อารัมภบท โบราณท่านว่า
สวัสดีค่ะนักอ่านที่น่ารักของไรท์ทุกคน กลับมาเอจอกันอีกครั้งในเรื่องนี้นะคะ วาสนาสีคราม เรื่องราวความรักของพี่สาวคนโตจากเรื่อง หลงเสียงเรไร หากใครที่ยังไม่ทันได้อ่านก็ฝากด้วยนะคะ
อ้อนๆ ไหว้ย่อเต้าแตะพื้น
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนวไทบ้านซึ่งมีการสนทนาภาษถิ่น(มีคำแปลให้ค่ะ) เนื้อเรื่องทั้งหมดเขียนขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชี้นำหรือบิดเบือน ให้ร้ายแก่บุคคลใด ตัวละครในเรื่องไม่ได้มีตัวตนจริงๆ
มีการบรรยายเรื่องเพศ ความรุนแรง และการใช้ภาษา โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
(อาจจะไม่ถูกใจบางท่านโปรดคอมเม้นต์กันอย่างสุภาพนะคะ ไรท์ใจบางเหมือนปีแมงเม่าเลยค่ะ)
แนะนำตัวละครหลัก
1. วาสนา (28ปี) นางเอก
แม่ค้ายางดอง สุดแซ่บ
2.คราม นพดล เมธาอัครโยธิน (30ปี) พระเอก
ปลัด อบต.โพนเสือ
*********************
แสงแดดจ้าร้อนแผดเผาในเวลาเที่ยงตรงทำเอาหญ้าริมทางเหี่ยวเฉาบ้างก็แห้งตาย ฉันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าขณะที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าร้านร้อนจนหน้ามืดเลย ในใจก็ภาวนาขอให้ฝนไม่ตกเพราะไม่อย่างนั้นวันนี้คงจะขาดรายได้อีกแน่ๆ อีกไม่กี่วันก็จะต้องจ่ายค่าเช่าที่แล้ว
อากาศที่ร้อนอบอ้าวและแสงแดดจัดที่ส่องลงมายังพื้นทำเอาดอกไม้ที่พึ่งจะรดน้ำไปเหี่ยวเฉาลงทันตา แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องรีบตั้งร้าน เตรียมของหยิบเหล้าขาวสี่สิบดีกรีออกมาจากลังและเทใส่โหลแก้วทรงกลมที่มีท่อนไม้ของสมุนไพรแต่ละชนิดอยู่ในนั้นและปิดด้วยฝาที่พันรอบด้วยผ้าสีแดงอีกที ด้านหน้าก็มีป้ายของสมุนไพรแต่ละชนิดติดอยู่เช่น นารีรำพึง โด่ไม่รู้ล้ม ม้ากระทืบโรงเป็นต้น ฉันรู้ดีว่าการขายของแบบนี้มันเป็นลูกค้าเฉพาะกลุ่มแต่กำไรมันดีกว่าที่จะขายอย่างอื่น
ครืน~ เอี้ยด!
รถเก๋งสีขาวขับมาจอดที่หน้าร้านฟิล์มดำมืดจนไม่สามารถมองเห็นคนด้านในได้แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็รู้แก่ใจว่าคือรถของใคร ‘พี่คราม’
ร่างสูงโปร่งเดินลงมาจากรถในชุดราชการสีกากีแบบเต็มยศก้าวมาหยุดตรงหน้าของฉันพร้อมกับยื่นถุงกระดาษสีขาวให้ ใบหน้าหล่อเหลาได้รูปนั้นฉายยิ้มประดับประดาช่างมีเสน่ห์เหลือล้นจนไม่แปลกใจที่สาวๆ ต่างเข้าหาและพร้อมพลีกายให้อย่างไม่รีรอ
“อ้ายซื้อมาฝาก” (พี่ซื้อมาฝาก)
ฉันไม่ได้วางมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่เพียงชำเลืองหางตามองเขาเท่านั้น
“วาสนาครับ อ้ายกะตามจีบอีหล่ามาหลายปียามได๋อีหล่าสิใจอ่อนให้อ้ายแหน่” (วาสนา พี่ก็ตามจีบหนูมาหลายปีแล้วเมื่อไหร่หนูจะใจอ่อนให้พี่สักที)
“จีบสิบปีกะบ่ใจอ่อนดอก บ่มัก!” (จีบสิบปีก็ไม่ใจอ่อนหรอก ไม่ชอบ!)
