ผ่านไปสามวันแล้วนับตั้งแต่ที่หยางหรงผิง ออกไปตรวจสอบสมบัติที่หยางหมิงเค่อมอบให้ นางใช้เวลาตลอดสามวันจัดการเรื่องบัญชีตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือหยางหรงผิงจัดการลดเบี้ยหวัดเรือนของมู่รั่วซี เจียงหนิงฮวาและหยางเจาจวิน ตามจริงจะกล่าวว่าหยางหรงผิงลดเบี้ยหวัดก็ไม่ถูกต้องนัก ความจริงนางแค่จัดการให้ทุกอย่างเป็นไปแบบที่ควรจะเป็นมากกว่า
ตลอดระยะเวลาที่เจียงหนิงฮวาเป็นผู้ดูแลจวน อีกฝ่ายจัดการเบี้ยหวัดให้ตัวเองมากถึงเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง ยังไม่รวมส่วนที่เจียงหนิงฮวานำไปล้างผลาญที่ร้านผ้าไหมและเครื่องประดับ และหยางหรงผิงยังรู้มาว่าเจียงหนิงฮวานำเงินทองของสกุลหยาง ส่งกลับไปให้เจียงเหยาผู้เป็นพี่ชายมากถึงเดือนละห้าสิบตำลึงทอง เงินจำนวนเท่านี้มากกว่าที่เจียงหนิงฮวามอบให้หยางหรงผิงเสียอีก
ที่ผ่านมาสกุลหยางต้องนำเงินทองไปเลี้ยงดูผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไปมากมายเท่าไรกันแน่
หยางหรงผิงจัดการเด็ดขาดโดยลดเบี้ยหวัดของเจียงหนิงฮวาเหลือเพียงหกร้อยตำลึงเงิน มู่รั่วซียี่สิบตำลึงทอง และหยางเจาจวินสิบตำลึงทอง การที่หยางหรงผิงลดเบี้ยหวัดทีเดียวมากขนาดนี้ ย่อมทำให้เกิดการไม่พอใจตามมา
ทันทีที่หยางหรงผิงให้คนนำเบี้ยหวัดของเดือนหน้าไปมอบให้ ผ่านไปหนึ่งเค่อมู่รั่วซีรีบส่งคนมาตามหยางหรงผิงไปพบ
“คุณหนูจะไปจริงหรือเจ้าคะ”
“ย่อมต้องไปอยู่แล้ว” หยางหรงผิงยกยิ้ม นางต้องไปอยู่แล้ว ท่านย่าอุตส่าห์อยากพบหน้าทั้งที จะปล่อยให้หญิงชรารอเก้อได้อย่างไร นางหาใช่หลานอกตัญญูไม่
หยางหรงผิงใช้เวลาเตรียมตัวเพียงไม่นาน จากนั้นออกจากเรือนเพื่อไปพบมู่รั่วซี นางไม่ได้รีบร้อนอะไรสักเท่าไรนัก หยางหรงผิงค่อย ๆ เดินด้วยความระมัดระวัง นางจึงใช้เวลาเดินทางกว่าสองเค่อ การกระทำของหยางหรงผิงทำให้มู่รั่วซีอยากตบตีนางสักหลายที
“เรือนก็ไม่ได้อยู่ไกลมากมายนัก เหตุใดเพิ่งมาถึง”
“ท่านย่ารอข้าอยู่หรือเจ้าคะ สาวใช้ไม่ได้บอกเวลานัด ข้าเลยไม่รู้ว่าต้องมาตอนไหน”
“ฮูหยินรอง เจ้าคงต้องหาคนมาสอนมารยาทนางเด็กนี่แล้วกระมัง”
เจียงหนิงฮวาปรายตามองหยางหรงผิงด้วยความสะใจ ก่อนจะตอบมู่รั่วซี “เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะให้ฟางหมัวมัวมาสอนให้นางเจ้าค่ะ”
หยางหรงผิงยิ้มเยาะ แม้นางไม่ค่อยคุ้นชินกับอะไรแบบนี้สักเท่าไร แต่พออยู่นานไปก็คิดว่าสนุกดีเหมือนกัน ปกติแล้วคุยแต่กับดาบกับธนู พอได้ปะทะฝีปากกับคนก็ต่างไปอีกแบบ
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะท่านย่า ข้ามีมารยาทแต่เลือกใช้กับคนที่เหมาะสมน่ะเจ้าค่ะ”
“เจ้า!” มู่รั่วซีถลึงตามองด้วยความโมโห ยิ่งเห็นหน้าหยางหรงผิง มู่รั่วซียิ่งรู้สึกรังเกียจ จนพาลเกิดความคิดว่าหยางหรงผิงน่าจะไปตายตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งนั้น ทั้งที่ประตูนรกเปิดต้อนรับเหอเมิ่งฉีกับหยางหรงฉีแล้วแท้ ๆ แต่กลับปิดแน่นไม่ยอมรับหยางหรงผิงไปพร้อมกัน
“วันนี้ท่านย่าเรียกข้ามาทำไมเจ้าคะ”
“เหตุใดวันก่อนจะออกไปข้างนอกถึงไม่ขออนุญาตข้า”
หยางหรงผิงเอียงศีรษะ ใบหน้าของหน้าฉายแววไร้เดียงสา ทว่าสายตากลับกำลังถามมู่รั่วซีว่า ‘เจ้ากำลังพูดเรื่องโง่งมอันใด’
“ข้าไม่ได้มีหน้าที่ต้องแจ้งท่านย่าสักหน่อยเจ้าค่ะ” นางเป็นคนดูแลทุกอย่างภายในจวนอย่างเป็นทางการ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่จำเป็นต้องบอกมู่รั่วซีด้วยหรือ
“เจ้าเสียสติหรืออย่างไร ที่นี่เป็นจวนของข้า เจ้าเป็นผู้อาศัยจะไปไหนก็ต้องบอกก่อนมิใช่หรือ”
“ที่นี่จะเป็นจวนของท่านย่าได้อย่างไร ท่านไม่มีสายเลือดสกุล หยางด้วยซ้ำ หากข้าไม่ได้เข้าใจผิด ท่านพ่อก็ไม่ได้มีสายเลือดของท่านแม้แต่หยดเดียวมิใช่หรือเจ้าคะ”
มู่รั่วซีกำมือแน่นจนเห็นเส้นเลือด เมื่อถูกหยางหรงผิงพูดจี้ใจดำ ความจริงที่นางไม่อาจหนีพ้นก็คือตัวเองไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหยาง หมิงเค่อ ตลอดเวลาที่นางกลายเป็นฮูหยินผู้เฒ่าหยาง นางต้องอยู่อย่างหวาดกลัวว่าสักวันจะถูกไล่ออกไป ยิ่งตอนที่หยางหมิงเค่อแต่งงานกับองค์หญิงต่างแคว้น จุดยืนของมู่รั่วซียิ่งสั่นคลอน ทว่าสวรรค์ยังเมตตาที่เหอเมิ่งฉีมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน หลังจากอีกฝ่ายจากไป มู่รั่วซีถึงได้หายใจคล่องขึ้น แต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะต้องมารู้สึกเหมือนแต่ก่อนอีกครั้ง เมื่ออยู่ต่อหน้าหยางหรงผิง
“พี่ใหญ่อย่าพูดแบบนั้นเลยเจ้าค่ะ ต่อให้จะเป็นเรื่องจริงแต่ท่านย่าก็เป็นผู้อาวุโสของจวนนี้ จะไปไหนพี่ใหญ่ก็ควรแจ้งท่านย่าก่อนสิเจ้าคะ”
หยางเจาจวินไม่อาจนิ่งเงียบได้ต่อไป แค่เรื่องที่หยางหรงผิงได้สมบัติมากมายไปคนเดียวก็ทำให้นางปวดหัวมากพออยู่แล้ว หากอำนาจทั้งหมดตกไปอยู่ในมือหยางหรงผิงจริง หยางเจาจวินจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปได้จริงหรือ
“ผู้อาวุโสหรือ ข้าเรียนมาน้อยไม่เข้าใจหลักการนั้นอย่างถ่องแท้ ข้าเข้าใจเพียงแค่ว่าอำนาจอยู่ในมือใคร ผู้นั้นต่างหากเป็นผู้ควบคุมอย่างแท้จริง” หยางหรงผิงคลี่ยิ้มชวนให้โมโห “และตอนนี้อำนาจของตระกูลอยู่ในมือข้า ผู้ที่สั่งข้าได้มีแต่ท่านพ่อเท่านั้น”
“พี่ใหญ่เจ้าคะ ถึงท่านจะพูดเรื่องจริง แต่คนเราต้องมีขอบเขตมิใช่หรือเจ้าคะ”
“ขอบเขตคือสิ่งใด”
“ต่อให้ท่านจะดูแลเรื่องราวภายในจวน แต่มู่เป่ยมีธรรมเนียมเกี่ยวกับลำดับอาวุโสอยู่เจ้าค่ะ ท่านไม่สามารถกระทำทุกอย่างตามอำเภอใจได้แบบที่ท่านคิดหรอกเจ้าค่ะ”
