บทนำ
“ขอบคุณมากนะคะ” ฉันค้อมศีรษะให้กับพนักงานขนส่งที่ยกกล่องสุดท้ายมาวางไว้ให้พลางหันกลับไปมองบ้านหลังขนาดกลางที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไปตรงหน้า
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่าปกติแล้วฉันอยู่ในคอนโดแห่งหนึ่งตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจนถึงทำงาน แต่เพราะเหตุจำเป็นจึงต้องให้ลูกพี่ลูกน้องมาอยู่แทนและฉันก็ย้ายออกมายังบ้านที่แม่ซื้อเอาไว้ให้คนอื่นเช่า โชคดีที่คนเช่าคนก่อนย้ายออกไปพอดีและแม่ก็ไม่อยากปล่อยเช่าแล้ว แถมบ้านหลังนี้ยังไม่ไกลจากที่ทำงานของฉันด้วยเท่าไหร่นัก การเดินทางอะไรก็สะดวกสบาย ก็แค่ต้องจัดแต่งบ้านใหม่เท่านั้น
ฉันหันไปปรายตามองกล่องสีน้ำตาลใบใหญ่เกือบสิบใบพลางถอนหายใจยาวออกมา
เฮ้อ...ไม่น่ามีของเยอะเลยให้ตาย
โชคดีที่ผู้เช่ารายก่อนจัดบ้านไว้อย่างเรียบร้อย บ้านก็ไม่ได้สกปรกอะไรราวกับได้ทำความสะอาดก่อนจะออกไป ดังนั้นฉันเลยไม่ต้องเสียแรงในการเก็บกวาดมากอย่างที่คิด แต่ก็ถือว่ากินแรงไปพอสมควร
Rrrr Rrrr…
ในตอนที่กำลังหยิบหนังสือจัดเข้าชั้นวางก็เป็นเวลาเดียวกับที่มีเสียงเรียกเข้าของสมาร์ตโฟนดังขึ้นมา ฉันหันไปมองยังเจ้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่แผดเสียงไปลั่นห้องหนังสือ พอเห็นว่ามันอยู่บนเก้าอี้ก็เอื้อมไปหยิบมาดูว่าใครเป็นคนโทรมาก่อนจะกดรับ
“ว่าไงหนาว?” ปลายสายที่โทรมาคือ ‘น้ำหนาว’ นักเขียนในดูแลที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของฉันเอง
ฉันเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งมาได้เกือบสองปีแล้ว สำนักพิมพ์ที่ฉันทำงานอยู่เป็นสำนักพิมพ์ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนักแต่ก็ถือว่าเป็นที่รู้จักในวงการอยู่พอตัว
[ย้ายบ้านใหม่วันนี้เหรอวาดฝัน ทำไมไม่โทรมาบอกล่ะจะได้ไปช่วย] ‘วาดฝัน’ คือชื่อของฉันเอง [ของก็ไม่ใช่น้อย ๆ ด้วยนี่นา แค่หนังสือนิยายก็ปาไปแล้วเป็นร้อยเล่มแล้วมั้ง]
หัวเราะให้กับการแซวของเพื่อนตัวเองที่ไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่พลางกรอกเสียงตอบกลับไป “ไม่อยากกวนอะ อยู่ดูร้านเถอะคุณแม่ค้า อีกอย่างก่อนหน้านี้แกก็ช่วยมาแพ็กของลงกล่องให้แล้ว แค่เรียกขนส่งมารับก็เสร็จแล้ว”
[แล้วตอนนี้จัดของเสร็จยังอะให้ฉันไปช่วยไหม?] น้ำหนาวถามกลับมา ฟังจากเสียงที่แทรกเข้ามาแล้วเธอคงจะอยู่ข้างนอก ไม่ได้อยู่ร้านดอกไม้ที่ตัวเธอเองเป็นเจ้าของ
ฉันเบี่ยงหน้าไปมองกล่องหนังสือที่วางอยู่ข้าง ๆ “ไม่เป็นไรหรอก เหลืออีกแค่นิดเดียวแล้ว เอาจริงคนเช่าคนเก่าเขาจัดไว้เรียบร้อยอยู่แล้วอะฉันแค่เก็บของของตัวเองก็เสร็จแล้ว บ้านอะไรก็ดูเหมือนจะไม่ต้องกวาดด้วย”
[เอางั้นก็ได้ ไว้ไปหาน้า] น้ำหนาวตอบกลับมาเสียงใส หลังจากนั้นเราก็คุยกันเล็กน้อยก่อนจะวางสายไปกน้อยก่อนจกนอยกอนจวงสยไป ฉันจึงจัดการเก็บของของตัวเองต่อ ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงในที่สุดก็จัดการทุกอย่างเสร็จสักที
“เมื่อยไปหมดทั้งตัวเลยแฮะ” ฉันเอียงศีรษะไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยล้าที่ก่อตัวขึ้น ยืดแขนบิดขี้เกียจเล็กน้อยเสร็จก็กำมือทุบไปยังแผ่นหลัง เหลือบไปมองนาฬิกาดิจิทัลที่บ่งบอกเวลาสี่โมงกว่า ๆ พลันท้องก็ร้องขึ้นมา
ยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้า ไม่แปลกที่จะหิวขนาดนี้
เมื่อเช้าตอนเข้ามาก็เห็นว่าบ้านตรงข้ามเปิดเป็นคาเฟ่ ฉันจึงตัดสินใจหยิบสมาร์ตโฟนและกระเป๋าสตางค์ของตัวเองมาไว้ในมือพร้อมกับสาวเท้าเดินออกไปข้างนอกหวังจะหาอะไรรองท้องสักหน่อย
คาเฟ่ที่นี่ดูน่านั่งเอามาก ๆ เลย ดูเหมือนจะส่วนตัวแต่ก็ให้ความโล่งใจและสงบสบาย แต่ที่นี่ดูจะมีแต่ลูกค้าผู้หญิง ลูกค้าผู้ชายคือประปรายมาก
“รับอะไรดีครับ?”
ฉันเดินไปหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ จ้องมองรายการน้ำที่มากมายละลานตา ในระหว่างที่กำลังเลือกก็ได้ยินเสียงทุ้มลึกดังขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นไปมองหวังจะสั่งน้ำหากแต่กลับชะงักเข้าซะก่อน
โอเค ฉันเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมร้านนี้ถึงได้มีลูกค้าผู้หญิงเยอะนัก
...เพราะผู้ชายที่สวมผ้ากันเปื้อนตรงหน้าช่างหล่อไร้ที่ติซะจริง ๆ
“หรือจะให้ผมแนะนำเมนูให้ไหมครับ?” พอเห็นว่าฉันยังไม่สั่งสักทีผู้ชายคนเดิมก็พูดขึ้นมาอีก ฉันจึงละสายตาจะใบหน้าหล่อเหลานั้นพลางขยับริมฝีปาก
“เอาดาร์กช็อกโกแลตค่ะ แล้วก็เอาเค้กเรดเวลเวตด้วยนะคะ”
“โอเคครับ รอสักครู่นะครับ” เขายิ้มส่งมาให้ฉันก็ยิ้มตอบกลับไป เสร็จจึงหาที่นั่งว่าง รอไม่นานทั้งน้ำทั้งขนมก็ถูกมาวางไว้ตรงหน้า ความน่ากินของมันส่งผลให้ฉันต้องยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายรูปเพื่ออัปลงสตอรี่ไอจีของตัวเอง
นั่งต่ออีกไม่นานก็ตัดสินใจกลับไปที่บ้าน ตอนแรกคิดว่าพอหาอะไรรองท้องเสร็จก็กะจะออกไปหาข้าวกินข้างนอกแต่เพราะวันนี้เหนื่อยมามากแล้วเลยสั่งเดลิเวอรี่มาแทน
ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าฉันก็นั่งดูโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่น ตอนอยู่ในคอนโดห้องมันก็ไม่กว้างอะไรขนาดนั้น อยู่คนเดียวเลยไม่เหงาเท่าไหร่ พอมาอยู่ในบ้านที่มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเลยรู้สึกหว่าเว้ขึ้นมาในใจ เพราะงั้นจึงส่งไลน์ไปหาแฟนของตัวเอง
อ๋อ...ใช่ ฉันมีแฟนแล้วนะ ชื่อ ‘กันต์’ เขาอายุมากกว่าฉันสองปี ส่วนเราคบกันมาสองปีนิด ๆ เห็นจะได้
คุณ
พี่ทำอะไรอยู่คะ วาดเหงามากเลย แง้
ที่รัก
ทำงานยังไม่เลิกเลย
คุณ
ช่วงนี้พี่ทำงานดึกจัง
ฉันย่นจมูกใส่หน้าจอ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกพี่กันต์เลยว่าตัวเองย้ายออกมาจากคอนโดแล้วจึงละเลงนิ้วมือลงไปหวังจะพิมพ์บอก คือฉันบอกเขาว่าจะย้ายออกแต่ไม่ได้บอกว่าย้ายไปไหนและย้ายวันไหนน่ะ
ออด...
ทว่ากลับมาเสียงออดดังขึ้นมาซะก่อน ฉันจึงวางสมาร์ตโฟนไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นเดินออกไปหน้าบ้านของตัวเอง เห็นว่ามีคนอยู่นอกรั้ว พอเดินเข้าไปใกล้ก็พลันต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ข้างนอกนั้นคือพนักงานที่อยู่ในร้านคาเฟ่ตรงข้าม
“ขอโทษนะครับ” เขาพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ดูกังวลเล็กน้อย
“มีอะไรรึเปล่าคะ?” ฉันเลิกคิ้วถาม
ผู้ชายข้างนอกชะโงกหน้ามองเข้ามาในบ้านของฉันราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง พอนึกขึ้นได้ว่าฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ก็ลากสายตากลับมายังฉันดังเดิม
“คือว่าผมขอเข้าไปในบ้านได้ไหมครับ?”
“คะ?” ฉันเลิกคิ้วงง... ผู้ชายตรงหน้ายังคงชะโงกหน้าไปมา ไม่นานก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้งด้วยประโยคที่ว่า...
“ผมขอเข้าไปเอาแมวในบ้านคุณได้ไหมครับ?”