ตอนที่ 1
“กลับมาดึกเชียวนะคะ~ นึกว่าจะไม่มาหาพราวแล้ว” เสียงหวานจากเจ้าของห้องดังขึ้น
อินทรีกลับมาถึงห้องคอนโดของคู่นอนพลางถอดเสื้อสูทพาดโซฟาด้วยความเบื่อหน่อย มองคนตัวเล็กในชุดเสื้อสายเดี่ยวเอวลอยคอกว้างแหวกร่องลึกกับกางเกงขาสั้นเดินนวยนาดมาเบียดกายใส่เขาอย่างมีจริต สองมือน้อยค่อยๆ เอื้อมขึ้นปลดเนกไทเส้นสีดำลง ตามด้วยแกะกระดุมเสื้อทีละเม็ด
“ไม่มาฉันก็โดนเธอแหกอกสิ”
“แล้วไปกินข้าวกับว่าที่คู่หมั้นมา เป็นไงบ้างคะ?”
สิ่งที่พราวสนใจคือเรื่องการนัดทานข้าวกับว่าที่คู่หมั้นสองต่อสอง ตามคำสั่งผู้ใหญ่มากกว่า และเธอก็ถูกย้ำอีกว่า งานนี้ห้ามอาละวาดเด็ดขาด จึงได้แต่นั่งรอนอนรอในขณะที่ผัวไปดูตัวกับผู้หญิงคนอื่น
คิดแล้วก็หงุดหงิด
ตอนแรกเธอหน้ามุ่ยพร้อมจะวีนใส่ แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหนื่อยหน่ายก็พอจะรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงคนนั้นแน่นอน นั่นทำให้พราวยิ้มแย้มเปลี่ยนท่าทีเป็นต้อนรับอีกฝ่ายกลับบ้าน
“จืดชืด” เขาพูดเรื่องจริง ว่าที่คู่หมั้นที่ผู้ใหญ่จัดให้อย่างกับแม่ชี
สู้คนตรงหน้าไม่ได้เลยสักนิด
“แล้วแผลนี่ …ไปทำอะไรมาคะ” ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าข้อมือด้านขวาของอินทรีถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลสีขาว
“ไม่มีอะไร”
“ถามแล้วไม่ชอบตอบ ไม่รู้เป็นอะไรหนักหนา” พราวค้อนใส่ไป
ทีหนึ่ง อินทรีไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะแผลนี่ก็แค่ออกกำลังกายมาเท่านั้นแหละ
“...พราว”
“คะ?”
“อีกสองเดือน”
สองเดือนทำไม? อะไรยังไง เขาพูดแบบนี้ขึ้นมาดูเป็นลางไม่ดีเลย “พูดมาสิคะ”
“ฉันมีเวลาเหลือให้เธอแค่อีกสองเดือน”
“อะไรกัน แค่สองเดือนคือ?... หรือว่าครบสองเดือนแล้วจะเขี่ยพราวทิ้ง”
“อืม อย่างนั้น” สองเดือนข้างหน้าอินทรีต้องเข้างานหมั้นตามคำสั่ง ฉะนั้นเขาต้องเคลียร์พวกสาวๆ ในสต็อกทิ้งให้หมด ซึ่งสาวในสต็อกเขาก็มีแค่เธอเป็นหมายเลขหนึ่งคนเดียว เพราะที่เหลือโดนพราวอาละวาดตบตีจนทุกคนเตลิดเปิดเปิงหนีไปหมด
“พูดเป็นเล่นไปได้” หญิงสาวไม่อยากจะยอมรับ
“ฉันเคยพูดเล่น?”
“...” งั้นคงเป็นเรื่องจริงสินะ... หึ
“ถ้าพราวไม่ยอม คุณจะทำไม” พราวถึงกับยิ้มแห้งถอยมานั่งขาไขว่ห้างกอดอกบนโซฟา นี่มันได้เวลาที่เขาจะเขี่ยเธอทิ้งจริงๆ งั้นเหรอ?
“ตายกับมีชีวิตเธอจะเอาอะไร?”