ฉันว่าออกไปอย่างที่ใจคิด ผู้ชายเจ้าชู้ชอบถึงเนื้อถึงตัว ปากบอกว่าอยากจีบเราแต่มีสาวเข้าหาไม่เว้นวันแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า ทั้งสาวครู สาวๆ ในอบต.ที่เขาทำงานก็เยอะแยะ ไปตลาดนัดนี่แทบจะเดินเหยียบเท้ากัน
“กะอ้ายมักอีหล่า” (ก็พี่ชอบหนู)
“แต่วาดบ่ได้มักเจ้า” (แต่วาดไม่ได้ชอบพี่)
“เป็นหยังคือบ่มัก?” (ทำไมถึงไม่ชอบ?)
“ซัง!” (เกลียด!)
เบื่อที่จะพูดกับเขา ฉันมองค้อนพร้อมกับถอนหายใจแสดงออกให้เขารู้เลยว่าฉันไม่ชอบ ไม่อยากอยู่ใกล้ไม่อยากเห็นหน้าเลยสักนิด แต่ก็ไม่วายที่เขาจะเดินตามมาและคว้าแขนเอาไว้
“อ้ายซื้อน้ำหอมมาฝาก” (พี่ซื้อน้ำหอมมาฝาก)
“บ่มัก! ขิว” (ไม่ชอบ! เหม็น)
“บ่ฉีดน้ำหอมแล้วอีหล่าใช้อิหยังคือตัวหอมแท้” (ไม่ฉีดน้ำหอมแล้วหนูใช้อะไรครับทำไมตัวหอมจัง)
ฟอด~
ปลายจมูกโด่งไล่ดอมดมที่หลังมือจนขึ้นมาที่ลำแขนกว่าที่ฉันจะดึงกลับมาเป็นอิสระได้ เขาก็ดมจนหนำใจแล้ว
“นิสัยบ่ดี วาดซังเจ้า” (นิสัยไม่ดี วาดเกลียดพี่)
ฉันเปลี่ยนจุดหมายเดินกลับเข้ามาในห้องนอนที่เป็นเพียงกระท่อมน้อยๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อหลับนอนชั่วคราวเท่านั้นแต่ก็ไม่วายที่เขาจะพูดตามหลังมา
“โบราณเพิ่นว่า ซังอิหยังได้จังซั่นเด้อวาด” (โบราณท่านว่า เกลียดอะไรได้อย่างนั้นนะวาด)
ไม่มีทาง! ฉันมั่นใจมากๆ เพราะตอนนี้ไม่มีใครทำให้ฉันเกลียดขี้หน้าได้เท่าพี่ครามอีกแล้ว เสียงสตาร์ทรถขับออกจากหน้าร้านไปฉันถึงยอมออกมาจากห้องนอนแต่ก็ยังเห็นถุงน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์วางอยู่หน้าประตู เพราะความเสียดายถึงได้ยอมเอามันเข้าไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าแต่ไม่ได้จะใช้มันหรอกนะ...
“ยายขอแรงๆ แบบล้มช้างเลย”
เรไรเดินมาด้วยอาการฉุนเฉียวไม่ต่างจากช้างที่กำลังตกมัน รังสีความโกรธแผ่ซ่านออกจากร่างกายจนมองเห็นได้ชัดเจนใบหน้าสวยก็บึ้งตึงบอกบุญไม่รับเลย
“เป็นอะไรทำไมมาสภาพนี้”
ฮืม!!!
“ยาย...”
