ตอนที่1 : จุดเริ่มต้น
เด็กบ้านนอกเดินทางเข้ากรุงเทพหวังจะได้งานทำและมีเงินมากพอที่จะจ่ายหนี้กยศ.ที่กู้เรียนและส่งให้แม่ของตนเองที่ทุกวันนี้ยังรับจ้างทำนาอยู่ที่บ้านเกิด เธอไม่ได้หวังอะไรเลยนอกจากให้ครอบครัวสบาย เด็กบ้านๆ จนๆ ไม่รู้ประสีประสาไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนที่เข้ามาหลอก
"วันนี้คุณจะกลับคอนโดหรือเปล่าคะ" เสียงหวานถามคนในสาย เธอทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเธอได้พบผู้ชายคนหนึ่งและได้ตกลงคบหากับเขาเกือบจะหกเดือนแล้ว เขาคือผู้ชายคนแรกของเธอและเป็นคนแรกที่เธอรัก
[อืมฉันจะเข้าไปหา ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอ] วาสิตายิ้มแก้มปริรอฟังเรื่องที่เขาจะบอกแทบไม่ไหว เธอรู้ว่าเขาติดงานเพราะหน้าที่การงานของเขาดีกว่าเธอมากเรียกว่าคนละชนชั้นกันเลยดีกว่า แต่เธอก็ยังคงทำงานส่งให้แม่อยู่ตลอดแม้เขาจะให้เงินเธออยู่ตลอดก็ตาม
"พ่อของหนูต้องดีใจมากแน่ๆ ถ้าเขารู้ว่าหนูอยู่ในนี้" มือเล็กลูบท้องตัวเองเบาๆ วันนี้เธอไปหาหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจ ประจำเดือนเธอไม่มาสามเดือนแล้วเธอจึงลองไปตรวจและผลตรวจก็ปรากฏชัดว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ได้สิบสัปดาห์แล้ว คนที่กำลังจะได้เป็นคุณแม่ลงมือทำอาหารเตรียมไว้รอคนที่รักอย่างมีความสุข
"เหนื่อยมั้ยคะ ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะคะ" ร่างบางเอาอกเอาใจเขาเป็นอย่างดีเตรียมน้ำให้เขาเพื่อดับกระหาย ร่างหนาถอดสูทออกแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา คอนโดแห่งนี้เขาซื้อเอาไว้ให้เธออยู่หลังจากคบกับเธอได้ไม่ถึงเดือน
"วามีเรื่องจะบอกคุณด้วยค่ะ"
"ฉันก็มีเรื่องจะบอกเธอเหมือนกัน" ร่างหนาเองก็มีเรื่องที่จะบอกกับเธอ
"วากำลังท้องค่ะ"
"ฉันมีครอบครัวอยู่แล้ว" สองคนพูดพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดกันก่อนแถมเรื่องยังไปคนละทางอีกต่างหาก
"อะไรนะคะ?" วาสิตาถามเขาด้วยความไม่แน่ใจเผื่อเธอจะหูฝาดไปเอง
"ฉันบอกว่าฉันมีครอบครัวอยู่แล้ว" คนที่เธอรักเอ่ยออกมาอย่างหน้าตาเฉยไม่แสดงสีหน้าตื่นเต้นหรือดีใจแต่อย่างใด
"คุณพูดว่าอะไรนะคะ" คนที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างถามเขาอีกครั้ง
"ฉันมีเมียและลูกแล้วได้ยินชัดหรือยัง!" เสียงเข้มเน้นให้เธอฟังชัดๆ
"แล้ววาล่ะคะ?"
"ฉันไม่ได้มีเธอแค่คนเดียวหรอกนะวาสิตา" คนเห็นแก่ตัวเอ่ยออกมาเธอก็เป็นแค่ผู้หญิงในสต็อกที่เขาเลี้ยงไว้แก้ขัดเท่านั้น
"แต่วาท้องลูกของเรานะคะ" โลกทั้งใบแตกสลายลงในพริบตาความฝันของครอบครัวอบอุ่นกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาดับสลายลงทันที
"แล้วปล่อยให้ท้องทำไมล่ะ เธอก็น่าจะรู้ตัวบางนะว่าฉันกับเธอต่างกันขนาดไหน" นี่หรือคนที่เธอรักคนที่ยอมเขาทุกอย่างวันแรกที่เจอกับวันนี้ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
"ฉันจะให้เงินเธอไปเอาเด็กออกซะ แต่ถ้าเธออยากจะโง่เก็บเอาไว้ก็อย่าได้ไปบอกใครว่ามันเป็นลูกของฉัน ไม่งั้นอนาคตของเธอก็หายไปพร้อมกับมารหัวขนนี่ด้วย" ร่างบางยืนน้ำตาไหลพรากได้ยินสิ่งที่คนที่เธอรัก เธอหมดแรงจนแข้งขาอ่อนแทบล้มทั้งยืน
"คอนโดฉันยกให้จะอยู่ต่อก็ได้ ส่วนเงินฉันจะโอนให้แล้วไปเอาไอ้เด็กนี่ออกซะ" พูดจบก็เดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจไยดีอีกคนที่นั่งร้องไห้น้ำตาอาบหน้า เธอคิดว่าเขาจะรักเธอแบบที่เธอรักเขาแต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เขาไม่ได้รักเธอเลยสักนิดเธอก็แค่นางบำเรอของเขาเท่านั้น
ห้าปีต่อมา....
คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกับลูกชายวัยสี่ขวบอาศัยอยู่อะพาร์ตเมนท์ที่พอซุกหัวนอนได้ เธอไม่มีเงินมากพอที่จะไปเช่าบ้านเป็นหลังๆ อยู่ได้ในกรุงเทพ เงินเดือนจากงานที่เธอทำก็พอแค่ประทังชีวิตเธอกับลูกและแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดยิ่งตอนนี้ลูกชายเธอกำลังโตภาระค่าใช้จ่ายก็มากขึ้นกว่าเดิม
"เหลือน้อยแล้วสินะ" เปิดสมุดบัญชีดูเงินที่เหลือเพียงน้อยนิด
"แม่ฮะ อะไรฮะ" เด็กชายวัยสี่ขวบชี้ถามแม่
"สมุดเก็บเงินครับ" เธอบอกกับลูกแต่จะให้อธิบายให้ลูกฟังตอนนี้คงไม่เข้าใจ เด็กสี่ขวบยังไม่ควรรู้เรื่องอะไรเยอะ ลูกไม่ควรมารับรู้ความลำบากของเธอ
"วินอยากเก็บบ้าง"
"ตอนโตค่อยมีนะครับคนเก่ง ตอนนี้ไปนอนก่อนนะ" ว่าจบก็อุ้มลูกชายไปเข้านอนที่ฟูกเก่าแข็งๆ ที่ทั้งคู่นอนจนชิน
"ฝันดีฮะแม่" หนูน้อยบอกฝันดีแม่ของตนเอง
"ฝันดีครับคนเก่งของแม่ แม่รักวินนะครับ" มาวินเกิดจากความรักของเธอ แต่ถ้าถามว่าเธอยังรักผู้ชายใจร้ายคนนั้นอยู่หรือไม่ เธอบอกได้เลยว่าไม่มีเขาในหัวใจมานานแล้ว เธอไม่โกรธ ไม่เกลียดแต่เธอไม่ได้รักเขาอีกแล้ว ตอนนี้เธอมีแค่ลูกเท่านั้น
สองแม่ลูกตื่นแต่เช้าช่วยกันทำข้าวเช้าแบบที่ทำทุกวัน วาสิตาทำงานเป็นพนักงานขายเหมือนเดิมจะให้ไปหางานอื่นทำคงยากเพราะสมัยนี้โรงงานพากันปิดตัวลง บางคนถูกจ้างออก บางคนโดนไล่ออกเธอจึงต้องทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้จะไปทำที่ไหน
"เอาการบ้านใส่กระเป๋าแล้วใช่มั้ยครับคนเก่ง" เปิดกระเป๋าดูการบ้านของลูกชาย
"ใส่แล้วฮะ"
"งั้นไปครับ แม่ไปส่ง" ทุกเช้าสองแม่ลูกจะจูงมือกันไปขึ้นรถประจำทางที่หน้าอะพาร์ตเมนต์ คนเป็นแม่ไปส่งลูกชายที่โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งก่อนจะนั่งรถต่อไปที่ทำงาน เธอไม่มีปัญญาส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชนแพงๆ แค่ค่ากินอยู่ทุกวันนี้ก็แทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว
เธอต้องส่งเงินให้แม่เพื่อใช้หนี้ที่กู้นอกระบบมาลงทุนขายของสุดท้ายไปไม่รอดต้องปิดร้านแล้วต้องไปรับจ้างทำนาแถวบ้านรายได้แค่วันละ 160 บาท เธอจึงต้องส่งเงินให้แม่ทุกเดือนเพื่อใช้หนี้และเป็นค่ากินอยู่
"ตั้งใจเรียนนะลูก" บอกกับลูกชายก่อนจะโบกมือส่งลูกเข้าโรงเรียน
"สายขนาดนี้แล้วเหรอ" มองนาฬิกาข้อมือที่ซื้อตามตลาดนัดบ่งบอกว่าสายแล้ว เมื่อรถประจำทางมาถึงก็รีบขึ้นรถทันทีไม่ได้สนว่าคนบนรถจะเยอะจนเบียดเสียดแค่ไหนยังไงเธอก็ต้องไปให้ทันเวลาเข้างาน
"ฟู่ว! คนแน่นเป็นปลากระป๋องเลย" เมื่อลงจากรถได้ก็โล่งใจเธอเกือบจะลงไม่ทันเพราะโดนคนเบียดแต่ด้วยทักษะที่ชินกับสถานการณ์แบบนี้ทำให้เธอมาถึงทันเวลาพอดี
"วาเห็นหรือยัง" เพื่อนร่วมงานแผนกเดียวกับเธอวิ่งหน้าตาตื่นมาถาม
"อะไรเหรอ"
"รายชื่อพนักงานทุกแผนกที่โดนจ้างออกน่ะสิ บริษัทรายได้ลดลงเลยต้องปลดพนักงาน" เมื่อได้ยินแบบนั้นจึงพากันวิ่งไปดูที่ป้ายของบริษัท
"เฮ้อ! โล่งอกไม่มีชื่อฉัน" เพื่อนร่วมงานมือทาบอกโล่งใจ
"วาสิตา มีชื่อฉันด้วยแหละ" เจอชื่อตัวเองแล้วหันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับเพื่อนร่วมงาน
"แล้วจะทำไงต่อ ไปคุยกับหัวหน้ามั้ย"
"ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไรฉันจะลองหางานใหม่ดู" เธอปฏิเสธ ที่มีชื่อเธอโดนปลดคงมีเหตุผลจริงๆ โชคดีที่เธอได้เงินชดเชยน่าจะมากพอตั้งตัวได้
"4 พัน" มือเล็กนับเงินในซองที่ไปรับมาหลายครั้งแต่นับยังไงก็มีแค่แบงก์สีเทาสี่ใบเงินชดเชยที่คิดว่าน่าจะได้สักหมื่นสองหมื่นเหลือแค่สี่พัน ความซวยมาเยือนเธอแล้วจริงๆ