จุดเริ่มต้น
เกลวริน หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี ก้าวลงจากรถแท็กซี่สีเหลืองแดงที่จอดสนิทหน้าอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางกรุงเทพมหานครอย่างเร่งร้อน ทันทีที่เท้าเรียวภายใต้รองเท้าผ้าใบสีขาวสัมผัสพื้นถนน ความร้อนชื้นของอากาศเมืองไทยก็ปะทะเข้ากับผิวหน้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอเสียเวลาหยุดพักแม้แต่นาทีเดียว เกลวรินจัดแจงดึงกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมาจากเบาะหลังพร้อมกับจ่ายเงินค่าโดยสารด้วยมือที่สั่นเทา
วันนี้ชุดเดรสสีครีมอ่อนที่เธอเลือกสวมใส่มาจากลอนดอนดูยับย่นและไม่เรียบร้อยจากการเดินทางไกลข้ามทวีปยาวนานกว่าสิบสองชั่วโมงบนเครื่องบิน ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีจนจรดกลางหลัง บัดนี้ถูกปล่อยสยายอย่างไม่เป็นทรงยามที่เธอรีบวิ่งสวนกระแสผู้คน ใบหน้ารูปไข่ที่เคยแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสจนใครต่อใครต่างก็หลงใหลและพากันขนานนามเธอว่าเป็น "ความสดใสของโลกใบนี้" บัดนี้กลับดูเคร่งเครียดและหมองเศร้าเสียจนน่าใจหาย ราวกับว่าแสงอาทิตย์ในดวงตาของเธอได้ดับวูบลงไปเสียดื้อๆ
ดวงตากลมโตที่ปกติจะฉายแววขี้เล่นและร่าเริง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยม่านหมอกแห่งความกังวลที่เด่นชัดจนปิดไม่มิด เธอมองตรงไปยังป้ายทางเข้าโรงพยาบาลด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงผิดจังหวะ แสงไฟนีออนภายในอาคารสะท้อนวูบวาบอยู่ในดวงตาที่เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า เกลวรินก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางโถงผู้ป่วย เสียงฝีเท้าของเธอสะท้อนก้องไปตามทางเดินที่สะอาดสะอ้านแต่ดูเย็นชา
“มาเยี่ยมคุณแก้วตาค่ะ”
เธอโพล่งบอกเจ้าหน้าที่ชุดขาวที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ น้ำเสียงของเธอทั้งแหบพร่าและเครียดขึงจนคนฟังต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความแปลกใจ มือบางทั้งสองข้างกำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน
“คนไข้นามสกุลอะไรคะคุณผู้หญิง?” พนักงานสาวถามอย่างเป็นระเบียบพลางก้มลงมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ เตรียมค้นหาฐานข้อมูลผู้ป่วยใน
“ดาราสมพงศ์... เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ ขอโทษทีค่ะ... คุณแก้วตา จันทร์ทรงกลดค่ะ”
เกลวรินรีบแก้คำพูดพลางยกมือขึ้นลูบหน้าเรียกสติที่กระจัดกระจายให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
ความสับสนในวินาทีนั้นทำให้เธอเผลอเอ่ยนามสกุลของผู้เป็นพ่อออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งที่ความจริงแล้วนามสกุลนั้นกลายเป็นเพียงอดีตที่ไกลห่าง หลังจากที่พ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกันอย่างเด็ดขาดเมื่อหลายปีก่อน ทิ้งรอยร้าวขนาดใหญ่ไว้ในใจของเด็กสาวสองคน พี่สาวของเธอ—แก้วตา ซึ่งอายุมากกว่าเกือบสิบปีและเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง เลือกที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดด้วยการเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดิมของแม่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองไทย ขณะที่เกลวรินในวัยเพียงสิบสี่ปีตอนนั้น ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมากนัก เธอต้องถือกระเป๋าเดินทางตามผู้เป็นพ่อไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่หนาวเหน็บอย่างอังกฤษ ความห่างไกลทำให้เธอโหยหาความอบอุ่นจากแม่และพี่สาวอยู่ทุกลมหายใจ จนกระทั่งวันนี้ที่เธอต้องกลับมาด้วยข่าวร้ายที่สุดในชีวิต
“คุณแก้วตา จันทร์ทรงกลด... สักครู่นะคะ... เจอแล้วค่ะ อยู่ที่อาคาร 3 ชั้น 4 ห้องสามสี่หนึ่งศูนย์ค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินตัวเลขเลขห้อง เกลวรินไม่รอคำขอบคุณเสียด้วยซ้ำ เธอหมุนตัววิ่งตรงไปยังโซนลิฟต์ทันที ทุกวินาทีที่ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอลิฟต์ขยับขึ้นไปช้าๆ จากชั้นหนึ่งไปชั้นสอง และชั้นสาม มันเหมือนการทดสอบความอดทนและจิตใจของเธออย่างแสนสาหัส ภายในลิฟต์ที่เงียบสงัด เกลวรินได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่ความกังวลก็ยังบีบคั้นปอดจนรู้สึกอึดอัด
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสี่ เกลวรินไม่รอช้าที่จะพุ่งตัวออกไป เธอวิ่งผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลหน้าวอร์ด สายตามองหาป้ายหมายเลขห้องอย่างลนลาน
“3408... 3409... นั่นไง 3410!”
เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะหยุดยืนหน้าห้องพักฟื้นพรีเมียมสีนวล
เธอผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไปภายในห้องอย่างรวดเร็วและแรงจนเกิดเสียงดัง ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นยาและสารฆ่าเชื้อตามฉบับโรงพยาบาลปะทะเข้าจมูก เกลวรินกวาดสายตามองไปรอบห้องพักฟื้นที่กว้างขวางและหรูหราด้วยความร้อนใจ แต่แล้วหัวใจเธอก็ร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเหมือนถูกกระชากลงเหว เมื่อสายตาปะทะเข้ากับเตียงคนไข้ที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เรียบตึง และที่สำคัญคือ... มันว่างเปล่า
“พี่แก้วละคะแม่! พี่แก้วอยู่ไหน หรือว่า... หรือว่าพี่แก้วเป็นอะไรไปแล้ว!”
เกลวรินตะโกนถามผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟามุมห้องด้วยเสียงที่ขาดห้วง ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่คิดไปในทางร้ายที่สุด ภาพงานศพ ภาพความสูญเสียพุ่งเข้าจู่โจมความคิดจนน้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นออกมา
กรกนก ผู้เป็นแม่ที่ดูอิดโรยและทรุดโทรมลงไปมาก เงยหน้าขึ้นมองลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งบินตรงมาจากอังกฤษด้วยสายตาที่แสดงความเห็นใจ เธอรีบลุกขึ้นเดินเข้ามากุมมือลูกสาวไว้
“ใจเย็นๆ ยัยเกล ตั้งสติก่อนลูก พยาบาลเพิ่งเข็นพายัยแก้วไปพบจิตแพทย์ตามขั้นตอนประเมินอาการ เดี๋ยวก็น่าจะเข็นกลับมาแล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันว่าพี่สาวของเธอยังมีชีวิตอยู่ เกลวรินก็ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงคนไข้อย่างหมดแรง เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกจนไหล่ที่เกร็งแข็งมาตลอดหลายชั่วโมงลู่ลง ความอัดอั้นที่แบกมาตลอดทางเริ่มคลายลงทีละน้อยแต่ความขมขื่นยังคงอยู่ ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่สิบชั่วโมงก่อน ตอนที่กรกนกโทรข้ามประเทศไปบอกข่าวร้ายด้วยเสียงสะอื้นว่าแก้วตากินยาฆ่าตัวตายและกำลังล้างท้องอยู่ที่โรงพยาบาล เกลวรินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า เธอไม่สนใจการสอบเทอมสุดท้ายที่เพิ่งจะเริ่มขึ้น เธอไม่สนเรื่องปริญญาโทที่เฝ้าพากเพียรเรียนมา เธอกดจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินล่าสุดและบินตรงมาไทยทันที
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะแม่... ทำไมพี่แก้วถึงทำแบบนี้”
เกลวรินถามพลางเงยหน้ามองแม่ด้วยสายตาที่ต้องการคำอธิบายอย่างที่สุด
“พี่แก้วเป็นคนเข้มแข็งจะตายไป พี่แก้วรักตัวเองจะตาย... ทำไมเขาถึงสิ้นหวังขนาดที่ต้องทิ้งชีวิตตัวเองแบบนี้”
กรกนกขยับมานั่งข้างๆ ลูกสาว แววตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความแค้น
“เกลก็น่าจะเดาออก... จะมีใครอีกล่ะที่ทำให้ชีวิตพี่สาวเราพังพินาศได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ไอ้ลูกเลี้ยงตัวแสบของคุณเตชินนั่น!”