พอได้รู้เรื่องราวก็ทำเอาฉันโมโหตามไปด้วยเลย
“อีสร้อยนี่ก็เหลือเกินรู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นผัวเมียกันแล้วยังจะมาอ่อย มันน่าจับหัวโคกกำแพงวัดจริงๆ”
ถึงแม้ว่าน้องสาวจะอยากได้เหล้าที่แรงแค่ไหนฉันก็เอาแบบที่ไม่แรงให้อยู่ดีเพราะลำพังแค่เหล้าสี่สิบดีกรีก็แรงจนแทบล้มช้างได้อยู่แล้ว
ไฟกระพริบหลากสีถูกเปิดขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ค่อยๆ เลือนลับไป บนท้องฟ้าปรอดโปร่งจนเห็นแสงดาวระยิบระยับ พลันสายตาก็หันไปเห็นพี่น้องสองคนเดินตามกันมา คนน้องมาหยุดตรงหน้าฉันคนพี่เดินไปนั่งลงกับเรไรและลำดวนที่โต๊ะด้านใน ‘พี่แคน พี่คราม’
“อีหล่าคือแต่งตัวแบบนี้ อ้ายหวง” (ทำไมหนูแต่งตัวแบบนี้ พี่หวงนะ)
ฉันสวมเสื้อสายเดี่ยวลายดอกกับผ้าถุงลายหงส์ที่แม่ทอให้ มันสวยมากจนฉันใส่แทบจะทุกวันเลย ผมดำตรงยาวถึงกลางหลังทัดหูด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วงเป็นลักษณะประจำของฉันทุกวัน
“พ่อยังบ่ว่าเจ้าเป็นไผ!” (พ่อยังไม่ว่า แล้วพี่เป็นใคร)
สองมือล้วงกระเป๋าสายตามองจ้องหน้าอกของฉันอย่างไม่ปิดบัง
“สิสั่งหรือบ่สั่ง บ่สั่งก็หนีเกะกะหน้าร้าน” (จะสั่งหรือไม่สั่ง ไม่สั่งก็หลบไปเกะกะหน้าร้าน)
“สิสั่งอยู่แต่ขอชิมแม่ค้าก่อนได้บ่ครับ” (จะสั่งอยู่ครับแต่ขอชิมแม่ค้าก่อนได้ไหม)
ว่าแล้วก็ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์เพทุบาย สายตาจ้องเรือนร่างปานจะกลืนกิน
“หนีเด้อ กระบวยใส่ขุมตาเด้!” (ถอยไปเลยนะ เดี๋ยวแม่จัดกระบวยใส่เบ้าตาซะหรอก!)
คนตัวสูงตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีโกรธเลยกลับกันเขาฉายยิ้มออกมาอย่างคนพอใจทั้งยังกัดปากอย่างคนเจ้าเล่ห์ไล่มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าจนฉันอดไม่ได้ที่จะมองค้อน
“ยามได๋อีหล่าสิใจอ่อน” (เมื่อไหร่หนูจะใจอ่อนสักที)
คำถามที่ถามทุกวันจนฉันเริ่มรำคาญ
“วาสนาจ๋า เอาโด่ไม่รู้ล้มให้เสี่ยชุดใหญ่หน่อยจ้ะ”
พอดีกับลูกค้าประจำของฉันเข้ามานั่งและร้องสั่งมาฉันจึงเลิกสนใจพี่ครามหยิบเหล้าในขวดกรมพร้อมกับแก้วเป๊กไปเสิร์ฟให้เสี่ยอ้วนเจ้าของร้านชำ
“มาแล้วจ้า”
“อื้อหือ วาสนาของเสี่ยนี่สวยทุกวันเลย”
ไม่ว่าเปล่ามือสากๆ ยังจับมือของฉันพร้อมลูบไล้อีก แต่มันเลี่ยงได้ที่ไหนกัน
“เชิญตามสบายนะจ้ะเสี่ย ถ้าหมดแล้วเรียกวาดได้เลยนะจ้ะ”
คำพูดหวานๆ และท่าทีออดอ้อนของฉันทำเอาเสี่ยแกเคลิ้มยิ้มไม่หุบเลย ฉันรีบเดินกลับมาที่โต๊ะของเรไรโดยที่มีสายตาของพี่ครามมองอย่างไม่ชอบใจ
ใครสนกัน...