อึก! เธอคอแห้งขึ้นมา รู้ดีว่าเขามันร้ายกาจเลือดเย็นแค่ไหน
แต่ไม่คิดว่าร้ายกาจได้ขนาดนี้ ระยะเวลาหนึ่งปีกับอีกประมาณหกเดือนที่อยู่ด้วยกัน จะในสถานะคนควงบ้าง คู่นอนบ้างก็เถอะ เขาจะ
ใจดำกับเธอลงหรือ ทั้งที่เธอเอาอกเอาใจปรนเปรอแทบทุกอย่างไม่ให้
ขาดตกบกพร่อง นอกจากเรื่องไปยุ่งเกี่ยวหญิงอื่นที่ไม่ยอมและอาละวาดตามประสาคนหวงผัว
“ใจร้ายกับพราวขนาดนั้นเลย?”
“นี่ว่าใจดีนะ ตั้งแต่ที่ฉันเลี้ยงมา เธอกอบโกยไปกี่ร้อยล้านแล้ว?” อินทรีขยับหยุดยืนตรงหน้านางแบบสาว เขาปลดกระดุมกางเกงลง ตามด้วยการปล่อยอาวุธเถื่อนออกมา มือหนารูดสาวท่อนเอ็นยักษ์ที่เกินมาตรฐาน
เหอะ! ได้มาเยอะแล้วจะทำไมล่ะ เพราะที่เธออยากได้จริงๆ ไม่ใช่เงินทองหรือสมบัติพวกนั้นสักหน่อย
ที่เธออยากได้ก็คือ ‘หัวใจ’ เขาต่างหากล่ะ
คนบ้า!
“หวังว่าจะเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดนะ”
“เข้าใจค่ะ งั้นสองเดือนที่เหลือก็ช่วยเรียกพราวว่าเมียหน่อย
นะคะ ถือทำบุญสงเคราะห์ให้คนไม่เคยมีผัวเป็นตัวเป็นตนกับเขาบ้าง”
“ไร้สาระ”
“ทีพราวยังให้คุณเป็นผัวเลย!” นางแบบสาวกล้าพูด และเคยประกาศกับหน้ากล้องมาแล้วว่าอินทรีเป็นสามีของเธอ
“คนที่เป็นเมียฉันได้ คือคนที่ฉันรักและเธอจะเป็นคนสุดท้ายที่
ฉันเลือกจะรัก” พูดไปเช่นนั้นแหละ เพราะตัวเขาเองแทบจะยังไม่รู้จักกับคำว่า ‘ความรัก’ เลย
“เหอะ!” พราวเหยียดยิ้มนึกสมเพชตัวเอง เธอจะเป็นคนสุดท้ายที่เขาจะเลือกรักงั้นหรอ เล่นเธอเจ็บสะอึกไปไม่เป็นเชียว
“จะคิดอะไรให้มาก? เธอแค่ทำให้ฉันมีความสุขแล้วเอาเงินไป”
ฝ่ามือหนาบีบปลายคางเรียวเชิดขึ้น ก่อนจะจ่อปลายหัวเห็ดมาเกลี่ยตามริมฝีปากอวบอิ่ม
“...”
“อย่านิ่ง” เสียงทุ้มท้วง เมื่อปลายหัวหยักจ่อแนบที่ริมฝีปาก
อวบอิ่มขนาดนี้พราวกลับชักช้าไม่รีบจัดการมัน
“งั้นสองเดือนนี้ คุณเตรียมหมดตัวได้เลย พราวจะผลาญจน
คุณไม่เหลืออะไร” ดวงตาของเธอวาววับขณะยันตัวลุกขึ้นพลางยกยิ้มหวานยวนใจ ก่อนเขย่งขึ้นไปจูบสันกรามคม ไล้จนไปถึงใบหูหนาแล้วเอ่ยถ้อยคำกระซิบ “วันนี้พราวเป็นวันนั้นของเดือนค่ะ...”
“ใช้ปากสิ มันจะไปยากอะไร” อินทรีรู้ถึงไอร้อนที่แผ่ขยายออกมาจากคนตัวเล็ก แขนหนาดันตัวเธอออกห่าง ทาบฝ่ามือลงหน้าผากมนจึงรู้ว่ามันร้อนมากจนคิ้วหนาขมวดยุ่ง
เวลาประจำเดือนมา ทุกครั้งเธอมักจะเป็นไข้ทับระดู
“ไปกินยาแล้วนอน” อินทรีไล่อย่างหัวเสีย เขามันมีอารมณ์มาก แต่ก็นึกเป็นห่วงหญิงสาว บางทีเธอเป็นหนักแทบชักดิ้นชักงอ ไม่รู้ว่าจริงหรือแสดงแต่ก็ต้องหอบหิ้วส่งโรงพยาบาลตลอด
“ไปอาบน้ำมานอนสิคะ พราวอยากกอด” ช้อนแววตาหวานมองประจบคนตัวสูง
“เธอไม่กลัวเลยนะ ว่าไข้จะติดฉันรึเปล่า”
“ก็คุณมันแข็งแรงจะตาย ไม่เห็นเคยติดสักครั้งเลย” อินทรีใส่เสื้อผ้ากลับเข้าที่พลางตั้งท่าว่าจะออกจากห้องไปหาความสุข
“ฉันจะไปนวด”
“ฮะ!” พราวตาขวางทันที
“คืนนี้เธอนวดฉันไม่ได้ ฉันก็ต้องหาที่ระบาย”
“พราวไม่เอาคุณสักคืน มันจะเ****นขนาดนี้เลยเหรอคะ!” พราวขึ้นเสียง ตาแทบลุกเป็นไฟ เมื่อได้ยินว่าเขาจะไปนวด รู้ทั้งรู้ว่าเธอมันขี้หึงขึ้นประสาทขนาดไหน
“อย่าขึ้นเสียงแล้วไปนอน!” เสียงเข้มเอ่ยคำสั่ง เขาไม่ชอบคน
พูดยากและชอบมาข่มใส่แบบนี้
“พราวไม่นอน ไม่กินยา ไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าผัวพราวยังคิดจะออก
ไปนวดนอกบ้าน!” หญิงสาวพุ่งเข้ากอดร่างโตติดหนึบ มือน้อยเกาะแน่นยิ่งกว่าหนวดปลาหมึก มาเฟียหนุ่มจึงถอนลมหายใจออกยาว
“พราวไม่สบายขนาดนี้ ยังจะทิ้งพราวไปนวดอีกเหรอคะ จิต
ใต้สำนึกความเป็นผัวไม่มีเลย” น้ำเสียงเธออ่อนลง ตามด้วยเสียงสะอึกสะอื้น ในเมื่อหวีดร้องไม่ได้ มารยาน้ำตาหญิงก็มา ถึงจะรู้ว่าคนอย่างเขาน้ำตาก็ไม่แพ้ นอกจากความตอแหล
“ถึงไม่ดูแล ขอแค่อยู่ห้องก็พอนะคะ”
“เออ! ฉันยอมเธอก็ได้ ไม่ไปก็ไม่ไป” พูดมาจนเขาเองรู้สึกผิดเลยว่ะ
“จุ๊บ~ ไว้หายแล้ว พราวจะทบต้นทบดอกให้เลยนะคะ” พราว
ยิ้มออก ยกมือขึ้นคล้องคอหนารั้งเอาคนตัวสูงมาจูบ
“ถ้าจะเวทนา ก็ควรจะช่วยเช็ดตัวให้พราวด้วยนะคะสามี”
“…”
“พราวรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว”
“เดี๋ยวจะโดนดี ไข้แดกแล้วยังจะมายั่ว!”
“ก็แค่บอกให้เช็ดตัว คิดอะไรไปไกล?” ยิ่งเธอทำสีหน้าและสายตาไร้เดียงสาใส่ มันก็ทำให้เขาหมั่นไส้
“ก็อย่างว่า~ ความคิดคนเรามันไม่เหมือนกัน พราวเข้าใจคุณค่ะ”
“…” อินทรีกลอกตาไปมา ฝันไปเถอะที่เขาจะทำแบบนั้น แต่เขาก็อุ้มเธอพาไปยังเตียงนอน วางคนตัวเล็กลงช่วยห่มผ้าให้จนเสร็จเรียบร้อยก็อาบน้ำ ก่อนมาจัดการช่วยตัวเอง
กลางดึกอินทรียังนั่งเช็กงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ของเธอ คนร่างบางลุกตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือด เดินหายเข้าไปในห้องน้ำและกลับออกมาบอกเขาว่าผ้าอนามัยหมด พราวยืนเท้าสะเอวจ้องอีกฝ่ายที่เอาแต่นั่งหน้านิ่งไม่กระดิกตัว
“ผ้าอนามัยมันหมดค่ะ!” เธอเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ดังและหงุดหงิดกว่าเดิม ทว่าเขาก็ยังคงนิ่งเป็นสิงโตหิน
“ถามจริง? จะไม่ไปซื้อให้พราวหน่อยหรอ”
“…” เงียบอีก
“คุณอินทรี!”
