“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่”
มิรันตีเอ่ยทันทีหลังหลุดพ้นจากรถของพีรพลที่ทำให้เธอเหงื่อตกนั่งแทบไม่ติด กระทั่งนิติพลช่วยยกกระเป๋าเข้ามาให้เธอในห้องที่พี่ชายอีกฝ่ายเปิดให้และบอกว่าต้องรีบไปที่ร้าน แต่ทำอาหารกลางวันไว้ให้ทั้งสองคนแล้ว
“ไม่เอาน่า เราไม่มีทางเลือกมาก รันอยู่คนเดียวไม่ได้ แล้วก็ต้องอยู่กับคนที่ไว้ใจได้ด้วย”
นิติพลเดินมาจับไหล่สองข้างของเธอพูดอย่างจริงจัง
“ถามจริง มีปัญหาอะไรกับพี่พีกันแน่ รันเลี่ยงพี่พีตลอด เราสังเกตได้ แต่คิดว่าในเมื่อรันไม่สบายใจเราก็ตามใจ ถามพี่พีก่อนจะพารันมาเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา”
ริมฝีปากอิ่มเม้มพลางเมินหน้าไปทางอื่น แหงล่ะ เพราะคนที่มีปัญหาคือเธอ คนที่ขายหน้าคือเธอ พีรพลเข้าใจว่าเธอเป็นนางวันทองสองใจไปแล้วและเธอพูดความจริงออกไปไม่ได้ ตราบใดที่นิติพลยังไม่กล้าพูดเรื่องส่วนตัวของเขากับครอบครัว
“แต่ก็คงไม่ได้ยินดีต้อบรับฉันนักหรอก”
“ทำไมคิดแบบนั้น”
คราวนี้อีกฝ่ายจ้องเธออย่างสังเกตกว่าเดิม ก่อนจะดันให้ไปนั่งลงปลายเตียง แล้วกอดอกมองอย่างประเมิน
“หรือว่า...อยากได้ยินพี่พีบอกว่ายินดีรับรันมาอยู่ด้วย?”
รู้สึกราวถูกคำถามแทงใจ มิรันตีกะพริบตาและส่ายหน้าปฏิเสธ
“ฉันแค่หมายถึง...พี่พีคงไม่ค่อยชอบใจเท่าไร ที่อยู่ๆ คนอื่นก็มาอาศัยอยู่ด้วย เขาอุตส่าห์แยกตัวมาอยู่คนเดียวถึงที่นี่”
ท้ายประโยคเธอพูดเสียงเบาอย่างเกรงใจเพื่อน
“นั่นมันเรื่องภายในครอบครัว ไม่ได้เกี่ยวกับรันสักหน่อย”
นิติพลถอนหายใจหากก็ไม่ได้ขุ่นเคืองกับเรื่องที่เธอพูด
“เราไม่ใช่ตำรวจ ไม่ได้มีเซฟเฮ้าส์ แล้วเราก็มีพี่ชายที่ไว้ใจมากที่สุดอยู่ที่นี่ รันเองก็เชื่อใจพี่พีเหมือนเราใช่ไหมล่ะ”
เธอไม่ปฏิเสธในเรื่องนั้น
“รันอยากหนีจากชีวิตเดิมของตัวเอง อยากอยู่ในที่ที่ไม่มีใครสนใจ แล้วก็อยากเลิกทำงานนั้น อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยู่ที่นี่ไปก่อนนั่นแหละดีที่สุดแล้ว อยู่ให้ไกลจากพวกโรคจิตนั่น”
หญิงสาวห่อไหล่ทั้งยังหน้าซีดเผือดทันที และอีกฝ่ายก็ดูออกว่าทำให้เธอกลัวจึงนั่งลงเคียงข้างแล้วโอบไหล่ปลอบใจ
“ในเมื่อรันบอกว่าไม่อยากกลับไปที่บ้าน ไม่อยากให้ใครอื่นรู้จักครอบครัวตัวเอง กลัวว่าแม่กับน้องจะพลอยเกิดปัญหาไปด้วย เราก็ต้องหาคนที่เชื่อใจได้ว่าจะไม่มองรันด้วยสายตาหื่นกระหาย ไม่เหมือนพวกโรคจิตที่ตามจนถึงคอนโด แล้วก็ไม่จ้องตะครุบรันแบบไอ้พวกสารเลวนั่น”
ยิ่งพูดนิติพลก็ยิ่งเสียงเข้มขึ้น ขณะมิรันตีหลับตาลงพยายามลบภาพตัวเองถูกมอมยาและรุมทึ้งลูบไล้เนื้อตัวโดยผู้ชายถึงสามคน หญิงสาวขนลุกซู่จนต้องกอดตัวเองแล้วก็น้ำตาไหลพราก ชายหนุ่มจึงกอดเธอกดศีรษะให้ซุกกับอกของเขา
“รันไม่เป็นไร รันปลอดภัย ไม่ต้องไปคิดถึงมันแล้ว”
เธอพยักหน้าแต่ก็ยังสะอื้นฮัก
“เราขอโทษที่พูดถึงมันขึ้นมา เราจะไม่พูดอีกแล้ว”
มิรันตีพยายามสงบจิตใจที่หวาดกลัวของตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เธอกลัวจนไม่กล้าออกไปไหนหรือแม้แต่ทำงาน แถมยังนอนหลับไม่ลงจนในที่สุดนิติพลซึ่งเป็นคนเดียวที่เธอยอมพบพาเธอไปอยู่ด้วย หลังจากมาเยี่ยมทุกเย็นสามวันผ่านไปแล้วสภาพของเธอย่ำแย่ลง
