เจ็ดปีที่ห่างหาย
ที่หน้าร้านอาหารไทยในนครนิวยอร์ก ‘ภูมินทร์ พิชิตชัย’ หนุ่มวัยสามสิบสอง รูปร่างสูงกำยำอย่างนักกีฬา ผิวสีแทน ในชุดเสื้อยืดสีขาวพอดีตัว ด้านหน้าพิมพ์คำภาษาอังกฤษซูพรีมสีแดงสด สวมทับด้วยเสื้อยีนแขนยาว เข้าชุดกับกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลบนใบหน้าคมสันฉายแววคมเข้มจดจ้องไปยังป้ายชื่อร้าน
“คงจะเป็นที่สินะ”
เมื่อแน่ใจว่าเป็นที่ที่มิลเลอร์บอกว่าจองโต๊ะไว้ให้กับบริษัทของคนไทยที่นำภาพยนตร์มาขายให้ไว้ที่นี่ หนุ่มวัยสามสิบสองก็พาร่างสูงใหญ่เข้าไปในร้านอาหาร เขาส่งยิ้มทักทายหญิงอเมริกันหน้าดีที่ส่งยิ้มให้ขณะเดินสวนออกมา ความหล่อเหล่าของภูมินทร์ทำเอาหญิงสาวถึงกับเหลียวหลังมามองแม้จะเดินผ่านไปแล้ว
เมื่อเข้ามาภายในร้านอาหารที่ไม่กว้างขวางนัก เขากวาดสายตามองหาคนที่เป็นต้นเหตุให้มาที่นี่ พอเห็นว่านั่งอยู่กับกลุ่มคนไทยโต๊ะด้านในสุดก็เดินเข้าไป เมื่อถึงก็ทำทีเป็นเรียกพนักงานเสิร์ฟเสียงดังเพื่อให้ตัวเองเป็นที่สนใจ
“น้องครับ สั่งอาหารกลับบ้านครับ”
ประโยคภาษาไทยทำให้หนุ่มร่างท้วมหยุดการสนทนากับเพื่อนแล้วหันมองเจ้าของเสียงอย่างสงสัย ‘ชัยวัฒน์’ ผู้กำกับหนังที่กำลังมีชื่อเสียงในเมืองไทยขยับแว่นสายตาพร้อมกับเพ่งมอง
“ภู ภูมินทร์ใช่หรือเปล่า” น้ำเสียงอึ้งๆ เพราะยังไม่เชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่นัก
ภูมินทร์หันมอง “เฮ้ย! ไอ้วัฒน์”
ชื่อของตัวเองที่ถูกเรียกสวนกลับมาดึงชัยวัฒน์ให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที ผู้กำกับหนุ่มพาร่างเจ้าเนื้อเข้าไปกอดเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานด้วยความดีใจ “ไอ้ภู คิดถึงฉิบหาย”
“เฮ้ยพอแล้ว หายใจไม่ออก” ภูมินทร์ดันตัวเพื่อนสนิทออก
“โทษที โทษที ฉันดีใจไปหน่อย” ชัยวัฒน์ถอยห่างเล็กน้อยแล้วมองหน้า “ขาดการติดต่อไปเลย นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอกันแล้วเสียอีก กี่ปีแล้ววะที่ไม่ได้เจอกัน”
“เจ็ดปี”
ชัยวัฒน์ตบไหล่ภูมินทร์ “หาที่นั่งดีกว่า ฉันมีเรื่องคุยกับแกเยอะเลย” บอกเสร็จก็เดินตรงไปยังโต๊ะที่เหลือว่างอยู่เพียงตัวเดียวซึ่งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าร้าน
“ว่าแต่แกมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” ภูมินทร์แกล้งถามขณะนั่งลงที่เก้าอี้ เพราะเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าชัยวัฒน์มาทำอะไร แต่ที่ถามก็เพราะไม่อยากให้เพื่อนสงสัย
“มาขายหนังให้ อาร์แอนด์เอ็มสตูดิโอ”
“แล้วขายได้หรือเปล่า แต่ฉันว่าฝีมือระดับแกน่าจะได้อยู่แล้วใช่ไหม”
“ไอ้ได้น่ะมันก็ได้อยู่หรอก แต่ยังมีที่ต้องปรับแก้อีกนิดหน่อย”
“แค่ตัดต่อให้กระชับอีกนิดก็น่าจะได้แล้วล่ะ” ภูมินทร์เผลอออกความเห็น
“เจ้าของอาร์แอนด์เอ็มที่เป็นคนไทยเขาก็คอมเมนต์หนังของฉันผ่านมาทางหุ้นส่วนอีกคนแบบนั้น” ชัยวัฒน์มองภูมินทร์อย่างแปลกใจ “แกพูดเหมือนกับเคยเห็นหนังของฉันมาแล้วอย่างนั้นแหละ”
“เฮ้ย! เปล่า ฉันจะไปเห็นหนังของแกได้ยังไง ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเอง ปกติแกชอบใส่ปูมหลังของตัวละครเข้ามาในหนังใช่ไหมล่ะ ถ้าเป็นที่เมืองไทยมันก็ไม่เป็นไร แต่คนที่นี่เขามองว่ามันไม่ค่อยสำคัญ ทำให้หนังขาดความกระชับ ฉันก็เลยคิดว่ากับหนังเรื่องนี้แกก็น่าจะทำแบบที่ถนัดก็เท่านั้นเอง”
ชัยวัฒน์พยักหน้าอย่างคนที่ไม่ได้สงสัยอะไร “แต่น่าเสียดายชะมัด ฉันได้ข้อมูลมาว่าอาร์แอนด์เอ็มสตูดิโอมีคนไทยเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งนึงแต่กลับไม่เจอ เจอแต่เจ้าของอีกคนที่เป็นคนอเมริกา อุตส่าห์จะหวังใช้เส้นสายที่เป็นคนไทยเหมือนกันเพื่อขายหนัง โชคดีนะนี่ที่ยังขายหนังได้”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง เท่ากับที่หนังแกขายได้ เป็นเพราะหนังของแกดีจริงๆ”
“มันก็ใช่ แต่ฉันเสียดายนี่หว่า คิดว่าจะได้จับมือกับคนไทยคนแรกที่ได้เป็นผู้กำกับของฮอลลีวูดเสียหน่อย” ชัยวัฒน์ทำหน้าเสียดาย ก่อนจะโพล่งขึ้น “ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นวะ อยู่ๆ ก็หายเงียบไปเลย แล้วมาอยู่อเมริกาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือว่าตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน” เมื่อเห็นคนถูกถามพยักหน้าก็พูดต่อ “รู้หรือเปล่า ตอนที่แกก็หายตัวไปพีชเป็นห่วงแกมากเลยนะ เห็นว่าตามหาตัวแกกับเพื่อนๆ ไปทั่วเลย”
ภูมินทร์แค่นหัวเราะ “เขาจะตามหาฉันทำไม น่าจะดีใจเสียมากกว่าที่ไม่มีฉันอยู่คอยขัดขวางความเจริญก้าวหน้า ตอนนี้คงเป็นดาวค้างฟ้าไปแล้วสิ”
ชัยวัฒน์ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ “นี่แกไม่รู้เรื่องของพีชเลยหรือไง หรือว่าไม่ได้ตามข่าวเลย”