“อย่าเสียงดัง”
“งั้นก็ไปซื้อให้หน่อยสิคะ”
“ไม่ใช่หน้าที่ฉัน” เสียงทุ้มตอบกลับมาอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักเท่าไหร่ เรื่องอะไรต้องไปซื้อให้เธอ แค่คิดว่ามาเฟียอย่างเขาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อไปหยิบผ้าอนามัยก็น่าอายเป็นบ้าแล้ว
“เออ! ก็ได้! พราวไม่ง้อคุณแล้ว!!!”
ผัวแม่งไร้ค่าฉิบหาย!
ด้วยเพราะนิสัยที่ชอบวีนเหวี่ยงเป็นทุนอยู่แล้ว รวมถึงตอนนี้เธอเป็นประจำเดือน ยิ่งมีไข้อ่อนๆ ด้วย มันก็ทำให้พราวยิ่งควบคุมสติไม่อยู่ เดินกระแทกเท้าหน้าบึ้งมาหยิบกระเป๋าสตางค์ของไอ้ผัวปัญญาอ่อน พร้อมกวาดเอาแบงก์สีเทาออกมาเต็มมือจนเกลี้ยงกระเป๋า
มาเฟียหนุ่มได้แต่นั่งมองเธออย่างหมดคำพูด ก่อนเจ้าตัวจะปากระเป๋าลอยมากระแทกหน้าอกเขา คว้ากุญแจรถเดินออกไปจากห้องทั้งสภาพแบบนั้น
ผยองแบบนี้งั้นฝันไปเถอะ ถ้าขอร้องดีๆ เสียงหวานหน่อย ก็ยังพอจะให้คนออกไปซื้อมาให้ได้
อินทรีปิดคอมพิวเตอร์ลงอย่างหมดอารมณ์จะดูงาน เขานั่งเล่นโทรศัพท์ไปพลางๆ รอจนหนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เห็นหน้าคนขี้โมโหกลับมา ร้านสะดวกซื้อมันอยู่แค่ปากซอยนี่เอง ทำไมถึงได้นานผิดปกติ
“ไอ้เมืองออกไปดูพราวหน่อย เห็นบอกไปซื้อผ้าอนามัย” อินทรีต่อสายหาเมืองรามลูกน้องคนสนิททันที
ไม่นานเกินรอ เมืองรามตามพราวกลับมาด้วยสภาพยับเยิน ดูเหมือนไปตบตีกับหมามาก็ไม่ผิด
“…” มาเฟียหนุ่มหรี่ตามอง เขาไม่ลุกไปดู ไม่ได้ไถ่ถามอะไรทั้งนั้น ทำให้คนบางคนน้อยใจถึงขั้นเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าจะหอบเสื้อผ้าหนีไปจากเขา
“จะไปไหน?” ร่างหนาโผล่มายืนพิงประตูห้องแต่งตัว มองเธอ
นั่งพับผ้าอย่างเป็นระเบียบ จะหนีเขาทั้งที กลับมีท่าทางดูใจเย็นเหมือนคนไม่อยากไปเลยนะ
“...” เงียบ ไม่ยอมตอบอีก ปีกกล้าขาแข็งเหลือเกิน
“เก็บให้เสียเวลาเปล่า” ไม่มีสักครั้งหรอกว่าเธอจะไปจริง เก่งสุดก็ลากกระเป๋าลงถึงหน้าคอนโด ไม่พ้นชั่วโมงก็กระแทกส้นสูงกลับมา
“ตามใจ ถ้าจะไปก็เก็บไปให้หมด” เมื่อถามไม่ตอบอินทรีก็หมุนตัวหนี จะไปไหนก็เชิญเลยเรื่องของเธอ ก่อนได้ยินเสียงโครมครามในห้องแต่งตัว เชื่อเขาเลย ขนาดไข้จับยังอาละวาดได้ขนาดนี้
“โทรมาอะไรดึกดื่นขนาดนี้ มึงไม่คิดว่ากูจะนอนเหรอ?” มาเฟียหนุ่มกดรับสายจอมศึกเพื่อนสนิทที่เปรียบเสมือนพี่น้อง
‘กูทะเลาะกับเมีย’ เมียที่มันไม่ได้รัก ยังหาเรื่องไปทะเลาะอีกเหรอ
“แล้ว?” เขากับจอมศึกรู้จักกันมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะเป็นเจ้าบ่าวป้ายแดงเพราะเพิ่งจะแต่งงานไปได้แค่สามวัน
‘กูอยากโทรมาระบาย’
“ก็ว่ามา”
‘กูไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร กูถามก็ไม่ตอบ อาละวาดบ้านพังอย่างเดียว’ จบประโยคนั้นอินทรีนึกหัวเราะขึ้นมา
‘มึงหัวเราะอะไร?’
