ฉันละอยากจะกรี๊ดใส่ปลายสายแต่ทำอะไรไม่ได้มากนอกเหนือไปจากกดวางสายแล้วคว่ำหน้าจอวางลงกับโต๊ะเรียนอย่างโมโห
คนบ้า
ตาบ้า
ตามรังควานกันอยู่ได้!
ฉันได้แต่บ่นพึมพำออกมาอย่างอารมณ์เสีย แต่ไม่วายเพื่อนสาวตัวดีของฉันกับนั่งเท้าคางมองฉันตาแป๋วพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ไหนเล่า มันยังไง แกกับหนุ่มฮอตวิศวะคนนั้นไปรู้จักกันได้ยังไง”
“เรื่องมันยาว” ฉันบอกปัดพร้อมกับมองตรงไปยังด้านหน้าที่อาจารย์กำลังสอน พยายามทำเป็นนิ่งอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะอาจารย์คนนี้ดุมากและกำลังเพ่งเล็งมองมาที่เราอยู่
“ไว้ค่อยเล่าใช่ปะ เลิกเรียนคาบนี้ค่อยไปเล่าที่ร้านชานมก็ได้” นานาหันมาเขย่าแขนฉันด้วยใบหน้ายิ้มระรื่นพูดเองเออเองเสร็จสรรพ แต่ฉันรีบส่ายหน้าดับฝันนางทันทีจนนางถึงกับทำหน้ายู่ใส่
“เปล่า เรื่องมันยาว ไม่อยากเล่า”
“แกอะ...”
ปึก! เสียงเคาะกระดานที่หน้าคลาสดังขึ้นพร้อมกับเสียงอาจารย์ประจำภาควิชาที่ขยับแว่นมองมาที่ยัยนานา
“นี่ลลินา ได้ฟังที่อาจารย์สอนไหม”
“ฟะ ฟังค่ะอาจารย์ ฟังอยู่ค่ะ” นานาเลิ่กลั่ก สายตาเพื่อน ๆ ในคลาสต่างก็หันมามองที่นางเป็นตาเดียว
“ตั้งใจหน่อยเรื่องนี้สำคัญ ออกสอบด้วยนะ”
“ค่าอาจารย์”
“สมน้ำหน้า” ฉันทำหน้าล้อใส่นางก่อนจะหันมาตั้งใจเรียนต่อ ส่วนนางก็ได้แต่บ่นงอแงเป็นเด็กน้อยทำท่าแก้มป่องแบบงอน ๆ ก่อนจะทำเป็นสนใจอาจารย์ที่ยืนสอนอยู่หน้าห้อง
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่คลาสนี้จบลง
ครืด ครืด
โทรศัพท์มือถือที่ฉันคว่ำหน้าจอเอาไว้ก็สั่งขึ้น ยังกับรู้เวลาจบคลาสเป๊ะ
แน่นอนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหมอนั่น!
“เขาโทรมาทวงของอีกแล้วเหรอ”
“อือ”
แต่ช่างเถอะจ้างก็ไม่รับสายปล่อยให้สั่นอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ
"ไปเถอะแก" ฉันชวนนานาเก็บของออกจากคลาสก่อนจะเดินออกจากห้องและเดินตรงไปยังลิฟต์ มีนานาที่ยังเซ้าซี้ไม่เลิกตั้งแต่เดินตามเข้ามาในลิฟต์จนกระทั่งมาถึงชั้นล่างนางก็ยังไม่เลิกพูด
“แล้วแกก็ไม่ให้ ๆ เขาไปละ ไม่งั้นเขาก็คงตื้อทวงของที่แกไม่เลิกแน่"
“ให้ง่าย ๆ อย่างนั้นก็ดีหน่ะสิ”
“ก็แล้วมันอะไรที่แกให้เขาไม่ได้"
“แกเลิกถามเหอะนานา ฉันว่าเลิกเรียนแล้วเราไปกินชานมกันดีกว่า”
ฉันบอกปัด ในขณะที่เริ่มหงุดหงิดกับโทรศัพท์ของฉันก็สั่นไม่หยุดไม่หย่อน หรือฉันควรจะปิดเครื่องไม่เลยดีนะ เอาวะปิดมันเลยดีกว่า
ก็นะ ในเมื่อโทรศัพท์ไม่หยุดสั่นเสียทีฉันเลยตัดสินใจหยิบมันออกมากดตัดสายและกำลังจะกดปิดเครื่อง
แต่...