สายลมเย็นๆ ในยามค่ำคืนพัดมาดับร้อนได้เป็นอย่างดี บวกกับเสียงเพลงเบาๆ ที่ฉันเปิดขึ้นเพื่อกล่อมบรรยากาศให้ผ่อนคลาย
“เจ้าคือแนมยายวาดคักแท้อ้ายคราม สิงร่างเลยบ่?” (พี่ครามถ้าจะมองพี่วาดขนาดนี้สิงร่างเลยไหม?)
“อ้ายอยากสี้แฮงลำดวนมึงมีวิธีส่อยอ้ายบ่วะ” (อยากมาก ลำดวนเอ็งมีวิธีช่วยพี่ไหมวะ)
“ฮะ/ฮะ/!!!”
ทุกคนเอ่ยถามพร้อมกันเมื่อเขาพูดออกมาแบบนั้นไม่เว้นฉัน
“อยากหยังเกาะ เว้าใหม่ดู้” (อยากอะไรนะ พูดใหม่)
ลำดวนถามย้ำพลางทำท่าทำทางแคะหู ก่อนที่พี่ครามจะพูดขึ้นมาอีกรอบ
“อยากสิง สิงแล้วกูสิพาเมือบ้านเอาเป็นเมียเลย ตื่นเช้ากูกะสิให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศหอกระจายข่าวพร้อม” (อยากสิง สิงแล้วพี่ก็จะพากลับบ้านไปทำเมียเลย เช้ามาก็จะให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศผ่านหอกระจายข่าวให้ด้วยเลย)
ขณะที่พูดเขาก็มองมาที่ฉันด้วยแววตาจริงจัง อีกมือก็จับแก้วเหล้ายกพรวดอย่างไม่สบอารมณ์
“จีบสาวตาย่านปานนี้สำพอวาสนาบ่เล่นนำมึง” (จีบสาวน่ากลัวขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยทำไมวาสนาถึงไม่คุยกับมึง)
พี่แคนพ่อคนคลั่งรักก็เอาแต่นั่งพัดวีให้เมียที่นั่งกรึบยาดองเป็นนางลำยองอยู่เพราะอารมณ์นั้นขุ่นมัวไม่ต่างจากท้องฟ้าในยามนี้ ส่วนฉันชินชากับคำพูดของพี่ครามแล้วล่ะหมายจ้องจุดใต้สะดือของฉันอย่างเดียวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
พอฟ้ามืดสนิทมองดูเวลาก็ย่างเข้ามาหนึ่งทุ่มเศษๆ แล้ววันนี้ลุกค้าประจำฉันมาพร้อมหน้าพร้อมตาเลยโดยเฉพาะพี่พลบ้านดอนหอยลูกชายกำนันหมายที่มาเทียวแวะมาแจกขนมจีบฉันเป็นประจำ ไม่ต่างจากพี่ครามเลยแต่คงจะต่างอยู่เรื่องของการทำมาหากินนี่แหละ
“วาสนาคนงาม มีเหล้าอันได๋ที่กินแล้วได้ครองหัวใจอีหล่าบ่ครับ” (วาสนาคนสวย มีเหล้ารสชาติไหนที่กินแล้วได้ครองหัวใจของหนูไหมครับ)
ด้วยความที่ฉันเป็นแม่ค้าเลยต้องปั้นหน้ายิ้มหวานใส่ แม้ในใจอยากจะเอากระบวยสับหน้าก็ตาม
“ถ้าอ้ายพลอยากฮู้ก็ต้องลองทุกอย่างเลย...ดีบ่” (ถ้าพี่พลอยากรู้ลองทุกรสเลยดีไหมจ๊ะ)
“อ้ายอยากลองแม่ค้านำสิได้บ่ครับ” (พี่อยากลองแม่ค้าด้วยได้ไหมครับ)