“ตอนนี้พราวก็นั่งอาละวาดพังห้องแต่งตัวอยู่” สถานการณ์ช่างเหมาะเจาะ พราวกับเมียไอ้จอมศึกไม่ต่างอะไรกันเลย
‘แล้วมึงทำยังไงให้เธอหยุดสติแตก’
“อยู่เฉยๆ ให้เธอพังจนพอใจแล้วปลอบด้วยเม็ดเงิน”
‘มึงนี่มันจริงๆ อ๊ะ ลิษา! เดี๋ยว /โครม!!! เหี้ยแค่นี้นะ เมียกูจะปีนหลังคาบ้านแล้ว!!! ตุ๊ดดดด!!!” แล้วสายก็ถูกตัด
แกร็ก!
เงียบอยู่หลายชั่วโมง เหลือบมองดูนาฬิกาเวลาก็ปาไปตีสอง พราวยังอยู่ด้านใน หากแต่เสียงโวยวายเงียบไปนานแล้ว
อินทรีพ่นลมปาก เขายันกายลุกจากโซฟา ก้าวเท้าเอื่อยไปยังห้องแต่งตัว ทว่าไม่ได้เคาะแต่เปิดเข้าไปเลย สายตาเข้มก็มองเห็นคน
ตัวเล็กนอนขดบนเก้าอี้โซฟาจึงอุ้มเอาเธอมานอนดีๆ บนเตียงในห้องนอน
ห้องนอนที่เขานอนกับเธอประจำ คอนโดนี้เขาซื้อให้พราวตั้งแต่วันแรกที่รับเธอมาเลี้ยงและก็มักจะค้างที่นี่ ไม่ค่อยกลับบ้านกลับช่อง
ถูกอีกฝ่ายเอาใจหน่อยเลยนอนมันแทบทุกคืนจนกลายเป็นว่าอยู่จนชิน
ใครทำผู้หญิงกูวะ?!
นัยน์ตาสีดำเข้มไล่สำรวจใบหน้าสวย นอกจากขอบตามีคราบน้ำตาไหลอาบ มันมีรอยฝ่ามือใหญ่ปรากฏที่ข้างแก้มเล็ก เป็นรอยตบช้ำ
สีเขียวเข้ม ทั้งริมฝีปากอวบอิ่มแตกยับเยินและยังพบรอยที่ลำคอบางอีก
แบบนี้เธอไม่ได้ตบตีกับผู้หญิงเป็นอันแน่ กรามหนาขบเข้าหากันแน่น เส้นเลือดใหญ่พลันปรากฏบนหน้าผากชนิดที่เขายังไม่รู้สึกตัว
“พราวไปทำอะไรมา!” อินทรีเรียกเมืองรามผู้เป็นมือขวาขึ้นมาสอบถามอีกครั้ง หลังจากนั่งทำแผลและเช็ดตัวให้เธอ ถึงได้รับรู้ว่าที่หน้าท้องแบนราบยังมีถูกรอยชกรุนแรง
นั่นทำเอาชายหนุ่มโกรธมากถึงมากที่สุด ขนาดเขาที่ว่าเลวระยำแค่ไหน ก็ไม่เคยคิดลงไม้ลงมือกับเธอมาก่อน แล้วไอ้เวรนั่นมันเป็นใคร
ถึงกล้ามาทำร้ายคนของเขา!!
“ผมเองก็ไม่ทราบครับ แต่ตอนที่ไปถึง มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังฉุดกระชากตบตีคุณพราว บังคับจะเอาคุณพราวขึ้นรถให้ได้”
“ตอนนี้ไอ้เวรนั่นอยู่ไหน!”
“ผมกระทืบมันแล้วทิ้งไว้ข้างทางครับ”
“ไปเอาตัวมันมา พรุ่งนี้กูจะให้พราวสะสางมันเอง” รายนั้นคงชอบที่จะชำระแค้นด้วยฝ่ามือตัวเองมากกว่า ทุกครั้งที่มีเรื่อง เขารับหน้าที่สั่งจับตัวมา แล้วปล่อยให้เธอจัดการเอง
“ครับนาย”