ เราสองคนไม่มีวันเลิกกันแน่นอนค่ะ” ฉันยิ้มให้นักแสดงนำชายที่ยืนยิ้มอยู่ข้างกาย แน่นอนว่าเขาแสดงเก่งอยู่แล้วถ้าอยู่ต่อหน้านักข่าว มือเรียวโอบกอดเอวเขาเข้ามาแนบชิดกายด้วยใบหน้าที่แกล้งมีความสุข สายตาตวัดมามองกล้องของนักข่าวที่รัวกระหน่ำชัตเตอร์อย่างบ้าคลั่ง ตระกูลโชคทรัพย์อนันต์เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงไม่ต่างจากไฮโซ ดาราทั้งหลาย ทุกคนจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในเสี้ยววินาทีนั้นฉันไม่ได้มองนักข่าว ไม่ได้มองกล้องของสำนักข่าวใดๆ ดวงตากลมโตมันมองนิ่งมาที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนพูดคุยอยู่กับครอบครัวของฐากูร ซึ่งมีทั้งเกียรติศักดิ์และมณีกาญจน์ บิดาและมารดาของเขาที่ยืนพูดคุยกันและมีนักธุรกิจหลายคนร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วยเช่นกัน ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงที่ชื่อดาวประกายจะมาในงานนี้ด้วย แต่มันคงไม่แปลกอะไร ถ้าสามีของฉันเชิญเธอมาร่วมงานด้วย “คุณวางแผนมาเจอมันในงานนี้สินะ” เธอเคลื่อนดวงตามองกลับมาที่สามีที่กำลังยิ้มแย้มแสดงละครต่อหน้านักข่าวอยู่ เขาช่างแสดงแนบเนียนราวกับไปร่ำเรียนการแสดงมา อาจจะเป็นเพราะดาวประกายสอนเขามาเป็นอย่างดี อาจจะชำชองไปถึงบทเลิฟซีนที่เน้นท่าทางบนเตียงนั่นก็ด้วย เมื่อฉันตวัดสายตามองมาที่ดาวประกายอีกครั้ง กลับเห็นเธอยืนกอดอกเชิดหน้ามองฉันด้วยสายตาไม่พอใจ ฉันมองเธอด้วยความสมเพช นึกไปว่าเธอมีหน้าที่การงานที่ดี หน้าตาสวย หุ่นดี ทำไมถึงยอมกลายมาเป็นเมียน้อยเสียได้ ทำไมต้องทำตัวไร้ค่าอย่างนั้น ทว่าฉันไม่อาจเข้าถึงความคิดของเธอได้เพราะฉันไม่เคยเป็นเมียน้อยใครและไม่อยากเป็นทั้งเมียน้อยและเมียหลวง ฉันอยากเป็นเพียงเมียธรรมดาที่ถูกสามีรักและให้เกียรติเหมือนวันแรกที่เจอกันก็เท่านั้น ลานจอดรถ “อรนั่งรถแวนกลับบ้านกับพ่อแม่ผมไปก่อนนะ แล้วเดี๋ยวไปเจอกันที่บ้าน” ฐากูรเอ่ยเมื่อเราสองคนเดินมาถึงรถลีมูซีนคันหรูที่เขาขับพาฉันมาที่โรงแรมที่จัดงานประมูลเพชร แต่ตอนนี้เขาจะให้ฉันกลับ โดยการนั่งรถแวนส่วนตัวของครอบครัวกลับบ้าน “ทำไมคะ คุณจะไปไหนต่อเหรอคะ” “พี่ภาคเขาจะพาฉันไปทานข้าว” เสียงแหลมของนางร้ายในละครดังมาจากด้านหลัง ฉันได้ยินแค่เสียง ก็รู้แล้วว่านั่นเป็นเสียงของดาราสาวดาวประกาย ผู้หญิงที่มองฉันโอบเอวสามีตอนให้สัมภาษณ์นักข่าวราวกับนังงูจงอางหวงไข่ “เธอนี่ก็แปลกนะ รู้ว่าเขามีลูกมีเมียอยู่แล้ว ยังตามติดตัวเขาเป็นปลิงอยู่ได้ ไม่กลัวว่าฉันจะฟ้องเธอเหรอ แล้วถ้าฉันฟ้องเธอขึ้นมา เธอคิดดูว่าเธอจะเหลืออะไร ชื่อเสียงเธอได้ป่นปี้แน่” “โอ๊ย!พี่ภาคค่ะ ดาวกลัวจังเลยค่ะ ดูคุณอรสิคะขู่ดาวฝ่อๆ เหมือนหมาเลยค่ะ” นังตัวดีรีบเกาะแขนสามีฉันพลางแสยะยิ้ม ฉันเงื้อมมือขึ้นจะตบสั่งสอนเสียหน่อย แต่ฐากูรปัดมือของฉันทิ้งสุดแรง แน่นอนว่าเขาหวงของใหม่ เขาหวงมันอย่างกับอะไรดี จนลืมไปแล้วว่าฉันเป็นภรรยาตามกฎหมาย “คืนนี้คุณสัญญากับลูกไว้ว่าจะไปเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนไม่ใช่เหรอคะ” ฉันตั้งสติตัวเองให้ดี เพื่อจะไม่ทำอะไรวู่วามลงไปและคิดว่าพอพูดถึงลูก มันจะทำให้เขาฉุกขึ้นอะไรขึ้นมาได้บ้าง ส่วนผู้หญิงที่ยอมเป็นเมียน้อย ฉันจะคิดบัญชีทีหลัง ในเมื่อเธอไม่ยอมเลิกรา ก็ต้องให้มันแหลกกันไปทั้งสองฝ่าย ฐากูรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาก่อนจะเงยหน้ามองฉันแล้วพูดว่า “นี่มันใกล้จะสี่ทุ่มแล้ว หนูดีคงนอนหลับไปแล้วล่ะ ฉันจะไปคุยเรื่องงานกับดาวประกาย เสร็จแล้วจะรีบกลับบ้าน เธอกลับไปก่อนเลย ตอนนี้พ่อแม่ฉันคงรอเธออยู่ที่รถแล้วล่ะ รีบไปสิ” “แต่ลูกรอคุณอยู่นะคะ” “นี่มันก็สี่ทุ่มแล้วนะคะพี่ภาค น้องหนูดีคงไม่รอหรอกค่ะ ป่านนี้น่าจะนอนหลับปุ๋ยไปแล้วมั่งคะ อย่าเพิ่งรีบกลับบ้านเลยค่ะ ดาวว่าเราไปทานข้าวด้วยกันก่อนดีกว่านะคะ ดาว หิ๊ว หิวค่ะ” ดาวประกายกอดแขนฐากูรเหมือนเป็นเจ้าของเขาและเหมือนว่าใจเขาจะเอนไปทางนั้นแล้วเรียบร้อยแล้ว “ถ้าฉันทานข้าวเสร็จแล้ว ฉันจะรีบกลับบ้าน เธอกลับไปก่อนเถอะ ไปๆ” เขาปัดมือไล่ฉันอย่างรังเกียจกัน “นี่ลูกนะคะ หนูดีแกอยากอยู่กับคุณนะ คุณเห็นนังผู้หญิงคนนี้ดีกว่าลูกได้ยังไง เธอเองก็เหมือนกัน เคยละอายใจบ้างไหมที่เข้ามาทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกแบบนี้ เคยละอายใจบ้างไหม นังผู้หญิงหน้าด้าน” ฉันจะปรี่ตัวเข้าหาดาวประกาย แต่ฐากูรผลักฉันออกไปสุดแรง จนแทบจะเซถลาล้มไปกับพื้น “เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่อร ว่าเธอกับดาวประกายจะต่างคนต่างอยู่ไม่มายุ่งเกี่ยวกัน” “นี่มันผู้หญิงที่ทำให้ครอบครัวเรามีปัญหากันนะคะ คุณภาคยังปกป้องมันอีกเหรอ ผู้หญิงที่คุณควรปกป้องคือฉัน คือความรู้สึกของฉัน คุณควรปกป้องคนที่เป็นแม่ของลูกคุณนะ ไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้ คอยดูนะฉันจะฟ้องทั้งคุณทั้งหมดจนหมดตัวเลยคอยดูสิ” “เออ!! มึงก็ไปฟ้องเอาเลยสิ จะมาแหกปากหาพระแสงอะไรตรงนี้ล่ะ” ฐากรตะคอกเสียงพร้อมกับผลักฉันล้มลงกับพื้น แล้วจับจูงมือดาวประกายไปนั่งในรถตรงที่ฉันเคยนั่ง จากนั้นเขารีบเคลื่อนรถออกไปอย่างรวดเร็ว “คุณจะไม่กลับไปหาลูกเหรอ ลูกรอคุณอยู่นะคุณภาค” ฉันยืนขึ้นตะโกนสุดเสียง เพียงให้เขาได้ยินคำว่าลูก แล้วได้สติคิดได้ว่าควรกลับบ้านไปนอนกอดลูก ทว่าเขากลับเห็นแก่ตัว ขับรถกับผู้หญิงคนนั้น ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เขาหมดรัก หมดเยื่อใยต่อกัน ต่อให้วันนี้มันจะเกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่ฉันเสียใจที่สุดไม่ใช่ว่าเขาหมดรัก แต่มันคือเขาไม่รักลูก เจ็บที่สุดคือเขาไม่รักลูกเลย ถ้าวันนี้เขาไม่รักฉันแล้ว ฉันพอเข้าใจได้ แต่ขอแค่ให้เขารักลูกของเราก็พอ หมาแมวมันยังลูกมันเลย แล้วเขาเป็นคนทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ หึ!ช่างเถอะ ฉันจะไม่ยอมให้เขาขู่อยู่แบบนี้หรอก ในเมื่ออยู่กันดีๆ ไม่ได้ ก็ให้มันพังแหลกกันไปทั้งสองข้าง เขาคงไม่รู้ว่าฉันแอบติดเครื่องดักฟังไว้ในรถคันนั้น คืนนี้คงได้ยินอะไรดีๆ ที่สองคนนั้นคุยกันบ้างล่ะ นิยายเรื่องนี้จะค่อยๆฟาดนะคะ ใจเย็นๆน้าาา ถ้าชอบฝากกดใจ กดติดตามเป็นกำลังใจให้ยัยชัตเตอร์ด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆนะคะ แล้วกลับมาพบกันใหม่ตอนหน้าค้าบบบบ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม