มาทำลูกทั้ง ๆ ที่ไม่มีสามี
ณ โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องให้คำปรึกษาแก่ผู้มีบุตรยาก รูปร่างของเธอนั้นบอบบาง สวมชุดเดรสสีดำ ด้านนอกทับด้วยเสื้อคลุมตัวสั้นลวดลายในแบรนด์ชาแนล ยิ่งขับเน้นให้หญิงสาวดูราวกับนางแบบ หากแต่ว่าใบหน้าของเธอกลับซีดขาว ในมือถือก้อนสำลีแอมโมเนียโบกไปมาใกล้ ๆ กับจมูกเพื่อคลายอาการหน้ามืด
หลังจากที่ได้รับรู้วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว เธอรู้สึกเหมือนแข้งขาจะไร้เรี่ยวแรง มือไม้สั่นเทาไปหมด ดังนั้น เธอจึงเลือกนั่งลงบนม้าหินอ่อนตัวที่ใกล้ที่สุด แล้วควานหาหาโทรศัพท์ภายในกระเป๋าชาแนลรุ่นใหม่ล่าสุดที่เธอเพิ่งจะซื้อมาตอนที่ไปเดินเล่น ๆ ในห้างหรู เพื่อระบายความเครียดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
- สา ฉันนั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อน แถว ๆ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก -
นิศราพิมพ์ข้อความลงไปโทรศัพท์บอกเพื่อนสนิทซึ่งเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้
ไม่นานนักข้อความในโทรศัพท์ก็ตอบกลับมาว่า
- ฉันราววอร์ดเสร็จพอดี เดี๋ยวไปหา - @อรสา
เมื่อเห็นข้อความนั้นแล้ว นิศราจึงค่อยเบาใจ เธอจึงระบายลมหายใจออกมา
โรงพยาบาลแห่งนี้ เป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลที่ค่อนข้างใหญ่มาก เนื่องจากเป็นโรงเรียนศูนย์การแพทย์รับรักษาให้แก่คนไข้ทุกประเภท ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนไข้อนาถา ผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น จึงมีคนมาใช้บริการค่อนข้างมาก
ด้วยเหตุนี้ทั้งคนไข้ และญาติคนไข้ที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้นล้วนอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองสตรีบนม้าหินอ่อน ด้วยเพราะการแต่งกายของเธอที่ดูหรูหรา โดดเด่นกว่าทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมที่ถูกดัดเป็นลอนรวบขึ้นสูงเป็นหางม้าเอามัดไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นลำคอระหง ผิวขาวผ่อง เปล่งรัศมีกลิ่นอายความรวยสมกับทายาทมหาเศรษฐี โดยที่เธอไม่ต้องประกาศบอก
ส่วนนิศรานั้นเคยชินแล้วกับการถูกคนมองทั้งที่ตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ เพราะคุณหญิงนิตยา ผู้เป็นมารดามักให้เธอเดินแบบในงานการกุศลบ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งลากเธอไปร่วมงานสังสรรค์ในวงสังคมชั้นสูง
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่สนใจ อีกทั้งสิ่งที่อยู่ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ความกังวลใจเรื่องที่กำลังจะถูกแม่จับคลุมถุงชน
หลายวันก่อน แม่ของเธอพาไปพบลูกชายของเพื่อนแม่ แล้วทำท่าจะให้แต่งงานกับผู้ชายคนนั้น โดยพูดกับเธอว่า
“หนูนิดของแม่อายุจะสามสิบแล้วนะลูก รีบหาใครสักคนแต่งงานได้แล้ว”
“แม่คะ หนูยังไม่สามสิบเลย เพิ่งจะอายุยี่สิบหกปีเองนะคะ ที่สำคัญหนูเพิ่งจะจบปริญญาเอกกลับมาที่ประเทศไทย ชีวิตโสด ๆ หนูยังใช้ไม่คุ้มเลยค่ะ”
นิศราอ้างเหตุผลกับมารดา
ความจริงเธอไม่ต้องเรียนจนจบปริญญาก็ได้ นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ใช้มรดกของพ่อแม่จนวันตายก็ไม่หมด แต่ที่เธอเรียนจนถึงปริญญาเอกก็เพราะไม่อยากถูกพ่อแม่บังคับให้แต่งงาน ดังนั้น เธอจึงอ้างเรื่องการเรียน
เมื่อจบปริญญาเอกแล้วเธอก็หมดข้ออ้าง จึงพยายามเถียงข้าง ๆ คู ๆ ไป เพราะยังสนุกกับการเที่ยวเล่น เดินห้าง หรือแม้กระทั่งการนอนตื่นสาย อยากจะไปไหนมาไหนก็ได้โดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องลูกกับสามี
“แต่งตอนนี้แหละดีแล้ว หลานแม่จะได้ฉลาด ๆ สุขภาพแข็งแรง ขืนแกแก่ลงกว่านี้ ลูกแกก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นดาวน์ซินโดรมอีก ยัยนิดแกก็รู้ตระกูลเรา มีทายาทเป็นแกแค่คนเดียว หากแกเป็นอะไรขึ้นมาธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศนับร้อยกว่าสาขาใครจะดูแล มรดกนับพันล้านใครจะรับต่อ หรือแกอยากให้ทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่อุตส่าห์หามาให้ทั้งชีวิต ต้องตกอยู่ในมือของคนอื่น”
คุณหญิงนิตยาร่ายยาวโดยไม่หยุดหายใจ แล้วเมื่อเอ่ยจบก็ต้องหอบหายใจเหนื่อย เพราะอายุมากแล้ว
“โธ่.... คุณแม่ขา ขอเวลานิดอีกสักปีสองปีไม่ได้หรือคะ อย่างน้อยก็ให้นิดได้เจอกับคนที่ลูกรัก ไม่ใช่คว้าเอาตัวผู้ชายที่ไหนก็ได้”
นิศราโวยวายแก้มป่อง หน้ายู่
“ไม่ได้ พ่อแกกับฉันแก่ขนาดนี้แล้ว ขืนรอต่อไป เกรงว่าจะตายก่อนเห็นหน้าหลาน เดี๋ยวฉันจะตายตาไม่หลับ”
คุณหญิงนิตยาขึ้นเสียงเข้ม ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ เธอเป็นคนมีอำนาจสูง แม้แต่คุณนเรศ สามีซึ่งเป็นถึงผู้บริหารธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ยังต้องเกรงใจ
“คุณแม่....”
