หลังจากที่จัดการเรื่องราวของหยางเจาจวินได้แล้ว ถึงเวลาที่หยางหรงผิงต้องเริ่มจัดการเรื่องราวในจวนให้เข้าที่เข้าทาง นางปล่อยให้เจียงหนิงฮวาได้ใจมานานเกินไป หากปล่อยไปนานกว่านี้รังแต่จะทำให้หงุดหงิดใจเพิ่มขึ้น ถึงเวลาที่ต้องทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของนางกลับคืนมาแล้ว
หยางหรงผิงเริ่มจากการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นคือไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับคนในครอบครัว ตลอดระยะเวลานับสิบปี หยางหรงผิงไม่เคยย่างกรายไปใกล้ห้องอาหารสักครั้ง เพราะที่นั่นเป็นแหล่งรวมคนที่นางไม่อยากพบเจอ ตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าไปจนถึงหยางเจาจวิน
ทว่าวันนี้หยางหรงผิงได้ยินว่าหยางหมิงเค่อจะร่วมโต๊ะด้วย หากจะทำอะไรก็ควรจะทำต่อหน้าหยางหมิงเค่อ เพื่อไม่ให้เกิดการโวยวายตามหลังได้อีก
หยางหรงผิงไปถึงช้ากว่าคนอื่น นางรอจนทุกคนนั่งประจำที่ของตัวเองแล้วถึงเดินเข้าไป อาการของสมาชิกในครอบครัวเมื่อเห็นหยางหรงผิงต่างกันออกไป แววตาของหยางหมิงเค่อปรากฏแววดีใจขึ้นมา ส่วนอีกสามคนที่เหลือหน้าซีดเผือด พวกนางไม่ใคร่จะต้องการต้อนรับ หยางหรงผิงสักเท่าไร กระนั้นก็ยังต้องปั้นหน้ายกยิ้มอยู่ดี
“ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงที่นี่” คนแรกที่เปิดปากถามคือมู่รั่วซี ฮูหยินผู้เฒ่าหยางผู้มีศักดิ์เป็นย่า นางเป็นคนที่ไม่มีความรักในฐานะครอบครัวให้แก่หยางหรงผิง การที่หยางหรงผิงมาร่วมโต๊ะอาหารวันนี้จึงทำให้นางไม่พอใจ
“แค่มากินข้าวกับท่านพ่อ ไม่จำเป็นต้องอาศัยลมอะไรหอบมาหรอกเจ้าค่ะ”
คำตอบไม่ไว้หน้าของหยางหรงผิง ทำให้คนอื่นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แม้จะรู้ว่าคุณหนูใหญ่ของจวนไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่มากพอ แต่ไม่มีใครคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนเสียมารยาทได้ถึงเพียงนี้ ดีร้ายอย่างไรฮูหยินผู้เฒ่าก็มีศักดิ์เป็นย่าแท้ ๆ คุณหนูใหญ่พูดจาขวานผ่าซากเช่นนี้ได้อย่างไร
“พี่ใหญ่พูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ ท่านย่าแค่ถามเพราะความเป็นห่วงเท่านั้น”
“ข้าตอบผิดหรือ เช่นนั้นข้าควรตอบว่าอะไร”
“ข้าไม่ได้ความอย่างนั้นนะเจ้าคะ ข้าแค่อยากให้ท่านตอบท่านย่าดี ๆ เท่านั้นเจ้าค่ะ”
หยางเจาจวินวางหน้าปุเลี่ยน ๆ หยางหรงผิงเกิดเสียสติขึ้นมาจริง ๆ หรืออย่างไร อีกฝ่ายสร้างปัญหาให้นางตั้งแต่วันงานเลี้ยง วันนี้ยังไม่วายเสนอหน้ามาร่วมกินข้าว นางไม่เข้าใจว่าหยางหรงผิงมีเจตนาอะไรกันแน่ ทำไมคนที่เคยหวาดกลัวแม้กระทั่งจะมองหน้าท่านย่าตรง ๆ กลับมายืนเถียงคำไม่ตกฟากอยู่ตรงนี้
“อ๋อ เป็นเช่นนั้นสินะ ข้าจะจำใส่ใจไว้แล้วกัน” หยางหรงผิงยิ้มให้หยางเจาจวิน ก่อนจะเดินไปหาเจียงหนิงฮวา นางเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ลุกออกไป”
เจียงหนิงฮวาที่ได้ยินคำนั้นถึงกลับเก็บสีหน้าไม่อยู่ สิ่งใดคือลุกออกไป นางเด็กนี่คิดจะไล่นางไปจากที่นี่หรืออย่างไร คิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่
“ผิงเอ๋อร์หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“ลุกออกไป ตรงนี้เป็นที่นั่งของข้า”