ชื่อของ "ลูกเลี้ยง" ทำให้เกลวรินนิ่งอึ้งไป ถึงแม้เธอจะอยู่ห่างไกลถึงอังกฤษ แต่ความผูกพันระหว่างเธอกับแก้วตานั้นแน่นแฟ้นมาก ทั้งคู่คุยโทรศัพท์และวิดีโอคอลหากันแทบทุกอาทิตย์ เกลวรินพอจะรู้เรื่องภายในครอบครัวของแก้วตาอยู่บ้าง พี่สาวของเธอแต่งงานกับเจ้าของโรงแรมใหญ่ที่มีอิทธิพลล้นฟ้า ซึ่งเป็นพ่อหม้ายวัยห้าสิบสองปีที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของเธอเอง
ที่ผ่านมา แก้วตามักจะโทรมาปรับทุกข์ด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้นเรื่องลูกเลี้ยงที่มีวัยไล่เลี่ยกับเกลวริน ลูกเลี้ยงที่คอยเป็นก้างขวางคอ เป็นคนที่คอยจิกกัดและแสดงท่าทีรังเกียจแก้วตาในฐานะ "เมียน้อยที่อัปเกรดมาเป็นเมียแต่ง" อยู่เสมอ
“คราวนี้มันเรื่องอะไรหรือคะแม่ ถึงขนาดทำให้พี่แก้วตัดสินใจปลิดชีพตัวเองแบบนี้ มันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเล่าให้ฟังหรือคะ?”
กรกนกถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความคับแค้นใจ มือของเธอจิกเข้าที่เนื้อผ้าคลุมเตียง
“มันไม่ใช่แค่เรื่องคำพูดถากถางเหมือนเมื่อก่อนแล้วเกล แต่มันคือการไล่ล่า! ไอ้เด็กนั่นมันบีบบังคับคุณเตชิน มันสั่งให้พ่อมันไล่ยัยแก้วออกจากบ้านใหญ่ ไม่อย่างนั้นมันจะขายหุ้นโรงแรมที่มันได้รับมรดกมาจากแม่มันทั้งหมดให้กับกลุ่มทุนที่เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของคุณเตชิน!”
“เกลก็รู้ว่าคุณเตชินรักโรงแรมนั้นยิ่งกว่าชีวิต เขาเป็นประธานบริหารมาทั้งชีวิต ถ้าเสียหุ้นก้อนนั้นไป ตำแหน่งเขาก็หลุด เขาเลยต้องจำใจ... ยอมทำตามคำสั่งลูกชายหัวรั้นของเขา ให้ยัยแก้วย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเล็กที่เขาเพิ่งซื้อให้ใหม่ที่ชานเมือง บอกว่าเพื่อตัดปัญหาความขัดแย้งในบ้าน แต่ยัยแก้วทนไม่ได้! พี่สาวเราเคยอยู่อย่างราชินี มีคนรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง พอต้องไปอยู่ในบ้านที่เล็กเท่ารูหนู แถมยังถูกสังคมตราหน้าว่าโดนผัวทิ้งเพราะแพ้ลูกเลี้ยง ยัยแก้วก็เลยรับความอับอายไม่ไหว...”
เกลวรินนั่งฟังด้วยความรู้สึกจุกในอก เธอเข้าใจดีว่าสำหรับแก้วตา "ศักดิ์ศรี" และ "หน้าตาทางสังคม" คือทุกอย่างของชีวิต การที่ต้องถูกขับไสไล่ส่งจากบ้านใหญ่เหมือนสิ่งของไร้ค่า มันคือการประหารชีวิตพี่สาวเธอทั้งเป็น
หัวใจของเกลวรินสั่นสะท้าน เธอเริ่มจินตนาการถึงใบหน้าของลูกเลี้ยงใจร้ายคนนั้น คนที่เธอไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักชื่อจริงอย่างชัดเจน รู้เพียงว่าเป็นผู้ชายเจ้าคิดเจ้าแค้นที่ทำลายความสุขของพี่สาวเธอจนพินาศ เธอกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกโกรธเคืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน