ฝากหลาน
ตื๊ด! ตื๊ด! ตื๊ด!
เรียวมือสวยเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์เครื่องแพงที่วางอยู่บนโต๊ะขนาดเล็กข้าง ๆ เตียงกว้าง ที่จริงเธอกะว่าจะไม่รับสายแต่พอเห็นชื่อและเบอร์ที่คุ้นเคยเธอก็กดรับทันที
"มึงกูจะนอน อย่าโทรมากวนได้ไหม"
ถึงจะบอกออกไปแบบนั้นแต่นารินก็เต็มใจที่จะรับสายเพื่อนสนิทของเธอเพราะเธอรู้ว่าเวลาเช้าขนาดนี้เพื่อนเธอจะไม่มีวันโทรมากวนนอกจากจะมีเรื่องด่วนจริง ๆ
(ขอคุยห้านาทีเดี๋ยวให้นอนต่อ)
"ก็ได้ ว่าเรื่องของมึงมา"
(คือกูอะอยากจะให้ช่วยดูแลหลานให้กูหน่อย)
"มึงมีหลานด้วยเหรอ แล้วหลานมึงกี่ขวบอะ"
ตั้งแต่คบกับซันเดย์และเพื่อนคนอื่นในกลุ่มมานารินไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรของคนในกลุ่มเลยสักนิด อาจจะเป็นเพราะคนอื่นในกลุ่มก็ไม่อยากรู้เรื่องราวส่วนตัวของกันและกันเลยทำให้ต่างคนต่างรู้เท่าที่จะอยากบอก
(ยี่สิบ)
ฟังไม่ผิดหรอกหลานผมอายุยี่สิบจริง ๆ ผมกับหลานหรือซินเบอายุห่างกันสิบปี พอดีว่าครอบครัวของหลานผมเกิดอุบัติเหตุทำให้ทุกคนเสียชีวิตหมดเหลือเพียงแค่ซินเบคนเดียวที่รอดจากอุบัติเหตุครั้งนั้น และผมที่เป็นอาของเขาจึงต้องรับซินเบมาเลี้ยงตั้งแต่สิบขวบ ตั้งแต่ผมรับหลานมาอยู่ด้วยจนถึงตอนนี้ผมก็ยังเข้าถึงโลกที่ซินเบสร้างขึ้นมาไม่ได้เลย
"ฮะ!! ยี่สิบ หลานมึงพิการเหรอถึงจะให้กูช่วยดูแล แต่กูไม่เคยดูแลคนอื่นนะ ถ้ามึงอยากให้กูดูแลกูดูให้ได้แต่ก็ไม่รู้จะดูแลดีเหมือนมึงหรือเปล่านะ"
นารินรู้สึกงุนงงเล็กน้อยที่คนอายุตั้งยี่สิบแล้วทำไมถึงต้องให้คนอื่นดูแลด้วย และสิ่งที่นารินคิดได้อย่างเดียวก็คือหลานของเพื่อนเธอไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงนารินคิดว่าเธอคงดูแลได้ไม่ดีเพราะเธอไม่เคยดูแลคนป่วยมาก่อนเลย แต่เธอก็เต็มใจที่จะช่วยดูแลตามที่เพื่อนของเขาร้องขอ
(พูดรัวจนกูพูดแทรกไม่ได้เลยนะมึง หลานกูมันไม่ได้พิการอะไรทั้งนั้นแหละ แค่มันไม่ค่อยทานข้าว กูอยากให้มึงช่วยหาข้าวหาน้ำให้หลานกูหน่อย)
ซินเบนั้นเป็นเด็กจำพวกที่จะทำอะไรก็ตามจะต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นอย่างเดียว จนบางครั้งลืมดูแลตนเอง ทำให้ซันเดย์อดเป็นห่วงไม่ได้ที่จะปล่อยให้อยู่บ้านกับพวกแม่บ้านที่เอาแต่ตามใจซินเบ และที่ซันเดย์อยากให้นารินดูแลซินเบนั้นก็เพราะเขารู้ดีว่านารินจะไม่ตามใจหลานของเขาอย่างที่เหล่าแม่บ้านตามใจ
"กูต้องเอาข้าวไปให้หลานมึงที่บ้านว่างั้น"
(เปล่าอะกูจะให้หลานกูไปอยู่กับมึงที่บ้าน เผื่อหลานกูไม่ยอมทานข้าว มึงจะได้บังคับให้ทานข้าวได้)
"เฮ้อ!! ดูแล้วกูหน้าจะปวดหัวกับหลานมึงน่าดู แล้วมึงจะฝากไว้กับกูกี่วัน"
(สามเดือนได้ป่ะ)
พอนารินได้ยินเพื่อนของเธอบอกว่าสามเดือน ใบหน้าสวยก็มีสีหน้าที่คิดหนักทันที แต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร เธอขอแค่ว่าจะไม่มาสร้างปัญหาให้เธอก็พอ
"ถ้าไม่สร้างปัญหาอะไรก็ได้ แล้วจะพามาวันไหน"
(พรุ่งนี้ตอนเช้าเพราะกูต้องบินไปดูงานที่ญี่ปุ่นพรุ่งนี้)
"เออ ถ้าไม่มีอะไรกูนอนต่อแล้วนะ"
พอจบธุระที่ต้องคุยแล้วนารินก็วางสายทันทีแล้วกลับไปนอนต่อเหมือนเดิม
………………………………………………………………………
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ประตูไม้สีเทาเข้มถูกมือหนาของผู้เป็นอาอย่างซันเดย์เคาะเรียกผู้เป็นหลานอย่างซินเบ ถ้ายังพาซินเบไปส่งบ้านนารินไม่ทันมีหวังต้องให้นารินเป็นคนมารับเองเพราะถ้าซินเบยังไม่ออกมาจากห้องมีหวังซันเดย์ได้ตกเครื่องแน่
"ซินครับเสร็จหรือยัง อาจะไปแล้วนะครับ"
"แป๊บนึงอาซัน ซินขอเอาหนังสือใส่กระเป๋าเพิ่มก่อน" ซินเบตะโกนตอบพลางเลือกหนังสือใส่กระเป๋าเดินทางเพิ่ม ที่จริงเมื่อวานซินเบก็จัดเตรียมหนังสือใส่กระเป๋าไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่เห็นว่าไปอยู่ตั้งสามเดือนเขาเลยคิดว่าน่าจะเอาไปเพิ่มอีกหน้า
"อ่าาา...ไม่ต้องเอาไปเยอะนะครับ เพื่อนอาก็มีหนังสือให้เราอ่านเยอะแยะเลย"
"ครับ เดี๋ยวผมลงไปนะ" ซินเบละหนังสือที่ตนเองจะใส่ลงไปในกระเป๋าเดินทางแล้วปิดกระเป๋าทันที และไม่ลืมที่จะเอาหนังสือที่หยิบมาไปเก็บไว้บนชั้นเหมือนเดิม ซิมเบเป็นคนที่เจ้าระเบียบคนหนึ่งก็ว่าได้ ทุกอย่างต้องเป๊ะอยู่ตลอดห้ามผิดเพี้ยนไปจากเดิม
"อาให้ซินอีกแค่สามนาทีนะครับ อาจะไปรอที่รถ"
"ครับอาซิน"
หลังจากที่ซันเดย์ไปรอที่รถนั้นซินเบก็ดูความเรียบร้อยในห้องอยู่ครู่หนึ่งถึงจะออกจากห้องแล้วไปขึ้นรถที่จอดรอเขาอยู่ประมาณห้านาทีเห็นจะได้
"อาซันเพื่อนอาเป็นคนสกปรกหรือเปล่าครับ" พอขึ้นรถมาได้ซินเบก็เอ่ยถามอาของเขาทันทีเพราะสิ่งเดียวที่เขาอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้คือการเป็นอยู่อย่างไม่ถูกสุขอนามัย
"ไม่นะ เพื่อนอาออกจะเป็นคนรักสะอาด แต่ชอบตื่นสายนิดหน่อย"
"อาไปส่งผมเช้าขนาดนี้ เพื่อนอาจะตื่นหรือยังครับ" เช้าที่ซินเบว่าคือเช้ามาก ๆ เลยก็ว่าได้เพราะตอนนี้เป็นเวลาตีห้าครึ่งกว่า ๆ และแน่นอนว่าคนที่ตื่นสิบโมงเช้าอย่างนารินไม่มีวันตื่นเวลานี้แน่ ๆ
"น่าจะยังนะ อาโทรไปก่อนซินจะขึ้นรถมาเพื่อนอายังไม่รับสายเลย"
"อ้าว!! แล้วแบบนี้ผมจะเข้าบ้านเพื่อนอายังไงครับ" ซินเบร้องประท้วงทันทีที่ได้ยินคำตอบของอาเพราะเขาไม่อยากนั่งรออยู่ข้างนอกที่มีฝุ่นมากมายลอยฟุ้งอยู่กลางอากาส
"อารู้รหัสเข้าบ้านครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกปล่อยให้อยู่ข้างนอกหรอก"
"เขาเป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนอากันแน่เนี่ย รู้แม้กระทั่งรหัสผ่าน"
"เป็นเพื่อน รินไม่ใช่สเปคอา แต่เราอะอาจจะใช่"
"เพื่อนอาเป็นหนังสือรึไงถึงทำให้ผมสนใจได้"
ถ้าจะมีใครสักคนที่ทำให้ซินเบรู้สึกสนใจหรือถูกใจ คน ๆ นั้นจะต้องชอบอ่านหนังสือแบบเดียวกับเขา และต้องดูเป็นที่พึ่งให้กับเขาได้ ที่พึ่งสำหรับซินเบไม่ใช่เรื่องเงินแต่เป็นที่พึ่งทางใจ
"ยิ่งกว่าหนังสืออีก อาก็บอกอยู่ว่าบ้านเพื่อนอามีหนังสือเยอะ"
"แล้วไงอะ มีหนังสือเยอะใช่ว่าจะชอบอ่านนะอา"
สิ่งที่ซินเบพูดนั้นก็ถือว่าถูก ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบอ่านหนังสือ บางคนมีหนังสือเต็มบ้านแต่ก็วางไว้ประดับชั้นหนังสือเฉย ๆ บางคนก็อาจจะชอบสะสมหนังสือแล้วเลือกฟังหนังสือเสียงแทนการเปิดอ่าน ส่วนซินเบนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนอนหนังสือตัวจริงเลยก็ว่าได้
"ไปอยู่นั่นเดี๋ยวก็รู้ว่าชอบอ่านไม่ชอบอ่าน แต่อาขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าห้ามทำเสียงดังเวลารินมันทำงาน ไม่งั้นเราโดนเพื่อนอาไล่ออกจากบ้านแน่"
"ผมรู้หรอกน่าว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ อาเถอะไปอยู่ญี่ปุ่นอะอย่าหาหิ้วสาวกลับก็พอ ไม่งั้นผมฟ้องคุณย่า"
"ครับหลานรัก"
ดูเหมือนว่าสองคนอาหลานจะเข้ากันได้ดีแต่ก็ไม่ใช่อย่างที่เห็นเสมอไปเพราะบางความคิดของซินเบก็ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้