“ข้าทำอะไรตามอำเภอใจหรือ” หยางหรงผิงระบายยิ้มกว้าง ทำราวกับว่าไม่เข้าใจความหมายที่หยางเจาจวินบอก
“ก็การที่ท่านออกไปจัดการเรื่องพวกนั้นลำพัง อีกทั้งลดเบี้ยหวัดของพวกเราตามใจชอบอย่างไรล่ะเจ้าค่ะ”
“อ้อ ที่อ้อมค้อมไปมาตั้งนานก็เพื่อจะพูดเรื่องนี้เองหรือ” หยางหรงผิงผงกศีรษะสองสามครั้ง “เหตุใดน้องหญิงไม่พูดตรง ๆ ตั้งแต่ทีแรกเล่า”
“ถูกอย่างที่จวินเอ๋อร์บอก เจ้ามาลดเบี้ยหวัดของพวกเราตามใจชอบแบบนี้ได้อย่างไร”
“นั่นสิผิงเอ๋อร์ แม้ว่าข้าจะไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดเจ้า แต่ก็ไม่น่ากลั่นแกล้งกันแบบนี้”
“อีกไม่นานฮวาเอ๋อร์ก็จะกลายเป็นนายหญิงของที่นี่ เจ้าควรจะระวังการกระทำเสียบ้าง ยังไม่รวมว่าจวินเอ๋อร์กำลังจะเป็นชายาขององค์รัชทายาท หากเจ้ายืนกรานจะหักหน้าพวกเราเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าไม่ให้เกียรติพวกเราแม้แต่น้อย”
“พี่ใหญ่เจ้าคะ ข้ารู้ว่าท่านเสียใจเรื่องขององค์รัชทายาท แต่ท่านก็รู้ดีแก่ใจมิใช่หรือเจ้าคะ ว่าองค์รัชทายาทไม่เคยมีใจให้ท่าน” หยางเจา จวินเอ่ยทั้งน้ำตาคลอ “หากท่านโกรธเคืองข้าก็ตบตีข้าเถอะเจ้าค่ะ อย่าทำให้คนอื่นลำบากไปด้วยเลยนะเจ้าคะ”
“ผิงเอ๋อร์ เห็นแก่ที่พวกเราอยู่ด้วยกันมานาน ให้แม่รองช่วยจัดการบัญชีให้เหมือนเดิมดีหรือไม่”
“ใช่ เจ้าอายุสิบแปดแล้ว เอาเวลามาวุ่นวายเรื่องในจวน ไปคิดเรื่องออกเรือนดีกว่า เจ้าต้องออกเรือนให้ไว จวินเอ๋อร์จะได้สามารถแต่งงานได้”
มู่รั่วซีโบกมือให้คนของตนนำสมุดภาพรวมบุรุษมาให้หยางหรงผิง แน่นอนว่าชายหนุ่มที่มู่รั่วซีรวบรวมมาไม่เหมาะสมกับหยางหรงผิงแม้แต่น้อย คนพวกนั้นล้วนแต่เป็นบุรุษเสเพลประจำเมืองหลวง แม้ชาติตระกูลดีแต่นิสัยกลับสวนทาง
คนแรกคือคุณชายรองสกุลเฉิง อายุปาเข้าไปยี่สิบหกแล้วแต่ยังไม่แต่งภรรยาเอก ทว่าเรือนหลังกลับเต็มไปด้วยบรรอนุ สาวใช้ห้องข้างมากมายจนนับไม่ถ้วน ทั้งมีข่าวลือว่าเขาเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรงในบนเตียง กลางคืนมักมีสตรีหมดสติถูกหามออกมาจากห้องของเขาคืนละสองสามคน
คนต่อไปคือคุณชายสี่สกุลไป๋ ตอนนี้เขาอายุสิบเก้าปี ไม่คิดสอบขุนนาง ไม่คิดทำการค้า เขาใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ที่หอพนันกับหอนางโลม หากต้องการตามหาเขา สามารถหาเจอได้จากสถานที่อโคจรทั้งหลายแหล่
คนถัดมาย่อมไม่พ้นคุณชายแปดสกุลถัง บุรุษที่ติดมารดายิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ หากมารดาบอกให้ไปซ้าย เขาไม่กล้าไปขวา หากมารดาบอกว่านกคือปลา เขาก็จะบอกว่านกคือปลา เขาถึงขั้นเคยพูดว่าหากเขาจะแต่งภรรยา สตรีนางนั้นจะต้องเป็นคนที่มารดาเลือกให้เท่านั้น และต้องทำตามคำสั่งมารดาของเขาทุกเรื่อง
หยางหรงผิงเปิดดูภาพด้านในผ่าน ๆ ก่อนจะเงยหน้ามาบอกว่า “คนพวกนี้รูปงามไม่พอเจ้าค่ะ”