สองอาทิตย์ผ่านไปชายหนุ่มก็เริ่มจับเข่าคุยกับเธออย่างจริงจังว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป เพราะมิรันตีไม่ยอมรับงานแม้แต่รีวิวสินค้า แม้จะเป็นงานที่ติดต่อสำหรับเดือนหรือสองเดือนข้างหน้าก็ตาม
‘ไปอยู่ที่อื่นสักพัก ที่ที่สงบๆ อยู่กับธรรมชาติ รันน่าจะสบายใจขึ้น แล้วจะเอาไง หรืออยากทำอะไรค่อยว่ากันอีกที’
นิติพลออกความเห็นแล้วก็พาเธอขึ้นเครื่องมาที่นี่ในวันต่อมา
หญิงสาวเป็นนางแบบแนวเซ็กซี่ ในตอนแรกนั้นไม่ได้ตั้งใจทำจริงจัง ทว่าเพิ่งจบระหว่างกำลังหางาน เพื่อนรุ่นพี่ของนิติพลที่บังเอิญได้เจอกันเสนองานถ่ายแบบนิตยสารแนวเซ็กซี่มาให้ หลังจากปรึกษานิติพลและดูขอบเขตกับสไตล์งานแล้วไม่หวือหวาเกินไปเธอจึงลองดูโดยมีนิติพลคอยรับส่ง แม้จะเข้าไปอยู่ตอนที่ถ่ายด้วยไม่ได้หากเขาก็ไม่ปล่อยให้เธอไปตามลำพัง แล้วมิรันตีก็ได้รับความสนใจมากจากผลงานชิ้นนั้น เธอมีคนติดตามทางโซเชียลมากขึ้นผิดหูผิดตา ทั้งที่ตั้งใจถ่ายเพียงครั้งเดียว ทว่าก็ต้องช่วยมารดาหาเงินก้อนใหญ่จ่ายค่าเทอมปีแรกเข้ามหาวิทยาลัยของน้องสาว รวมทั้งเพื่อนรุ่นพี่ก็ติดต่อมาบ่อยครั้งแม้จะบอกปัดไป มิรันตีจึงยอมรับงาน นั่นยิ่งทำให้หลายที่ติดต่อเธอมา
“บ้านพี่พีออกจะน่าอยู่ รันก็เห็นแล้ว อีกอย่างร้านพี่พีก็อยู่ในไร่ชาชื่อดังของจังหวัด สวยมากเลย เราเคยไปหาที่นั่นครั้งนึง เอาไว้ไปเที่ยวพรุ่งนี้กัน รับรองรันต้องชอบแน่”
“ไหนบอกว่าไม่ได้ลางานไง”
“บินกลับเช้าวันจันทร์ก็ได้ ขอลาสักครึ่งวันเช้า”
“แล้วพี่พี...”
“เราไปเที่ยวของเรา พี่พีไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า”
อีกฝ่ายบอกพลางยักไหล่
“เลิกกลัวพี่พีได้แล้ว”
มิรันตีได้แต่ยิ้มเจื่อน เธอไม่ได้กลัวพีรพล แต่เกรงจะทำให้เขาเกลียดขี้หน้าตัวเองไปมากกว่านี้ต่างหาก
เจ้าของร่างสูงโปร่งหากดูกำยำที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้ม ปักชื่อร้านกาแฟตรงหน้าอก และยืนชงกาแฟด้านหลังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทางคล่องแคล่วทำให้มิรันตีอยากมองเช่นนี้ไปนานๆ การนั่งอยู่ค่อนข้างไกลทำให้เธอกล้าที่จะมองพีรพลโดยไม่ละสายตา
“ตาเชื่อมเชียวนะ”
มิรันตีสะดุ้งเฮือก ไม่ทันมองว่านิติพลที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาแล้ว อีกฝ่ายไปสั่งเครื่องดื่มแล้วเลยไปเข้าห้องน้ำ เธอจึงจ้องพี่ชายของเขาได้เต็มตาทว่าก็ลืมระวังตัว
“เปล่าสักหน่อย”
ร่างสูงโปร่งใกล้เคียงพี่ชายหากกำยำน้อยกว่านั่งลงตรงข้ามเธอพลางยื่นหน้าข้ามโต๊ะมาจนใกล้แล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ มิรันตีรู้สึกไม่ชอบใจนักจึงยกมือขึ้นแกล้งจะใช้สองนิ้วจิ้มตาอีกฝ่าย แต่ก็ต้องชะงักเพราะเหลือบไปเห็นว่าพีรพลกำลังยกเครื่องดื่มกับเค้กตรงมาหา หญิงสาวกลับไปนั่งหลังตรง ทว่าเพื่อนสนิทที่ไม่เห็นพี่ชายกลับโน้มมาใกล้มากขึ้น
“ไง ไม่แน่จริงนี่นา”
“อะแฮ่ม”
เสียงกระแอมของพี่ชายทำให้นิติพลยืนขึ้นหันไปช่วยรับของที่อีกฝ่ายถือมา
“ต้องไปเอาเองไม่ใช่เหรอพี่”
“ก็นายไม่ได้ถือเครื่องไปด้วย ทำเสร็จแล้วจะรู้ได้ไง”
พีรพลบอกเสียงเรียบ ขณะที่คนโดนบ่นหน้าเจื่อนเพราะตนรีบไปห้องน้ำจนลืมจริงๆ
“จะหวานกันก็ดูหน่อย นี่มันที่สาธารณะ นายไม่ได้อยู่ที่บ้าน”
มิรันตีกัดริมฝีปากด้านในทว่าไม่ได้มองคนพูด เพียงแค่จ้อง นิติพลด้วยแววตาขุ่นเมื่ออีกฝ่ายรับคำหน้าทะเล้น
“ครับพี่”