ตอนที่หนึ่ง
“กระหม่อมขอฝ่าบาททรงพระราชทานสมรส ให้แก่กระหม่อมและคุณหนูสกุลหยางด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงขององค์รัชทายาท เสียงเซ็งแซ่ของผู้มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ดังขึ้นทันที พวกเขาต่างบอกว่าในที่สุดก็ถึงวันที่สกุลหยางกับสกุลเซี่ยจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันเสียที
ตลอดหลายปีมานี้มีข่าวลืออยู่เสมอถึงเรื่องที่องค์รัชทายาทมีใจให้บุตรสาวคนโตของอัครเสนาบดีหยาง ทว่าข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือ เมื่อผ่านมานานเท่าไรก็ยังไร้วี่แววของงานมงคล คราแรกพวกเขาที่คอยเฝ้ามองสถานการณ์ต่างพากันถอดใจไปหมดแล้ว ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายองค์รัชทายาทจะทนไม่ไหวถึงขั้นทูลขอพระราชทานสมรสด้วยพระองค์เอง
กระทั่งเซี่ยหยางหลงฮ่องเต้ยังอดหัวเราะด้วยความพึงพอใจไม่ได้ เขารู้อยู่แล้วว่าโอรสคนโตเป็นคนฉลาด ก่อนหน้านี้เขาเคยลอบก่นด่าโอรสของตัวเองบ่อยครั้ง ถึงเรื่องที่อีกฝ่ายไม่ยอมเอ่ยถึงการแต่งงานของตัวเองเสียที ไม่คาดคิดว่าในที่สุดจะยอมเอ่ยปาก
“คุณหนูใหญ่สกุลหยาง เจ้าออกมาให้เราดูหน้าชัด ๆ”
“ไม่ใช่คุณหนูหยางคนโตพ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นคนรอง”
“เจ้าว่าจะแต่งกับใคร”
“กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกกับคุณหนูรองหยางมีใจชอบพอกัน ที่ผ่านมาข่าวลือระหว่างกระหม่อมกับคุณหนูหยางอีกนาง ทำให้หยางเจาจวินเจ็บปวดใจไม่น้อย ยามนี้เจาจวินปักปิ่นแล้ว กระหม่อมต้องการแต่งนางเข้าตำหนักให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
เจตนาขององค์รัชทายาทชัดเจนจนทำให้เหล่าสตรีทั้งหลายเบือนหน้าหนี มิใช่เพราะซาบซึ้งในความรักอันยิ่งใหญ่ที่เซี่ยหลี่หมิงเอ่ย ทว่าพวกนางรู้สึกละอายใจแทนองค์รัชทายาทยิ่งนัก เมื่อครู่เขากล่าวถึงคุณหนูอีกคนของสกุลหยาง ทั้งที่รู้มาตลอดว่าเกิดข่าวลืออะไรขึ้นบ้าง แต่กลับไม่ยอมออกมาแก้ไข เขาปล่อยให้หยางหรงผิงตกเป็นขี้ปากสังคมมาตั้งเท่าไร วันนี้กลับมากล่าวเต็มปากเต็มคำว่าข่าวลือพวกนั้นทำให้สตรีของตนปวดใจ
หากเขากลัวหยางเจาจวินจะปวดใจจริง ๆ เหตุใดถึงปล่อยให้มีข่าวลือระหว่างตนกับหยางหรงผิงมาถึงสามปี มิใช่ว่าตั้งใจใช้หยางหรงผิงเป็นเกราะกำบังให้หยางเจาจวินตั้งแต่แรกหรอกหรือ
ช่างหน้าไม่อายยิ่งนัก
“มิใช่หยางหรงผิงหรอกหรือ” เซี่ยหยางหลงแสดงความลำบากใจออกมาผ่านแววตา เหตุใดเซี่ยหลี่หมิงถึงไม่เลือกคนที่ควรเลือก หากจะเลือกสกุลหยางก็ควรจะเป็นหยางหรงผิงสิ
“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าคุณหนูหยางคนโตไม่มีคุณสมบัติจะเป็นชายาขององค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
คำกล่าวนี้ขององค์รัชทายาททำให้ทุกคนหันไปมองหยางหรงผิงเป็นตาเดียว พวกเขาต่างอยากรู้ว่าสีหน้าของนางจะเป็นเช่นไร ทว่าสิ่งที่พวกเขามองเห็นกลับมีเพียงแววตาเงียบสงบเท่านั้น สีหน้าของหน้าไม่แสดงความยินดียินร้ายใด ๆ แต่ทว่าหยางหรงผิงก็เป็นคนเช่นนี้มาเสมอ นางจืดจางราวกับไม่ต้องการมีตัวตน