หยางหรงผิงปรายตามองเก้าอี้ที่เจียงหนิงฮวานั่ง หยางหรงผิงเป็นบุตรีฮูหยินเอก แน่นอนว่านางได้รับสิทธิ์ให้นั่งใกล้กับผู้นำตระกูล ด้านซ้ายของหยางหมิงเค่อเป็นมู่รั่วซีจับจอง ฉะนั้นด้านขวาย่อมเป็นที่ของหยางหรงผิง นางปล่อยให้เจียงหนิงฮวาครอบครองมานานหลายปี ไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะคิดไปแล้วว่าที่ตรงนี้เป็นของตัวเอง
“แต่ข้านั่งอยู่”
เจียงหนิงฮวาตกใจมากจนลืมกระทั่งว่าต้องพูดจานอบน้อมกับหยางหรงผิง นางใช้เวลานับสิบปีสั่งสอนหยางหรงผิงให้กลายเป็นคนหัวอ่อน แล้วทำไมหยางหรงผิงถึงได้กล้าหักหน้านางเช่นนี้
“ข้าเห็นแล้วว่าเจ้านั่งอยู่ ข้าถึงบอกให้เจ้าลุกออกไป”
“พอเสียที หากจะมาร่วมโต๊ะก็ควรมีมารยาทเสียบ้าง เจ้าเห็นว่าฮูหยินรองนั่งอยู่ยังจะไปไล่นางอีกหรือ ไม่สนใจมารยาทแล้วหรือไร”
“ตามมารยาทแล้ว ภรรยารองร่วมโต๊ะกับนายท่านของจวนไม่ได้หรอกนะเจ้าคะท่านย่า ข้าไม่ตะเพิดพวกนางสองแม่ลูกออกไปก็ดีเท่าไรแล้ว”
“กะอีแค่ที่นั่งต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยหรือ” มู่รั่วซีเริ่มไม่พอใจ นางพึมพำไร้เสียง “นางเด็กเหลือขอ”
หยางหรงผิงอ่านปากมู่รั่วซีแล้วโคลงศีรษะด้วยความระอา มู่รั่วซีไม่รู้ว่าคำว่าเด็กเหลือขอหมายความว่าอย่างไร นางแค่เรียกร้องสิ่งที่เป็นของนางกลับคืน แค่ทวงความยุติธรรมให้ตัวเองเพียงเล็กน้อย เรียกว่าเด็กเหลือขอได้ด้วยหรือ
มู่รั่วซีไม่เข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ หยางหรงผิงจะแสดงให้ท่านย่าชมด้วยตาตัวเอง ว่าเด็กเหลือขอที่แท้จริงเป็นอย่างไร
“เช่นนั้นกะอีแค่ที่นั่ง ท่านย่าก็สละให้ฮูหยินรองดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะไปนั่งที่ของท่านย่าเอง”
มู่รั่วซีอ้าปากค้าง กว่าจะตั้งสติได้ก็ต่อว่าไปได้เพียงสองคำ “สามหาว”
“หงุดหงิดหรือเจ้าคะ กะอีแค่เรื่องที่นั่ง...แค่นี้เอง”
“เจ้าไม่เห็นหัวคนแก่อย่างข้าแล้วกระมัง”
หยางหรงผิงเอียงคอด้วยท่าทีไร้เดียงสา สายตาจับจ้องอยู่ที่มวยผมของฮูหยินผู้เฒ่า นางตอบว่า “เห็นอยู่นะเจ้าคะ ข้าว่าท่านย่าชราเกินจะใช้ปิ่นทองปักผมแล้วกระมัง”
ฮูหยินผู้เฒ่าโมโหจนแทบกล่าวอะไรไม่ออก ทว่าเพราะอดทนต่อสีหน้าของหยางหรงผิงไม่ไหว นางจึงลืมตัวเอ่ยวาจาดังที่ใจนึกออกมา “เพราะไม่มีมารดาคอยสั่งสอนกระมัง จึงได้เติบโตมาหยาบคายเช่นนี้”
หยางหรงผิงกำมือแน่น กัดฟันกรอด นางกล้ำกลืนความไม่พอใจลงท้อง “ฮูหยินรองสกุลมู่ก็จากไปตั้งแต่ท่านยังเล็กมิใช่หรือเจ้าคะ เราสองคนก็เหมือนกัน อย่าทับถมกันเลยเจ้าค่ะท่านย่า”
เจียงหนิงฮวาเห็นท่าไม่ดี นางมองไปทางหยางหมิงเค่อหวังให้เขาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ทว่าเขากลับก้มหน้าก้มตากินอาหารไม่สนใจใครทั้งสิ้น เขาทำราวกับว่าให้สิทธิ์หยางหรงผิงทำตัวจองหองได้เต็มที่
“นางเด็กโสโครก”
หยางหรงผิงแค่นหัวเราะเมื่อมู่รั่วซีกระแทกตะเกียบเสียงดังก่อนจะลุกออกไป หยางหรงผิงจึงไม่เซ้าซี้เจียงหนิงฮวาอีก นางเดินไปนั่งแทนมู่รั่วซี หยางหรงผิงกวักมือเรียกสาวใช้อาวุโสมาหา
“เอาจานกับอาหารชุดใหม่เข้ามา”
“เหตุใดพี่ใหญ่ถึงทำเช่นนี้เจ้าคะ”
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
เมื่ออาหารอันเก่าถูกยกออกไปจนหมด หยางหรงผิงพิจารณาอาหารที่นำเข้ามาใหม่ด้วยแววตาพอใจ นางทำใจรับประทานอาหารที่คนพวกนี้กินเหลือไว้ไม่ได้ ทางแก้คือเปลี่ยนเป็นอาหารชุดใหม่เสียก็สิ้นเรื่อง