“กระแฮ่ม!!! คันตีนโว้ยอยากเตะปากคน”
พี่พลเปลี่ยนทิศทางมองไปทางต้นเสียงแววตาทั้งสองจ้องมองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่วันนี้เหมือนพี่พลจะควบคุมอารมณ์ได้เขาละสายตาจากพี่ครามหันมามองฉันพร้อมทั้งเอื้อมมือมาตรงหน้า ดีที่ฉันรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกนี้เลยแกล้งยกมือขึ้นมาจับผมทัดหูอย่างคนเหนียมอายเขาเลยไม่ทันจะได้จับ
“วาดเป็นแม่หญิงมาถามตรงๆ แบบนี้ก็เขินเป็นเด้” (หนูเป็นผู้หญิงเล่นถามตรงๆ แบบนี้ก็เขินแย่สิจ๊ะ)
“วาดเอามาให้เฮียอีกชุดหนึ่ง”
“จ้าเสี่ย...อ้ายพลนั่งรอก่อนเด้อ” (จ้าเสี่ย...พี่พลนั่งรอก่อนนะจ้ะ)
เพราะวาจาหวานหูฉอเราะแบบนี้แหละที่ทำให้ร้านยาดองของฉันอยู่ได้ถึงทุกวันนี้รายได้ก็ดีกว่าขายผักอีกเป็นเท่าตัวเลย ปิดหนี้ ธกส.ของพ่อหมดได้ภายในสองปีเลยถึงแม้มันจะเป็นแค่หลักหมื่นก็ภูมิใจนะ
“พี่สาว ร้านซ่อมรถแถวนี้มีไหมจ้ะ พอดีรถหนูยางแตก”
เสียงใสดังขึ้นที่หน้าร้านเมื่อหันไปมองก็เห็นเป็นเด็กสาวอายุน่าจะยี่สิบต้นๆ เท่านั้นเองฉันเดินมาหาพร้อมกับมองไปที่ล้อรถทั้งสองของเธอมันแบนแบบที่ขับไปต่อไม่ได้เลย
“ร้านซ่อมแถวนี้ไม่มีหรอก บ้านอยู่ที่ไหนเหรอ”
“อยู่ดอนหมอกจ้ะ”
ซึ่งก็อยู่ถัดจากบ้านฉันไปแปดเก้ากิโลเลย ไม่ทันได้คิดอะไรออกเลยก็ทำเอาฉันแปลกใจ
“พี่คราม”
เธอเอ่ยเรียกพร้อมกับเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ในร้าน พอเห็นท่าทีที่ดูสนิทฉันก็ไม่แปลกใจแล้ว เดินเอาเหล้าไปเสิร์ฟพี่พลต่อเลยไม่ได้รู้เรื่องว่าสองคนนั้นรู้จักชิดเชื้อกันขนาดนี้ได้ยังไง
“ยกขึ้นท้ายรถกูไปก็ได้”
“ซั่นกูยืมรถมึงเด้อ” (ถ้าอย่างนั้นกูยืมรถมึงนะ)
เดินกลับมาก็ได้ยินพี่แคนกับพี่ครามคุยตกลงกันแล้ว ก่อนที่คนน้องจะลุกขึ้นและมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่ไม่สามารถเดาความรู้สึกได้เลย
“มื้ออื่นเดี๋ยวอ้ายมาหาใหม่” (พรุ่งนี้พี่มาหาใหม่)
ฉันไม่ตอบและไม่ได้มองเขา มือหยิบเม็ดแตงโมเข้าปากแทะกินทำเหมือนเขาไร้ตัวตนไปเลย
นิสัยมันพอปรับปรุงกันได้แต่สันดานมันจะอยู่ติดตัวไปจนตาย!