นิศราได้แต่โอดครวญออกมา เพราะคุณแม่ไม่ตามใจเธอเหมือนคุณพ่อ
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าแกไม่ชอบลูกชายคุณหญิงจรูญ เดี๋ยวมะรืนนี้แม่จะนัดให้แกไปเจอกับลูกคุณหญิงจรวย หรือถ้าไม่ชอบอีก แม่ก็จะพาไปหาลูกชายท่านรัฐมนตรี หรือไม่ก็......”
คุณหญิงนิตยาร่ายชื่อว่าที่ลูกเขยในอนาคตออกมา วางแผนพาลูกสาวไปดูตัวในวันต่อ ๆ ไป ในขณะที่ลูกสาวได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ
นิศราจึงต้องหาทางผลิตทายาทให้กับตระกูล เพื่อไม่ให้แม่จับเธอแต่งงานแบบคลุมถุงชน
ดังนั้น เพื่อไม่ให้พ่อแม่ล่วงรู้ถึงแผนการนี้ เธอจึงแอบมาที่โรงพยาบาลของรัฐบาล เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว แต่เมื่อเข้าไปที่ศูนย์การรักษาผู้มีบุตรยาก แล้วรับฟังวิธีการทำ เธอถึงกับหน้ามืดจนแทบจะเป็นลม เพราะสตรีที่จะต้องเตรียมการตั้งครรภ์นั้น ต้องใช้เข็มฉีดฮอร์โมนให้ตนเอง ตั้งหลายเดือน
นิศรากลัวเข็มจนขึ้นสมอง เพียงแค่เห็นเข็มเธอก็กลัวจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว โลหะปลายแหลมเล็ก ๆ วาววับสีเงินนั่น ทำให้เธอเหงื่อแตกพลั่ก มือไม้เย็นเฉียบ
ต่อให้อยากมีลูกมากแค่ไหน แต่เธอก็เอาเข็มมาทิ่มตัวเองไม่ได้ !
"เฮ้ยแก ! คิดยังไงแกถึงจะมาทำลูกทั้ง ๆ ที่ไม่มีสามีคะ"
เสียงของเพื่อนสนิท ดึงสติของนิศราให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน
อรสาสวมเสื้อกาวสีขาวตัวสั้น นั่งลงข้าง ๆ เพื่อนสนิท ที่เคยเรียนด้วยกันสมัยมัธยม เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยอรสาสอบได้คณะแพทยศาสตร์ ส่วนนิศราได้ไปเรียนด้านการบริหารที่ต่างประเทศ
นิศราส่งสายตาค้อนปะหลับปะเหลือกให้เพื่อนรัก ก่อนเอ่ยว่า
"ถ้าฉันไม่ถูกแม่พยายามจับฉันให้แต่งงานกับนายเต้าหู้ยี้ลูกชายคุณหญิงกิมฮวย ฉันก็คงไม่วิ่งแจ้นมาหาวิธีทำให้ตัวเองท้องแบบนี้หรอกย่ะ"
เธอนึกถึงว่าที่ลูกเขยคนล่าสุดที่แม่ของเธอพาไปดูตัว แล้วก็ต้องขนลุกขนพองเมื่อนึกถึงใบหน้าอวบอูม สวมแว่นตาหนาเตอะของนายกีตาร์ ที่เธอเรียกเขาลับหลังว่าเต้าหู้ยี้
“ฮ่า ๆ ทำไมแกไม่หลับหูหลับตาแต่ง ๆ ไปซะ แล้วมีลูกให้แม่กับพ่อแกสักคนก็สิ้นเรื่อง”
อรสาหลุดขำออกมา
“ไม่เอา ! ฉันไม่อยากแต่งงาน ฉันจะใช้ชีวิตโสด ๆ อยู่แบบอิสรเสรีแบบนี้ไปชั่วชีวิต”