ผู้คนต่างคาดเดาไปต่าง ๆ นานาว่าภายใต้สีหน้าสงบนิ่ง หยางหรงผิงกำลังคิดสิ่งใด ทว่าพวกเขาไม่มีวันล่วงรู้ว่า ในใจของหยางหรงผิงกำลังรู้สึกครื้นเครงกับสถานการณ์ตรงหน้ามากเพียงใด แม้ใบหน้าจะไร้ร่องรอยอารมณ์ ทว่าในใจนางกำลังโลดเต้นอย่างมีความสุข
“องค์รัชทายาทระวังถ้อยคำด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หยางหมิงเค่ออยากจะลุกไปต่อยบุรุษคราวลูกสักครั้ง ต่อให้ไม่มีใจให้บุตรสาวคนโต แต่จำเป็นที่ต้องพูดจารุนแรงกับนางถึงเพียงนั้นเชียวหรือ หยางหรงผิงน่ะหรือไม่มีคุณสมบัติมากพอจะเป็นพระชายา เซี่ยหลี่หมิงพูดเช่นนี้แล้วคิดว่าตัวเองดีพอจะเป็นบุตรเขยสกุลหยางหรืออย่างไร
“ท่านอัครเสนาบดี ข้าพูดไปตามความจริง สตรีที่มองน้องสาวตัวเองโดนรังแกโดยไม่คิดช่วยเหลือ วันข้างหน้าจะปกครองวังหลังได้อย่างไร”
หยางหรงผิงมองไปที่องค์รัชทายาทด้วยแววตาท้าทาย คนอื่นไม่ทันมองเห็นสายตายียวน แต่เซี่ยหลี่หมิงกลับเห็นมันชัดเจน เขารู้ได้ทันทีว่าหยางหรงผิงกำลังท้าทายให้เขาพยายามมากกว่านี้ นิสัยที่แท้จริงภายใต้หน้ากากคุณหนูผู้จืดจาง หยางหรงผิงคืองูพิษที่หากไม่ระวังก็จะโดนฉกจนตาย
“องค์รัชทายาทพอได้แล้ว”
ซูฮองเฮาทนไม่ไหวอีกต่อไป นางคาดหวังไว้อย่างมากถึงเรื่องที่จะได้หยางหรงผิงเป็นสะใภ้ แต่เพียงพริบตาเดียวบุตรชายกลับทำเสียเรื่องจนหมด เซี่ยหลี่หมิงไปเอาความคิดนี้มาจากที่ใด คิดจะแต่งบุตรีสายรองเข้าจวน อย่างมากก็เป็นได้เพียงชายารองเท่านั้น ต่อให้รอไปจนตายก็ไม่มีวันปีนป่ายถึงตำแหน่งนายหญิงแห่งวันหลัง
หากรักกันมากก็ควรจะรักกันไปเงียบ ๆ จนกว่าจะแต่งหยางหรงผิงเข้าจวนเสียก่อน ถึงวันที่ได้อำนาจสกุลหยางมาอยู่ในมือ เซี่ย หลี่หมิงจะแต่งหยางเจาจวินอีกกี่สิบกี่ร้อยรอบก็ย่อมได้ แต่หากคิดแต่งหยางเจาจวินเข้ามาก่อน ชาตินี้อย่าหวังว่าหยางหมิงเค่อจะเป็นฐานอำนาจให้เซี่ยหลี่หมิง ทั่วทั้งเมืองหลวงมีใครไม่รู้บ้างว่าหยางหมิงเค่อรู้สึกผิดกับภรรยาที่สิ้นใจไปมากเพียงใด และเพราะอย่างนั้นเขาจึงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับหยางหรงผิง
“เสด็จพ่อได้โปรดพระราชทานสมรสให้กระหม่อม กับหยางเจา จวินด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“คุณหนูรองหยางเป็นบุตรสายรองมิใช่หรือ” เซี่ยหยางหลงหันไปถามกับเจ้าตัวด้วยตัวเอง
“เพคะฝ่าบาท มารดาของหม่อมฉันเป็นเพียงฮูหยินรองเพคะ”
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรีสายรองไม่อาจเป็นชายาเอก”
“หม่อมฉันทราบดีเพคะ”
เซี่ยหยางหลงปวดขมับขึ้นมาทันควัน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจทำไมถึงไม่ห้ามปรามเซี่ยหลี่หมิงเสียบ้าง “เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรเล่า จะรับตำแหน่งชายารอง หรือจะขอให้อัครเสนาบดีเลื่อนมารดาเจ้าขึ้นมาเป็นฮูหยินเอก”
“หม่อมฉันไม่อาจทำสิ่งใดได้ ทำได้เพียงแค่รอความเมตตาของฝ่าบาทและท่านพ่อเท่านั้นเพคะ”
หยางเจาจวินกล่าวเช่นนี้ย่อมหมายความว่า นางปรารถนาตำแหน่งชายาเอกให้ตัวเอง และต้องการตำแหน่งฮูหยินเอกให้มารดา ทว่าน่าเสียดายที่นางไม่เข้าใจสัจธรรมของโลกใบนี้ดีพอ
ไม่มีใครได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ปรารถนา
หรือต่อให้หยางเจาจวินจะได้รับมันมาจริง ๆ หยางหรงผิงจะเป็นคนกระชากความหวังของอีกฝ่ายด้วยตัวเอง