“ฉันว่าวันนี้เราสองคนอดไปกินชานมแล้วแน่ ๆ” นานาดูเสียงจ๋อย นางชะงักแล้วหันมามองฉัน
อย่าบอกนะว่า...! ฉันละสายตาจากมือถือก่อนจะมองตามเรียวนิ้วของนานาที่ชี้ไปข้างหน้า
“ดูนั่น” นางชี้ไปยังคนที่กำลังเดินสาวเท้ามาทางเราสองคนด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับจ้องเขม็งใส่ฉันอย่างคาดโทษ
ฉัน...กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ในมือกำโทรศัพท์เอาไว้แน่น นึกอยากหายตัวได้ในเวลานี้แต่สองขามันหนักอึ้งจนไม่สามารถก้าวหนีไปทางไหน รู้ตัวอีกทีร่างสูงโปร่งในช้อปวิศวะสีแดงเข้มก็หยุดยืนตรงหน้าฉันในระยะกระชั้นชิด
“ฉันมาทวงของ ที่ฉัน...ต้องได้จากเธอ”
ตึก
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับสายตาคมก้มลงมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือฉัน ท่าทางเขาหงุดหงิดอย่างคนโดนขัดใจ ลิ้นหนาดุนดันที่กระพุ้งแก้ม ก่อนจะช้อนแววตาเจ้าเล่ห์เลื่อนขึ้นมาสบตากับฉันพร้อมกับเอ่ยพูดออกมาน้ำเสียงจริงจัง
“ว่าไง ฉันมาทวงของ” เขาตอกย้ำในการกระทำที่มาหาฉันถึงที่แบบนี้
พอได้มายืนสบตากับเขาในตอนนี้แล้ว ใจฉันก็สั่นระรัว คิดว่าจะหนีเขาพ้นแล้วแท้ ๆ
“เอ่อ งั้นฉันขอตัวกลับเลยดีกว่าเอาไว้ค่อยกินชานมกันวันหลังละกันนั้น” เสียงของนานาทำให้เราละสายตาออกจากกัน เผลอแปปเดียวเพื่อนตัวดีของฉันก็เดินจ้ำไปอยู่ด้านหลังเขา
“โชคดีนะเพื่อน” นานาชะเง้อคอมาพูดกับฉัน "ไปก่อนนะคะ" ส่วนประโยคหลังที่เธอพูด เธอบอกกับอีกคนที่หันหลังไปมองยังเธอเช่นกัน
“ยัยนานาเดี๋ยว!" ฉันตะโกนไล่หลังเพื่อนรักที่วิ่งกลับหันไปแล้ว
แต่สำหรับฉันได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ หันกลับมาสบตากลับคนตรงหน้าที่เลิกคิ้วเข้มยียวนใส่
เพราะสิ่งที่เขามาทวงคืออะไร ฉันรู้ดี
“ไปคุยกันที่อื่น ตามมา”
ฉันหันหลังหนีพร้อมกับเดินนำเขาออกมาจากโถงอาคารเพื่อพาเขาออกมาห่างจากผู้คน ไม่ใช่อะไรเพราะตรงที่เรายืนอยู่หน้าคณะตรงนี้ ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนจำนวนมากกำลังมองมาที่เราสองคนเป็นตาเดียว ฉันก็อายเป็นและไม่อยากให้ใครมาได้ยินเรื่องที่น่าอายระหว่างฉันกับเขา
“ดูเธอจะติดใจห้องน้ำนะ” เสียงจากคนด้านหลังเอ่ยพูดอย่างทีเล่นทีจริง
“จะบ้าเหรอ ฉันแค่พานายออกมาจากสายตาผู้คนเท่านั้น!” ฉันเหวใส่ในทันทีที่เขาเอ่ยพูดขึ้นก็เพราะฉันเดินนำเขามาที่ห้องน้ำหลังอาคารเรียน และสิ่งที่เขาพูดก็น่าจะเดาออกว่าที่พูดออกมานั้นหมายถึงอะไร
คราวก่อนที่เราเจอกันก็ในห้องน้ำ แถมในตอนนี้ฉันยังพาเขาเดินมาแถวห้องน้ำอีก เมื่อคิดว่าลับตาผู้คนแล้วฉันก็หยุดเดินและหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แต่เขากลับเดินเข้ามาประชิดตัวก่อนจะยกนิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากฉัน
“ทะ ทำอะไร” ฉันถอยหลบพร้อมกับสะบัดหน้าหนี
“เจ็บไหม” เขาลดมือลงและเอ่ยถาม ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าสายตาเมื่อครู่ของเขานั้น ดูสั่นวูบอย่างกับเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่ทำฉันเจ็บจริง ๆ
“สนใจด้วยเหรอ ตอนทำไม่เห็นคิด” ฉันยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองอีกคนอย่างคาดโทษ
“จูบกับฉันไป ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือไง” เขาถามออกมาหน้านิ่ง ซึ่งฉันเดาความคิดเขาไม่ได้เลย
อยากให้ฉันรู้สึกอะไร
ชอบ?
หวั่นไหว?
“รู้สึกอะไร ฉันโตพอที่จะจูบกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่แฟน แค่นี้ฉันไม่ถือ” พูดจบฉันก็ละมือลงจากริมฝีปากตัวเอง พร้อมกับแสดงท่าทางไม่ได้ยีระกับเรื่องนั้น
แต่นั่น...มันจูบแรกของฉันเลยนะเว้ย
“จะบอกว่าจูบมาหลายคนแล้วงั้นดิ”
“อือ จะคิดอย่างนั้นก็ได้”
“แต่เมื่อวานเธอขัดขืน และท่าทางเหมือนคนเพิ่งโดนจูบครั้งแรก”
คำพูดรู้ทันของเขาทำฉันพูดอะไรไม่ออกและประหม่ากลัวโดนจับได้จนเผลองับปากล่างที่เป็นแผลอย่างเผลอตัว
“นั่นเพราะฉันไม่เต็มใจต่างหาก” ฉันเบนหน้าหนีสายตาจับผิดของเขา
“หึ เธอน่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”